งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นใหม่ล่าสุดได้จุดประกายความหวังและชี้แนวทางปฏิบัติให้กับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิด โดยพบว่าการรู้เท่าทันตัวเอง การสื่อสารกันอย่างเปิดอก รวมถึงการสนับสนุนจากคู่รักและคนรอบข้าง สามารถช่วยให้ผู้หญิงกลับมามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเติมเต็มได้อีกครั้ง แม้จะก้าวเข้าสู่วัยทองแล้วก็ตาม ผลการศึกษานี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร BMC Public Health และนำเสนอโดย News-Medical นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และประเด็นเรื่องการสูงวัยอย่างมีคุณภาพก็เป็นเรื่องที่ทั้งครอบครัวและภาครัฐให้ความสำคัญ (News-Medical, Springer)
ความสำคัญของข่าวนี้ในสังคมไทยคือ การทลายกำแพงความเงียบและมุมมองเดิมๆ ที่ผู้หญิงไทยจำนวนมากต้องเผชิญมานาน ในบรรยากาศที่เรื่องเพศสัมพันธ์หลังวัยหมดประจำเดือนมักถูกมองข้าม หรือถูกตีตราด้วยความเชื่อเก่าๆ และความรู้สึกอับอาย ที่ผ่านมา สุขภาพทางเพศของผู้หญิงวัยนี้มักถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องฮอร์โมน หรืออาการทางกาย เช่น ช่องคลอดแห้ง ความต้องการทางเพศลดลง หรือเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านอารมณ์ ความสัมพันธ์ ค่านิยมทางวัฒนธรรม และความรู้ความเข้าใจ ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน มีข้อมูลว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนทั่วโลกถึง 86% ประสบปัญหาทางเพศ แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เคยขอความช่วยเหลือ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็พบเห็นได้ในประเทศไทยเช่นกัน (PMC)
งานวิจัยนี้ทำที่เมืองคาซวิน ประเทศอิหร่าน ซึ่งมีมุมมองเรื่องเพศที่ค่อนข้างระมัดระวังและอาจสะท้อนบริบทสังคมไทยได้ในบางแง่มุม โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ผลวิเคราะห์เผยว่า ความรู้สึกอับอายและการขาดการพูดคุยอย่างเปิดใจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสุขภาพทางเพศ ผู้หญิงหลายคนเล่าว่าภาวะเครียด ปัญหาการเงิน รวมถึงสภาพแวดล้อมในครอบครัว เช่น การที่ลูกๆ โตแล้วยังอาศัยอยู่ด้วยกัน ทำให้ขาดความเป็นส่วนตัวและส่งผลต่อความใกล้ชิด แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างสุขอนามัยส่วนตัวและรูปลักษณ์ภายนอกก็มีผลต่อความพึงพอใจอย่างมาก แต่ประเด็นที่ชัดเจนที่สุดคือความต้องการที่จะเปลี่ยนทัศนคติของตนเองและสังคมที่มีต่อเรื่องเพศในวัยผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งสรุปว่า “การละทิ้งความเชื่อเก่าๆ แล้วหันมาเปิดใจทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้หญิงสูงวัยและคู่ครองมีชีวิตที่ดีขึ้น”
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในงานวิจัยยังตอกย้ำว่า การปรับตัวคือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพทางเพศที่ดีหลังหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ลองหากิจกรรมใกล้ชิดรูปแบบใหม่ๆ และจัดสรรเวลาพิเศษให้กับคู่รัก มักจะมีความพึงพอใจในชีวิตคู่สูงขึ้น การสื่อสารอย่างเปิดอกกับคู่สมรสและการกล้าที่จะขอคำปรึกษาหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน นักสรีรวิทยาการเจริญพันธุ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “การตระหนักรู้คือจุดเริ่มต้น เมื่อเราเข้าใจว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็จะเปิดทางไปสู่ความสุขและความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ๆ ได้”
สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษานี้มีความหมายลึกซึ้ง ผู้หญิงไทยอาจรู้สึกเชื่อมโยงกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมแบบพุทธและบรรทัดฐานดั้งเดิม ที่มักทำให้การพูดคุยเรื่องเพศ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ เป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจ อย่างไรก็ตาม รายงานสุขภาพของรัฐบาลปี 2565 ชี้ว่าอายุขัยที่เพิ่มขึ้นหมายถึงผู้หญิงจำนวนมากใช้ชีวิตหลังวัยหมดประจำเดือนยาวนานขึ้น คาดการณ์ว่าราว 20% ของประชากรไทยในปี 2572 จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถือเป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างรวดเร็ว (กระทรวงสาธารณสุข) ที่ผ่านมา หลายคนมักยอมรับอาการวัยทอง เช่น ความต้องการทางเพศลดลง อารมณ์แปรปรวน หรือช่องคลอดแห้ง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความชราที่เลี่ยงไม่ได้ แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหาที่ควรพูดคุยหรือแก้ไข ข้อจำกัดเรื่องความเป็นส่วนตัวในครอบครัว เช่น บ้านขนาดเล็กและการที่ลูกโตแล้วยังอยู่ด้วยกัน ก็สะท้อนปัญหาที่พบในงานวิจัยของอิหร่าน ชี้ให้เห็นว่าเราสามารถเรียนรู้บทเรียนจากบริบทอื่นได้
งานวิจัยทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนส่งผลต่อร่างกายอย่างมาก วัยหมดประจำเดือนซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงอายุ 45 ถึง 55 ปี เป็นช่วงสิ้นสุดภาวะเจริญพันธุ์และนำไปสู่อาการต่างๆ เช่น ร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน และมวลกระดูกลดลง (Wikipedia) แต่เรื่องสุขภาพทางเพศมักถูกมองข้ามไป แม้ว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนและยาทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมน เช่น กลุ่มยา SSRIs หรือกาบาเพนติน จะช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์หรือความห่างเหินทางอารมณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงกว่าครึ่งในช่วงวัยนี้ได้ (Springer) น่าเสียดายที่ภาพรวมในหัวข้อ “สุขภาพทางเพศของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน” ใน Wikipedia ชี้ว่ายังขาดการศึกษาที่ตอบโจทย์เชิงวัฒนธรรมและการดูแลที่เป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณที่ดีจากงานวิจัยในไทย รายงานของกรมอนามัยระบุถึงความต้องการด้านการให้ความรู้และการจัดกลุ่มให้คำปรึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิงและช่วยให้คู่รักสามารถสนับสนุนพวกเธอได้ดียิ่งขึ้น (กรมอนามัย PDF) การพูดคุยกลุ่มในศูนย์สุขภาพชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมปกติในงานส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็กและการวางแผนครอบครัวอยู่แล้ว สามารถปรับมาใช้พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดหลังวัยหมดประจำเดือนได้ โดยเคารพในค่านิยมแบบพุทธเรื่องความเมตตาและการดูแลตนเอง แนวทางนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองและคุณภาพชีวิตทางเพศในโครงการนำร่องที่ต่างประเทศ (Springer)
บริบททางวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งสังคมไทยและอิหร่านที่กล่าวถึงในงานวิจัย ต่างมีโครงสร้างครอบครัวแบบเกื้อกูล ที่พ่อแม่มักจะดูแลหรืออาศัยอยู่กับลูกๆ ที่โตแล้วไปจนถึงวัยชรา ความใกล้ชิดนี้เองที่จำกัดความเป็นส่วนตัวและอาจเพิ่มความรู้สึกอับอายเกี่ยวกับเรื่องเพศในผู้สูงอายุ ผู้หญิงไทยสูงวัยหลายคนที่เติบโตมาในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการ “รักษาหน้า” อาจเก็บงำความต้องการทางอารมณ์และทางเพศของตนเองไว้เพื่อรักษาความสงบสุขในครอบครัว สุภาษิตไทยอย่าง “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” อาจสะท้อนทัศนคติของการต้องอดทนเงียบๆ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อิทธิพลของสื่อดิจิทัลและการพูดคุยเรื่องสุขภาพและความสุขของผู้หญิงสูงวัยที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ก็กำลังกระตุ้นให้เกิดการสนทนาที่เปิดเผยมากขึ้น
ในอนาคต หน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนในไทยมีโอกาสสำคัญที่จะเร่งผลักดันเรื่องสุขภาพทางเพศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยส่งเสริมการพูดคุยอย่างให้เกียรติ ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน วัด หรือผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อช่วยลดความรู้สึกอับอายที่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดของผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน การรณรงค์ให้ความรู้เป็นภาษาไทย โดยอาจมีแม่บ้านหรืออาสาสมัครสาธารณสุขที่ชาวบ้านนับถือเป็นผู้สื่อสาร อาจใช้มุกตลกหรือนิทานที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย เพื่อสื่อสารว่าความใกล้ชิดในความสัมพันธ์วัยผู้ใหญ่เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องดี และช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตได้
ในทางปฏิบัติ ผู้อ่านชาวไทยและครอบครัวสามารถนำข้อแนะนำหลักๆ ไปปรับใช้ได้หลายอย่าง ประการแรก ทำความเข้าใจว่าวัยหมดประจำเดือนคือการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถจัดการได้ หากมีอาการ เช่น ช่องคลอดแห้ง รู้สึกเจ็บ หรือความต้องการลดลงจนกระทบความสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาหรือคำแนะนำ คู่ครองควรรับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจ ไม่ตัดสิน และร่วมแบ่งปันความรู้สึกซึ่งกันและกัน การวางแผนหาเวลาส่วนตัว การหวนรำลึกถึงความทรงจำดีๆ หรือแม้แต่การสัมผัสที่อ่อนโยนและการใกล้ชิดโดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ ก็ช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ ผู้นำชุมชนควรสนับสนุนโครงการกลุ่มเพื่อให้ผู้หญิงไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมีผู้ดำเนินรายการที่มีความเข้าใจและละเอียดอ่อน และที่สำคัญที่สุด การสื่อสารสาธารณะควรได้รับการปรับปรุงเพื่อสร้างความภูมิใจในการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงวัยหมดประจำเดือน
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลเชิงวิชาการหรือทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังส่งสารสำคัญว่าการกลับมามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหลังวัยหมดประจำเดือนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และยังเป็นการเดินทางที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้มีความหมายได้อย่างแท้จริง ด้วยความรู้ ความเข้าอกเข้าใจ และการสนับสนุนที่เหมาะสม สำหรับผู้หญิงไทย คู่ครอง บุคลากรทางการแพทย์ และผู้นำทางสังคม หนทางข้างหน้าชัดเจน—ขอให้ความเป็นอิสระทางความคิด การศึกษา และความเมตตา เป็นแสงนำทางไปสู่สุขภาพและความสุขที่ดียิ่งขึ้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและบทสรุปของผลการศึกษาได้ที่ News-Medical.net และงานวิจัยสนับสนุนที่เผยแพร่ใน Springer และ PMC