มีงานวิจัยใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายที่ตอกย้ำว่าการออกกำลังกายมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับโรคมะเร็งและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่ผ่านการรักษามาแล้วให้ดีขึ้นอีกด้วย ผลการศึกษานี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็ง คนดูแล หรือผู้ที่ต้องการหาวิธีป้องกันโรค เพราะมันกำลังจะเปลี่ยนมุมมองและแนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพของบ้านเราไปเลยทีเดียว

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อกันอยู่แล้วว่าการขยับเขยื้อนร่างกายช่วยให้ “สุขภาพดี” แต่ในอดีต มะเร็งมักถูกมองว่าเป็นโรคที่ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้มากที่สุดและหลีกเลี่ยงการออกแรง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศในช่วงหลังๆ มานี้ ได้ลบล้างความเชื่อเดิมๆ เหล่านั้นไปแล้ว บทความจาก City of Hope Orange County โดย ดร. เจสสิก้า เฉิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็ง ชี้ว่า การออกกำลังกายช่วยให้ผู้ที่รอดชีวิตจากมะเร็งสามารถรับมือกับผลข้างเคียงจากการรักษาได้ดีขึ้น ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบในร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลดีต่อการรักษามะเร็งโดยรวม (City of Hope, 2025)

ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลสำหรับคนไทย คือ ปัญหาคู่ขนานของโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากวิถีชีวิตที่เนือยนิ่งมากขึ้นและการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มสูงขึ้น มะเร็งได้กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งมากกว่า 90,000 คนต่อปี โดยมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 2023) ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและเข้าถึงได้ทุกคน สามารถช่วยป้องกันโรคหรือช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีขึ้นได้อย่างไร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ

งานวิจัยขนาดใหญ่โดยสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ซึ่งนำเสนอในงานประชุม American Society of Clinical Oncology (ASCO) ประจำปี 2024 พบว่า ผู้ใหญ่ที่ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายระดับหนัก 150 นาทีต่อสัปดาห์ (ซึ่งมากกว่าคำแนะนำทั่วไปถึงสองเท่า) สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในอนาคตได้ถึง 0.8% และยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น มะเร็งลำไส้และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้ในระดับเดียวกัน (ACS, 2024) แม้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์อาจดูไม่สูงมากนัก แต่นี่คือผลกระทบในระดับประชากร ซึ่งหมายความว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพียงเล็กน้อยก็อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งได้หลายพันคนต่อปีในระดับประเทศ ดร. วาเลเรีย เอลาฮี หัวหน้าทีมวิจัย ชี้ว่า “การทำตามคำแนะนำเรื่องการออกกำลังกายเพื่อป้องกันมะเร็ง สามารถลดโอกาสเกิดมะเร็งได้อย่างมาก โดยเฉพาะมะเร็งที่มีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน”

แต่ประโยชน์ของการออกกำลังกายไม่ได้มีแค่การป้องกันเท่านั้น มันยังช่วยผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการรักษา หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังสิ้นสุดการรักษาได้อีกด้วย จากการทบทวนงานวิจัยอย่างละเอียดในวารสาร Frontiers in Immunology หัวข้อ “ผลกระทบของการออกกำลังกายต่อมะเร็ง: มุมมองเชิงกลไกและข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ” ยืนยันว่า การออกกำลังกาย ทั้งแบบแอโรบิก (เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน) และแบบฝึกความแข็งแรง (เช่น ยกน้ำหนัก ใช้ยางยืด) ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งซ้ำในมะเร็งหลายชนิด ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนมานานแล้ว (Frontiers in Immunology, 2024) ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ลดลงถึง 24% และผลดีที่คล้ายคลึงกันนี้ก็พบในมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากอย่างชัดเจนเช่นกัน (ACSM, 2025)

กลไกที่ทำให้การออกกำลังกายมีฤทธิ์ต้านมะเร็งนั้นซับซ้อนแต่น่าสนใจ อย่างแรก การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งหลายชนิด ภาวะอ้วนทำให้ระดับฮอร์โมนบางชนิด เช่น เอสโตรเจนและอินซูลิน สูงขึ้น และยังกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การออกกำลังกายช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกาย ปรับปรุงระบบเผาผลาญ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ดร. เฉิง อธิบายว่า “การออกกำลังกายช่วยควบคุมการผลิตฮอร์โมน ลดการอักเสบเรื้อรัง และสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับมะเร็งได้ดีขึ้น”

อย่างที่สอง สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้ว การออกกำลังกายเริ่มถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาหลัก งานวิจัยคุณภาพสูงหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัด รวมถึงการรักษาแบบใหม่ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัด โดยช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้องอกได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของยา ลดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น อาการอ่อนเพลียรุนแรง ภาวะผอมแห้ง (cachexia) และอาการสมองล้าหลังเคมีบำบัด (“chemo brain”) ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่ออกกำลังกายก่อนและหลังได้รับเคมีบำบัด มีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น รู้สึกเหนื่อยน้อยลง และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น (Frontiers in Immunology, 2024) การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ขนาดใหญ่ที่รวบรวมผลการศึกษาจากผู้ป่วยกว่า 11,000 คน ใน 113 งานวิจัย พบว่า การออกกำลังกายช่วยลดอาการอ่อนเพลียที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้ดีกว่ายาเกือบทุกชนิด

อย่างที่สาม การออกกำลังกายส่งผลโดยตรงต่อ “สภาพแวดล้อมรอบๆ ก้อนมะเร็ง” (tumor microenvironment) ซึ่งหมายถึงกลุ่มเซลล์และหลอดเลือดที่อยู่ล้อมรอบก้อนมะเร็ง และมีอิทธิพลต่อการเติบโตหรือหดตัวของมะเร็ง การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยให้หลอดเลือดบริเวณก้อนมะเร็งกลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังกระตุ้นการหลั่ง “ไมโอไคน์” (myokines) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สร้างจากกล้ามเนื้อ มีบทบาทในการควบคุมเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ เช่น เซลล์เพชฌฆาต (natural killer cells) และทีเซลล์ (T-cells) รวมถึงควบคุมกระบวนการเผาผลาญที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเนื้องอก (Frontiers in Immunology, 2024)

แน่นอนว่าการออกกำลังกายระหว่างการรักษามะเร็งก็มีความท้าทายอยู่บ้าง ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย ปวด หรือมีความวิตกกังวล ทำให้แม้แต่การเดินระยะสั้นๆ ก็อาจเป็นเรื่องยาก ดร. เฉิง เน้นย้ำถึงความเข้าใจและแนะนำให้เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ “แค่เพิ่มกิจกรรมทางกายเพียงเล็กน้อยก็มีประโยชน์แล้ว หากคุณไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ให้เริ่มช้าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความหนักขึ้นทีละน้อย” วิธีง่ายๆ เช่น การเลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ ลุกขึ้นเดินในช่วงพักโฆษณาทีวี หรือจอดรถให้ไกลขึ้นเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ต ถือเป็นแนวทางที่ทำได้จริงและเหมาะกับวิถีชีวิตคนไทย เธอย้ำว่า “สิ่งสำคัญคือ ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้รักษาก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังอยู่ในระหว่างการรักษามะเร็ง”

คำแนะนำนี้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่แนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับผู้รอดชีวิตและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ซึ่งอาจเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศและอากาศร้อน การออกกำลังกายในร่ม เช่น เดินในห้างสรรพสินค้า ว่ายน้ำ หรือเข้าร่วมกลุ่มฟิตเนสในชุมชน ถือเป็นทางเลือกที่ดี และยังช่วยสร้างกำลังใจจากการได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในเส้นทางการฟื้นฟู

วัฒนธรรมไทยเองก็มีกิจกรรมที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวและอาจช่วยต้านมะเร็งได้ เช่น การรำไทย ไทเก๊ก หรือแอโรบิกในสวนสาธารณะ รวมถึงงานบ้านและงานสวนต่างๆ ซึ่งล้วนถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดี กิจกรรมเหล่านี้สามารถผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายและเหมาะสำหรับคนทุกวัย เรามักจะเห็นผู้สูงอายุในบ้านเรารวมกลุ่มกันยืดเส้นยืดสายในตอนเช้าตามสวนสาธารณะหรือลานวัด ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำสากลที่ว่า “ขยับตัวย่อมดีกว่าไม่ขยับเลย”

ในอดีต ระบบบริการสุขภาพของไทยมักแนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วงพักฟื้น เพื่อความปลอดภัย แต่ปัจจุบันมุมมองนี้กำลังเปลี่ยนไป โรงพยาบาลและศูนย์มะเร็งในประเทศไทยเริ่มนำโปรแกรมการออกกำลังกายและการฟื้นฟูเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นผู้บุกเบิกด้านการบริการฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็ง โดยมีการนำแนวคิด “prehabilitation” (การเตรียมความพร้อมร่างกายก่อนการผ่าตัดหรือเริ่มการรักษา) และ “ใบสั่งการเคลื่อนไหว” (movement prescriptions) ที่ออกแบบเฉพาะบุคคลมาใช้หลังสิ้นสุดการรักษา (มหาวิทยาลัยมหิดล, 2023)

ในอนาคต การออกกำลังกายจะถูกนำมาใช้เป็น “ยา” หรือ “Exercise Medicine” อย่างแพร่หลายมากขึ้น สมาคมนานาชาติว่าด้วยมะเร็งวิทยาและการออกกำลังกาย (International Society of Exercise Oncology) ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มนี้ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก (ACSM, 2025) ประเทศไทยซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่แล้ว มีศักยภาพสูงในการผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ ทั้งในด้านการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กระทรวงสาธารณสุข บริษัทประกันสุขภาพ และผู้บริหารโรงพยาบาล ให้ความสำคัญกับการจัดโปรแกรมออกกำลังกายในบริการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง อำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังนักกายภาพบำบัด และขยายความคุ้มครองของประกันสุขภาพให้ครอบคลุมการฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย สำหรับครอบครัว การสนับสนุนให้สมาชิกในบ้านเคลื่อนไหวร่างกายอย่างปลอดภัย เช่น การชวนกันไปเดินเล่นเบาๆ ทำงานบ้านง่ายๆ หรือฝึกโยคะด้วยกันที่บ้าน จะเป็นการสร้างกำลังใจที่สำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับคนไทยที่อยากเริ่มต้นลงมือทำ:

  • หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายเพื่อวางแผนการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
  • เริ่มต้นจากจุดที่คุณทำได้ แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ก็มีความหมาย ตั้งเป้าหมายเพิ่มเวลาออกกำลังกายวันละ 10-15 นาที จนถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือทำเท่าที่รู้สึกปลอดภัยและสบายตัว
  • หาเพื่อนร่วมกิจกรรม หรือเข้าร่วมกลุ่มในชุมชนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เพราะการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเพียง “ยา” แต่ยังเป็น “กำลังใจ” ที่สำคัญ
  • สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารโรงพยาบาล โปรดลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรด้านการออกกำลังกาย และผนวกการฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างทั่วถึง ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่หรือเฉพาะกลุ่มผู้มีฐานะ

เมื่อมีงานวิจัยมายืนยันมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยทุกคนควรได้รับกำลังใจจากข้อความที่ชัดเจนนี้ว่า การเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการมีชีวิตชีวา แต่ยังเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยสนับสนุนการรอดชีวิตและการฟื้นฟูอย่างแท้จริง การออกกำลังกายคือการดูแลตัวเองอย่างลึกซึ้ง และเป็นการต่อสู้กับภัยคุกคามทางสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง: