เทรนด์ฟิตเนสที่กำลังฮิตไปทั่วโลกตอนนี้คือ ผู้คนพากันเปลี่ยนจากลู่วิ่งหันมาเล่นดัมเบล ยกบาร์เบล หรือฝึกด้วยน้ำหนักแทน การเล่นเวทเทรนนิ่ง หรือ ‘ยกเหล็ก’ กำลังได้รับความนิยมชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แซงหน้าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่เคยครองใจคนรักสุขภาพมานาน เทรนด์นี้ถูกหยิบยกมาพูดถึงในรายงานล่าสุดของ The Guardian ในหัวข้อ “Treadmills are out, barbells are in: why gym-goers are abandoning cardio for weight training” ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ามุมมองเรื่องสุขภาพในปี 2025 กำลังเปลี่ยนไป และแน่นอนว่าชาวฟิตเนสในไทยก็พร้อมเปิดรับกระแสนี้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั่วประเทศ โดยมีปัจจัยหนุนจากไลฟ์สไตล์หลังยุคโควิด-19 และคนรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างกล้ามเนื้อ ปรับปรุงบุคลิกภาพ และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จากที่เมื่อก่อนเราคุ้นเคยกับภาพการเต้นแอโรบิกเป็นกลุ่ม การวิ่งจ็อกกิ้งในสวนสาธารณะ หรือปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำ ตอนนี้ยิมต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนสหรูหรือยิมเล็กๆ ในชุมชน ต่างรายงานเป็นเสียงเดียวกันว่า คลาสเวทเทรนนิ่งและโซนยกน้ำหนักนั้นคึกคักขึ้นมาก ซึ่งสะท้อนเทรนด์เดียวกับที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก งานวิจัยต่างๆ ชี้ว่าการเล่นเวทไม่ได้มีดีแค่เรื่องรูปร่างหน้าตา แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หนักแน่นมายืนยันถึงประโยชน์ของการฝึกด้วยแรงต้าน เมื่อเทียบกับหรือทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่เราคุ้นเคย

งานวิจัยยุคใหม่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การยกน้ำหนัก ไม่ใช่แค่การวิ่งต่อเนื่องนานๆ สามารถมอบประโยชน์ด้านสุขภาพที่น่าทึ่งได้ ผลการวิเคราะห์เมตา-อนาไลซิสปี 2022 ที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Sports Medicine พบว่า การฝึกด้วยแรงต้านอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 15–20% นอกจากนี้ การเล่นเวทยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความหนาแน่นของกระดูก เร่งระบบเผาผลาญ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และส่งเสริมสุขภาพจิต ตามคำแนะนำด้านกิจกรรมทางกายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่า “มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากิจกรรมเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว” ศาสตราจารย์สจ๊วต ฟิลลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ กล่าวเสริมว่า “แค่สัปดาห์ละสองครั้งก็เห็นผลได้มากแล้ว แม้แต่ในผู้สูงอายุก็ตาม”

อีกเหตุผลที่ทำให้การเล่นเวทฮิตติดลมบนคือ มันช่วยแก้ปัญหา ‘ผอมแต่เผละ’ หรือ ‘skinny fat’ ซึ่งหมายถึงคนที่มีรูปร่างผอมแต่มีมวลกล้ามเนื้อน้อยและมีไขมันสะสมในร่างกายสูง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะเมแทบอลิกซินโดรมและโรคเบาหวาน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลในหมู่คนเมืองของไทย (วารสารสาธารณสุขไทย) ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยใน American College of Sports Medicine’s Health & Fitness Journal ยังชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์ได้ดีขึ้น ทำให้การเล่นเวทกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ท่ามกลางกระแสความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทย

ความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมฟิตเนสของไทยนั้นเห็นได้ชัดเจน เดี๋ยวนี้ถ้าเข้าไปส่องอินสตาแกรมของดาราคนดังอย่าง มาร์กี้ ราศรี หรือ แต้ว ณฐพร ก็มักจะเห็นภาพพวกเขากำลังสควอทหรือยกเวท มากกว่าภาพเซลฟี่บนลู่วิ่งเหมือนแต่ก่อน บรรดาอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนส เช่น “โค้ชเจมส์” (เจมส์ ฟิตเนส) ก็หันมาแชร์ท่าเล่นดัมเบลและชาเลนจ์สร้างกล้ามเนื้อ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ติดตามตั้งแต่เชียงใหม่จรดหาดใหญ่ ข้อมูลจาก FitFest งานแสดงสินค้าและบริการด้านฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุดในไทย ระบุว่า ในปี 2024 ความสนใจในการสมัครสมาชิกฟิตเนสและซื้อหาดัมเบลมาเล่นที่บ้านเพิ่มขึ้นถึง 18% “เราเห็นคนรุ่นใหม่มีความเชื่อมั่นในพลังของความแข็งแรงมากขึ้น” คุณธนวุฒิ ศรีชัย ผู้จัดงาน FitFest กล่าว “โดยเฉพาะผู้หญิง ที่กำลังทลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเล่นเวทแล้วจะตัวใหญ่เป็นนักกล้าม จริงๆ แล้วมันคือการสร้างความแข็งแรงและความมั่นใจให้ตัวเองต่างหาก”

หากมองย้อนไปในอดีต จะเข้าใจความคิดของคนไทยที่มีต่อการออกกำลังกายได้ดีขึ้น แต่ก่อนนั้น การเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะเคล้าเสียงเพลงลูกทุ่งสนุกๆ ถือเป็นศูนย์กลางของการออกกำลังกายและเข้าสังคม คนไทยรวมถึงอีกหลายชาติในเอเชีย มักจะมองการเล่นเวทด้วยความกังขา คิดว่าเป็นเรื่องของนักเพาะกายหรือผู้ชายเท่านั้น โรงเรียนส่วนใหญ่ก็เน้นสอนท่ายืดเหยียดและวิ่งในวิชาพละ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มทดลองนำกิจกรรมฝึกแรงต้านมาใช้ในคาบพละระดับมัธยม และโรงเรียนในเมืองใหญ่ๆ ก็เริ่มมีคลาสสอนเล่นเวทหลังเลิกเรียน “เราอยากให้นักเรียนเห็นคุณค่าของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน” ครูอภิญญา เจริญ ครูพละท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง “ไม่ใช่ว่าจะให้เลิกคาร์ดิโอไปเลย แต่ต้องเรียนรู้ประโยชน์ของทั้งสองอย่าง เพื่อให้สมดุลกับวิถีชีวิตคนไทย”

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงท้วงติงว่าการหันหลังให้คาร์ดิโอไปเลยก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด นายแพทย์สุรศักดิ์ ใจยศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ แนะนำว่า “สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดยังคงต้องการการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน เป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับคนไทยคือการผสมผสานให้ลงตัว ทั้งการสร้างกล้ามเนื้อและบริหารหัวใจ” แต่ในขณะเดียวกัน เทรนเนอร์บางส่วนก็แย้งว่า ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ผู้คนต้องเดินและเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างมากอยู่แล้ว การเล่นเวทจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนที่อาจจะขาดหายไป

แนวโน้มในอนาคตชี้ว่าเทรนด์นี้จะยังคงเติบโตต่อไป ฟิตเนสตามห้างสรรพสินค้าและคอนโดมิเนียมต่างพากันปรับปรุงพื้นที่และอุปกรณ์ ลดจำนวนลู่วิ่งลง แต่เพิ่มชั้นวางดัมเบล แร็คสำหรับสควอท และเครื่องเล่นเวทต่างๆ มากขึ้น แอปพลิเคชันฟิตเนสในไทยก็เริ่มเพิ่มฟีเจอร์สำหรับบันทึกข้อมูลการเล่นเวท และโปรโมตชาเลนจ์ 30 วัน เช่น ชาเลนจ์สควอท หรือวิดพื้น แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำเตือนว่า การยกน้ำหนักผิดท่า หรือหักโหมเกินไปโดยไม่มีผู้แนะนำ อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะในกลุ่มมือใหม่และผู้สูงอายุ ดังนั้น คนไทยที่อยากลองจึงควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และให้ความสำคัญกับฟอร์มหรือท่าทางที่ถูกต้องเป็นอันดับแรก รายงาน Thailand Physical Activity Report Card เน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุ ซึ่งการเล่นเวทก็สามารถทำได้อย่างปลอดภัยหากทำถูกวิธี

สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองตามเทรนด์นี้ ก็แค่ปรับให้เข้ากับสภาพร่างกาย อายุ และไลฟ์สไตล์ของตัวเอง คนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจจะเริ่มจากท่าที่ใช้น้ำหนักตัว (bodyweight) เช่น สควอท ลันจ์ วิดพื้น ก่อนจะค่อยๆ ขยับไปใช้อุปกรณ์ยกน้ำหนัก แหล่งข้อมูลออนไลน์ คลาสออกกำลังกายในชุมชน และเทรนเนอร์มืออาชีพ สามารถช่วยให้การฝึกของคุณปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ามองว่าเป็นการต้องเลือกระหว่างคาร์ดิโอกับเวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายที่จะให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริงคือการผสมผสานทั้งสองอย่างให้สมดุล เหมือนกับสำรับอาหารไทยที่ต้องมีทั้งผัก ลาบ และต้มยำ จึงจะเรียกว่าครบเครื่อง

เมื่อเราเห็นลู่วิ่งเริ่มว่างลง และชั้นวางดัมเบลคึกคักขึ้น บรรยากาศในวงการฟิตเนสของไทยก็กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งตัวยง หรือเป็นมือใหม่ที่เพิ่งหันมาลองยกเวท การปฏิวัติสุขภาพด้วยแรงต้านครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เสริมสร้างร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น ลองไปเรียนรู้จากนักกีฬาทีมชาติ คนรักสุขภาพในพื้นที่ของคุณ แล้วเพิ่มการเล่นเวทเข้าไปในตารางออกกำลังกายประจำสัปดาห์ของคุณ อย่าลืมใส่ใจกับท่าทางที่ถูกต้อง และสนุกไปกับการเดินทางสู่สุขภาพและความแข็งแรงที่ดีขึ้น

แหล่งที่มา: