วงการวิทยาศาสตร์สมองกำลังมีคำตอบใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามคาใจที่อยู่คู่สังคมมนุษย์มานาน: ทำไมคนเราถึงยอมทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ แม้บางครั้งสิ่งที่สั่งให้ทำนั้นจะขัดกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเอง? นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่ศึกษาเรื่องนี้เผยว่า พฤติกรรม “ยอมทำตาม” นี้ มีรากฝังลึกทั้งในกลไกสมองและวัฒนธรรมของเรา ผลการวิจัยล่าสุดที่ ดร. ไมเคิล เชอร์เมอร์ นำเสนอผ่าน Skeptic.com มีนัยยะสำคัญต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การทำงานในองค์กร ปัญหาสุขภาพ และอีกหลายแง่มุม
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงระหว่างอำนาจทางสังคม แรงกดดันรอบข้าง และมโนธรรมสำนึกของแต่ละคน ปรากฏการณ์นี้เคยถูกทดลองให้เห็นภาพชัดๆ มาแล้วในการทดลองสุดคลาสสิกของ สแตนลีย์ มิลแกรม นักจิตวิทยาในช่วงทศวรรษ 1960 ที่แสดงให้เห็นว่าคนธรรมดาสามารถทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจให้ช็อตไฟฟ้าคนที่พวกเขาคิดว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และวันนี้ วิทยาศาสตร์สมองกำลังค่อยๆ เผยให้เห็นกลไกในสมองที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเชื่อฟังนี้ อ่านเพิ่มเติม
สำหรับคนไทย วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” การเคารพครูบาอาจารย์และผู้อาวุโส รวมถึงการให้ความสำคัญกับระบบลำดับชั้น ทำให้เรื่องการเชื่อฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ งานวิจัยใหม่ชี้ว่า เมื่อเราได้รับคำสั่งจากคนที่มองว่ามีอำนาจเหนือกว่า สมองส่วนที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงศีลธรรมและความรู้สึกรับผิดชอบ ดูเหมือนจะทำงานน้อยลง นักประสาทวิทยาอย่าง ดร. ไมคาห์ เอเดลสัน อธิบายว่า สมองอาจจะเข้าสู่โหมด “ปัดความรับผิดชอบ” เมื่อกำลังทำตามคำสั่ง ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำนั้นเท่าที่ควร (Nature Neuroscience) กลไกนี้เชื่อมโยงกับการทำงานที่ลดลงของสมองส่วน anterior cingulate cortex ซึ่งเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจและการควบคุมตัวเอง
ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อฟังไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกสั่งสอนกันมา แต่ยังอาจฝังอยู่ในวงจรสมองที่วิวัฒนาการสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้มนุษย์อยู่รอดเป็นกลุ่ม การทำตามผู้นำเคยเป็นกลยุทธ์ที่เพิ่มโอกาสรอดของเผ่าพันธุ์ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน สัญชาตญาณการเชื่อฟังที่ติดตัวมานี้อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเองได้ ตั้งแต่ปัญหาในโลกธุรกิจ โศกนาฏกรรมด้านสาธารณสุข ไปจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน เมื่อการทำตามคำสั่งอยู่เหนือสามัญสำนึกทางศีลธรรม
ในรายการของ ดร. เชอร์เมอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาให้ข้อมูลตรงกันว่า ผลการสแกนสมองยืนยันว่าการ “ปิดสวิตช์” ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมักจะเกิดขึ้นง่ายกว่าเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างไกลจากผลลัพธ์ของการกระทำนั้นๆ เช่น เมื่อแค่ทำตามคำสั่งที่ได้รับมาตรงๆ งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2016 ที่ตีพิมพ์ใน Current Biology พบว่า คนเรารู้สึกผิดและรับผิดชอบน้อยลงจริงๆ เมื่อถูกสั่งให้ทำร้ายคนอื่น เทียบกับตอนที่ตัดสินใจเอง (Current Biology) ดร. แพทริก แฮกการ์ด หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “พอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนคุมเกม ความรู้สึกรับผิดชอบมันก็ลดลง ทำให้ใจเราพร้อมจะทำตามคำสั่งได้ง่ายขึ้น”
ในบริบทของประเทศไทย ที่มีโครงสร้างลำดับชั้นค่อนข้างชัดเจนทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือระบบราชการ ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งชวนให้ตั้งคำถาม ลองนึกภาพห้องเรียนที่เด็กๆ ถูกเน้นให้ท่องจำและเชื่อฟังครูอย่างเคร่งครัด จนอาจบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างอิสระ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักปฏิรูปการศึกษาบ้านเราพูดถึงกันบ่อย (Bangkok Post) หรือในวงการแพทย์ ที่พยาบาลหรือแพทย์รุ่นน้องอาจรู้สึก “เกรงใจ” ไม่กล้าท้วงติงคำสั่งของแพทย์อาวุโส แม้จะเห็นความเสี่ยงต่อคนไข้ก็ตาม (PubMed) สถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ก็เกิดในโลกธุรกิจได้ เมื่อลูกน้องไม่กล้าค้านหัวหน้า จนนำไปสู่ปัญหาการคิดแบบตามๆ กัน (groupthink) และความผิดพลาดที่ไม่น่าจะเกิด
ประวัติศาสตร์ไทยเองก็มีบทเรียนราคาแพง ตั้งแต่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาในปี 2516 และ 2519 มาจนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทยมักต้องเผชิญหน้ากับระบบอาวุโสและวัฒนธรรมที่เน้นการยอมทำตาม (วิกิพีเดีย: เหตุการณ์ 14 ตุลา) นักจิตวิทยาและนักวิจารณ์สังคมต่างชี้ว่า การทำความเข้าใจกลไกสมองที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อฟังนี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและมีวุฒิภาวะมากขึ้น
มองไปข้างหน้า นักวิชาการเน้นว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการทำตามกฎเกณฑ์กับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ “การรู้เท่าทันตัวเองคือยาขนานแรก” ดร. เอเดลสัน กล่าว ระบบการศึกษาควรส่งเสริมให้เด็กนักเรียนกล้าตั้งคำถาม ถกเถียง และแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่แค่ก้มหน้าก้มตาท่องจำและทำตาม ในโรงพยาบาล ควรมีวัฒนธรรม “กล้าพูด กล้าท้วง” (Speak Up Culture) เพื่อให้บุคลากรทุกระดับรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงความกังวลโดยไม่ต้องกลัวผลกระทบด้านลบ ในองค์กรธุรกิจ การลดช่องว่างทางอำนาจและส่งเสริมบรรยากาศที่เปิดอกพูดคุยกันได้ จะช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยและความรับผิดชอบร่วมกัน (Harvard Business Review)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อาจกำลังเผชิญแรงกดดันระหว่างขนบธรรมเนียม ความเคารพ และมโนธรรมส่วนตัว ข้อคิดสำคัญคือ ลองถอยมาถามตัวเองดูสักนิดว่าทำไมเราถึงเลือกที่จะ “เชื่อฟัง” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ดูหมิ่นเหม่หรือไม่ชัดเจนทางศีลธรรม ส่วนคนที่มีบทบาทผู้นำ ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ไปจนถึงซีอีโอ ควรส่งเสริมความโปร่งใส และมองว่าการแสดงความเห็นต่างไม่ใช่การแข็งข้อ แต่เป็นสัญญาณที่ดีของการมีส่วนร่วมและการคิดอย่างรอบคอบ ในขณะที่วิทยาศาสตร์สมองกำลังไขความลับเรื่องการเชื่อฟัง สังคมอย่างประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะนำความเข้าใจนี้มาปรับใช้ เพื่อก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ที่ยุติธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น
หากสนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถอ่านบทสนทนาต้นฉบับได้ที่ นี่ หรือติดตามงานวิจัยทางวิชาการที่เกี่ยวข้องได้ใน PubMed