ณ ถนนสายหนึ่งอันเงียบสงบในเบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ ใครจะคิดว่าที่นี่ได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญในการต่อสู้กับเอชไอวี ด้วยรถตรวจสุขภาพทางเพศเคลื่อนที่แนวคิดใหม่ล่าสุด ตั้งแต่เริ่มให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 รถคันนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคลินิกฟลอเรย์กับระบบบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ก็ได้สร้างสถิติใหม่ที่น่าสนใจในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยพบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ที่มาใช้บริการ ไม่เคยตรวจหาเชื้อมาก่อนเลย ตามรายงานของบีบีซี (แหล่งข่าว: BBC News Berkshire) ความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ไม่เพียงแต่ได้รับความสนใจในอังกฤษเท่านั้น แต่ยังส่งผลสะท้อนไปทั่วโลก รวมถึงในหมู่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักกิจกรรมในไทย ที่กำลังมองหาแนวทางใหม่ๆ ที่คล้ายคลึงกัน

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับบ้านเรา? แม้ว่าไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการป้องกันและรักษาเอชไอวีตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปัญหาการติดเชื้อรายใหม่และการตีตราผู้ติดเชื้อก็ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับการระบาดของเอชไอวีตั้งแต่ปี 2527 และแม้ว่าอัตราความชุกของการติดเชื้อโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 1.1% ซึ่งถือว่าสูงในกลุ่มประเทศอาเซียน การคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มประชากรที่เปราะบางและเข้าถึงยากจึงยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง (Wikipedia: HIV in Thailand) คลินิกเคลื่อนที่และบริการสุขภาพชุมชนในรูปแบบรถตรวจ เช่น รถของฟลอเรย์ อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่ยังลังเลหรือไม่สะดวกใจที่จะไปรับบริการในโรงพยาบาลทั่วไป

รถตรวจสุขภาพของฟลอเรย์ไม่ได้ให้บริการแค่ตรวจเอชไอวีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย จุดเด่นสำคัญของรถคันนี้คือ การรักษาความลับ ความสะดวกสบาย และบรรยากาศที่เป็นกันเอง เคท แรบบจอนส์ พยาบาลคลินิกผู้ดูแลโครงการนี้ กล่าวกับบีบีซีว่า “เราอยากดึงเรื่องสุขภาพทางเพศออกมาจากมุมอับ ให้เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ เหมือนเมื่อก่อนที่มักจะอยู่หลังโรงพยาบาลอีกต่อไป” วิธีการนี้ช่วยทลายกำแพงความเขินอายและความกลัว โดยเฉพาะในชุมชนที่การตีตราเรื่องเอชไอวียังคงฝังรากลึกและเชื่อมโยงกับทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับเรื่องเพศและตัวตน

เรื่องราวสะท้อนใจเรื่องหนึ่งมาจากผู้ใช้บริการนามสมมติว่า “แจ็ค” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเอชไอวีมานานถึง 17 ปี แจ็คเล่าว่า แม้ปัจจุบันจะมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงจนสามารถกดปริมาณไวรัสในร่างกายให้ต่ำถึงระดับที่ตรวจไม่พบและไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อต่อไปได้ (U=U หรือ Undetectable=Untransmittable หรือ ตรวจไม่พบเท่ากับไม่แพร่เชื้อ ตามข้อมูลจาก NHS และ Terrence Higgins Trust) เขาก็ยังบอกว่า “ผมเองก็รู้จักคนนะ ที่โดนทำร้ายเพียงเพราะเขามีเชื้อเอชไอวี ซ้ำร้ายกว่านั้นคือการที่เขาเป็นเกย์ ทำให้เขาเจอปัญหาซ้ำซ้อน” ผลกระทบจากการตีตราเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอังกฤษ คนไทยที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีจำนวนไม่น้อยก็ยังคงเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ในสังคม หรือแม้แต่ในสถานพยาบาล

แล้วโมเดลรถตรวจสุขภาพแบบนี้ใช้ได้ผลจริงหรือ? งานวิจัยทั่วโลกก็สนับสนุนแนวคิดนี้ชัดเจน งานศึกษาย้อนหลังชิ้นหนึ่งใน PubMed ที่วิเคราะห์ผลการใช้รถตรวจสุขภาพในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง พบว่าคลินิกเคลื่อนที่เหล่านี้ช่วยให้ค้นพบผู้ติดเชื้อรายใหม่และส่งต่อเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีอย่างมีนัยสำคัญ (PubMed: mobile van screening effectiveness) เช่นเดียวกับงานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในคลังข้อมูลของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (PMC) ที่ระบุว่าการให้บริการสุขภาพผ่านช่องทางเคลื่อนที่ (Mobile Health หรือ mHealth) เช่น รถตรวจสุขภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการตรวจหาเชื้อ ลดจำนวนผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยล่าช้า และเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาได้ดีขึ้น (PMC: mHealth interventions for HIV) ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้าถึง การตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างรวดเร็ว และการช่วยลดความรู้สึกอับอายหรือถูกตีตรา

สำหรับบริบทของไทย ที่คนในชนบท กลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และแรงงานข้ามชาติ มักจะเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพเท่าที่ควร งานวิจัยเหล่านี้จึงมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและการถูกตัดสินจากสังคม ทำให้หลายคนยังไม่กล้าไปตรวจที่โรงพยาบาล เรื่องนี้สะท้อนผ่านคำพูดของ “ออโรร่า” ผู้ใช้บริการรถฟลอเรย์อีกคน ที่บอกกับบีบีซีว่า “ตอนแรกก็หวั่นๆ ค่ะ แต่พอไปแล้วเจ้าหน้าที่ดูแลดีมาก ไม่ตัดสินเราเลย ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ”

ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยโดยความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม ได้มีการทดลองใช้โมเดล “คลินิกเคลื่อนที่” และรถตรวจหาเชื้อในพื้นที่เสี่ยงและตามงานเทศกาลต่างๆ อยู่บ้าง แม้จะยังไม่แพร่หลายนัก แต่ข้อมูลจากทั่วโลกและประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ จากอังกฤษ ก็ชี้ให้เห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่มีพลังในการช่วยให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ลงได้อย่างมาก รายงานของ UNAIDS ในปี 2554 เคยระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงที่สุด (Wikipedia: HIV in Thailand)

การทำให้เรื่องสุขภาพทางเพศเป็นเรื่อง ‘ปกติธรรมดา’ อย่างที่คุณแรบบจอนส์ว่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมไทยที่วัฒนธรรมดั้งเดิมมักมองเรื่องเพศเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่เปิดเผยนัก แต่การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้เสมอ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ในไทยเริ่มกล้าพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีมากขึ้น แคมเปญรณรงค์ต่างๆ เช่น “รักปลอดภัย” และการส่งเสริมการเข้าถึงยาเพร็พ (PrEP - ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ) ก็มีส่วนช่วยลดอคติลงได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในไทยประมาณ 30% ที่ยังไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค (รายงานเอชไอวี กรมควบคุมโรค) แม้รถบริการเคลื่อนที่ของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล แต่ก็ยังเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

เมื่อมองไปข้างหน้า การขยายบริการรถตรวจเลือดเคลื่อนที่ไปทั่วประเทศ น่าจะเป็นก้าวสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การเติบโตของแอปพลิเคชันหาคู่ ผลกระทบระยะยาวจากโควิด-19 ที่มีต่อพฤติกรรมการเข้าถึงบริการสุขภาพ และปัญหาการตีตราที่ยังคงอยู่ การนำรถตรวจไปจอดให้บริการตามตลาดนัด สถานีรถไฟ มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่แคมป์คนงานก่อสร้าง อาจเป็นการเปิดประตูสู่การตรวจพบเชื้อแต่เนิ่นๆ การได้รับคำปรึกษาทันที และการช่วยชีวิตผู้คนได้เร็วขึ้น ดังที่โครงการในอังกฤษได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การทำให้สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติ ต้องเริ่มต้นจากการเข้าถึงผู้คนในทุกที่ที่พวกเขาอยู่ และเข้าใจในสิ่งที่พวกเขารู้สึก

สำหรับผู้อ่านและผู้กำหนดนโยบายในไทย ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ: 1) ลดการตีตรา ด้วยการสื่อสารที่เน้นย้ำว่าเอชไอวีเป็นโรคที่รักษาได้ และให้ความรู้เรื่อง U=U (ตรวจไม่พบ=ไม่แพร่เชื้อ) อย่างกว้างขวาง 2) ให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนคลินิกเคลื่อนที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง หรือในกลุ่มประชากรที่เข้าถึงบริการได้น้อย 3) พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ให้บริการเคลื่อนที่ ให้มีความเข้าใจ ความละเอียดอ่อน และสามารถรักษาความลับของผู้รับบริการได้อย่างดีที่สุด โดยอิงแนวปฏิบัติที่ดีทั้งจากต่างประเทศและในไทย และ 4) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรชุมชนต่างๆ เพื่อช่วยกระจายข้อมูลและสร้างความไว้วางใจ

ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นสู่เป้าหมายของ UNAIDS ที่จะยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 นวัตกรรมด้านบริการสุขภาพเคลื่อนที่ ที่ตั้งอยู่บนหลักการของความเคารพและความสะดวกในการเข้าถึง อาจเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งของความสำเร็จ ผู้อ่านทุกท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ด้วยการสนับสนุนหรือสมัครเป็นอาสาสมัครกับองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านนี้ และที่สำคัญคือการเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศกับคนรอบข้าง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการรับคำปรึกษาหรือตรวจหาเชื้อ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ของท่าน

แหล่งข้อมูล: