ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ การค้าที่ไม่แน่นอน และแรงกดดันมหาศาลจากการบริหารองค์กรใหญ่ๆ เหล่าซีอีโอทั่วโลกกำลังหันมาใส่ใจวิธีรับมือความเครียดกันมากขึ้น ตั้งแต่การนั่งสมาธิ การใกล้ชิดธรรมชาติ ไปจนถึงการใช้โซเชียลมีเดียแบบมีเป้าหมาย เพื่อช่วยเยียวยาใจตัวเอง ล่าสุด Business Insider เผยเคล็ดลับดูแลตัวเองจากปากผู้บริหารแถวหน้า ที่ผสมผสานทั้งแนวทางดั้งเดิมและสมัยใหม่เข้ากับชีวิตประจำวัน ซึ่งน่าจะเป็นไอเดียดีๆ ให้ผู้นำและคนทำงานบ้านเราที่อาจกำลังเผชิญความเครียดคล้ายๆ กัน ได้ลองนำไปปรับใช้ (Business Insider, 2025)

เรื่องดูแลสุขภาพใจและชีวิตประจำวันของผู้บริหารกลายเป็นประเด็นฮิตตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แต่ผ่านมาถึงปี 2025 ความจำเป็นนี้ก็ยังไม่จางหายไปไหน ตัวอย่างเช่น เมแกน กลูธ ซีอีโอของ Catalynt Solutions บริษัทเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม เธอต้องรับมือกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งตลาดที่ผันผวน ภาษีการค้าใหม่ๆ ไหนจะความรับผิดชอบต่อลูกน้องและครอบครัว นอกจากการนำทัพบริษัทแล้ว กลูธยังสอนโยคะทุกสัปดาห์และฝึกสมาธิเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ใจนิ่ง มีสมาธิในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ “ดิฉันมีอีก 55 ครอบครัวที่ฝากชีวิตไว้กับดิฉันทุกวัน จะปล่อยให้ตัวเองสติหลุดไม่ได้เด็ดขาด” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ต้องมีสติ ต้องรักษาสมดุลให้ได้เสมอ” การหันมาใส่ใจสุขภาพกายใจแบบนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์ในหมู่ผู้บริหารทั่วโลก เพราะการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องฟินๆ แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้นำที่เก่งจริง (Business Insider, 2025)

แนวคิดนี้ก็สอดคล้องกับมุมมองของสังคมไทยไม่น้อย ที่ผู้นำไทยมักให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส ความสามัคคีปรองดอง และหลักการ “ใจเย็นๆ” ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจถาโถมเข้ามา การนำวิธีดูแลสุขภาพใจที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาปรับใช้อาจเป็นตัวช่วยที่ดี เช่น การทำสมาธิ ซึ่งบ้านเรามีวัฒนธรรมพุทธเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการอาจหันมาให้ความสำคัญกับวิธีเหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้น แถมยังได้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด ทำให้อารมณ์ดี และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นด้วย (PubMed, 2022)

แน่นอนว่าผู้บริหารแต่ละคนก็มีสไตล์ดูแลตัวเองต่างกันไป อย่าง คีธ แลมเบิร์ต ซีอีโอของ Oxidizers และ InCheq เลือกออกกำลังกายและให้เวลาครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ บางวันก็ตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งไปเดินเล่น สลับกับการออกกำลังกาย อ่านหนังสือแนวธรรมะ ใช้เวลากับภรรยา ลูกชาย และเจ้า ‘วูเดิล’ (น้องหมาพันธุ์ผสมพุดเดิ้ลกับเทอร์เรีย) เพื่อให้ชีวิตงานและชีวิตส่วนตัวสมดุล “ผมพยายามใช้ชีวิตให้สมดุลที่สุด” เขากล่าว เขาเน้นย้ำเรื่องการแบ่งเวลาที่ดี ซึ่งช่วยให้ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ทำลายสุขภาพใจ

ส่วน มิเชล โวลเบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Twill เน้นพลังจากการได้ใกล้ชิดธรรมชาติ อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง เธอจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที เดินป่าเงียบๆ กับสามี เทคนิคนี้เรียกว่า “ฟอเรสต์บาธ” (Forest Bathing) หรือ “การอาบป่า” ซึ่งมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น งานวิจัยชี้ว่าการเดินป่าช่วยลดความดันโลหิต ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และลดฮอร์โมนความเครียดได้ (PubMed, 2020) สำหรับคนไทยที่พอจะหาสวนสาธารณะ ภูเขา หรือแหล่งธรรมชาติใกล้ตัวได้ นี่ก็เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้ใจสงบ รับมือกับความวุ่นวายในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น โวลเบิร์กย้ำว่า การถอยห่างจากหน้าจอแล้วไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ช่วยเติมพลังความเป็นผู้นำได้มาก

ที่น่าสนใจคือ แม้เทคโนโลยีมักถูกมองว่าเป็นตัวสร้างความเครียด แต่ก็เอามาใช้เยียวยาใจได้เหมือนกัน ไคล์ แฮนสโลแวน ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Huntress ใช้วิธีที่เขาเรียกว่า “ไถฟีดอย่างมีเป้าหมาย” (purposeful scrolling) เขาจะใช้เวลาช่วงเช้าประมาณหนึ่งชั่วโมง เลือกดูคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียอย่างตั้งใจ โดยเลือกตามเฉพาะสิ่งที่ให้แรงบันดาลใจหรือแง่คิดดีๆ เลี่ยงข่าวหรือเรื่องราวด้านลบ แฮนสโลแวนบอกว่า ข้อคิดหรือคำคมที่ได้จากช่วงเวลานี้ มักจะเอาไปปรับใช้ในการสื่อสารกับทีมและนำพาองค์กรได้ดี ในบ้านเราที่คนใช้โซเชียลติดอันดับต้นๆ ของอาเซียน (Statista, 2024) วิธีนี้ก็น่าสนใจ เปลี่ยนจากการไถฟีดไปเรื่อยๆ เจอแต่เรื่องหดหู่ (doom-scrolling) มาเป็นการเลือกเสพสื่อที่สร้างพลังบวกให้ตัวเอง

วิธีที่หลากหลายเหล่านี้ สอดคล้องกับงานวิจัยของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ที่พบว่าการขยับร่างกาย การมีสังคม การใกล้ชิดธรรมชาติ และการมีกิจวัตรที่ดี ล้วนช่วยลดเครียดจากการทำงานของผู้บริหารได้ (APA, 2023) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะองค์กรในไทยก็เริ่มส่งเสริมแนวทางเหล่านี้มากขึ้น เหมือนเป็นการสร้างวัฒนธรรม ‘สุขภาพดีนำสุข’ ในองค์กรยุคใหม่

แต่ในความเป็นจริง ผู้นำยุคนี้ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ ก็ต้องเจอความเครียดรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งเศรษฐกิจโลกที่คาดเดายาก กระแส AI ที่อาจเข้ามาแทนที่งานเดิมๆ หรือรูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน (hybrid work) ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเบลอลง การจะทำให้ชีวิตปลอดความเครียดเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่เป้าหมายน่าจะเป็นอย่างที่กลูธบอกคือ “ตอบสนองอย่างมีสติ แทนที่จะตอบโต้ด้วยอารมณ์” คือเรียนรู้วิธีรับมืออย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ เพื่อให้พร้อมตัดสินใจได้ดีแม้ในสถานการณ์กดดัน

สำหรับคนทำงานและผู้นำในเมืองไทย บทเรียนจากซีอีโอต่างประเทศเหล่านี้ถือว่าปรับใช้ได้ไม่ยากเลย ไม่จำเป็นต้องเป็นสายเฮลตี้จ๋า หรือฝึกสมาธิมานาน เดี๋ยวนี้ตามศูนย์ชุมชน วัด หรือแม้แต่แผนก HR ในหลายบริษัท ก็เริ่มมีคลาสสอนสมาธิให้พนักงาน แค่หาเวลาเดินเล่นในสวนลุมฯ หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ก็ช่วยผ่อนคลายความวุ่นวายในเมืองใหญ่ได้เหมือนกัน ส่วนโซเชียลมีเดีย แม้จะมีด้านลบ แต่ถ้าเราเลือกตามเฉพาะเพจที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ข่าวดี หรือความรู้ ก็เปลี่ยนให้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยดูแลใจเราได้

ถ้าเอาแนวทางเหล่านี้มาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยๆ ของเราได้ก็จะยิ่งดี เช่น การดูแลใจให้อยู่ในภาวะ “ภิรมย์สบาย” คือผ่อนคลายและสดใส การให้ความสำคัญกับครอบครัว หรือการมีกลุ่มกัลยาณมิตรคอยสนับสนุน ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญในสังคมเรา องค์กรที่ส่งเสริมค่านิยมเหล่านี้ทั้งกับพนักงานและผู้บริหาร มักจะพบว่าพนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้นและอัตราการลาออกลดลง (Bangkok Post, 2023) ตอนนี้มีบริษัทไทยบางแห่งเริ่มนำไอเดียจากบริษัทต่างชาติมาปรับใช้บ้างแล้ว เช่น จัดประชุมแบบเดินไปด้วยคุยไปด้วย (walking meetings) ชวนกันออกกำลังกายกลุ่มเล็กๆ หรือจัดกลุ่มให้พนักงานได้พูดคุยให้กำลังใจกัน คล้ายๆ กับที่โวลเบิร์กเล่าเรื่องเครือข่าย “VC Backed Moms” ของเธอ

มองไปข้างหน้า ไอเดียเรื่องการดูแลสุขภาพใจของผู้นำ น่าจะขยายผลไปสู่โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานในองค์กรไทยอย่างกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมต้องเผชิญทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและปัญหาสุขภาพจากวิถีชีวิตยุคใหม่ ผู้นำที่ดูแลตัวเองทั้งกายใจ และรู้จักใช้โซเชียลอย่างพอดี จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทีม งานวิจัยต่างๆ ก็ยืนยันตรงกันว่า หากนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้อย่างจริงจัง จะช่วยลดภาวะหมดไฟ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรได้มากขึ้น (PubMed, 2024)

สำหรับคนไทยที่อยากลองเริ่มดูบ้าง ก็ทำได้ง่ายๆ เช่น ลองฝึกสมาธิหรือยืดเส้นยืดสายวันละ 5-10 นาที ชวนเพื่อนร่วมงานออกไปเดินเล่นข้างนอกตอนพักเที่ยง หรือตั้งใจเลือกดูเนื้อหาดีๆ บนโซเชียล ส่วนในระดับองค์กร ก็อาจริเริ่มจัดกิจกรรมฝึกสมาธิ จัดมื้อกลางวันแบบเอาท์ดอร์ หรือส่งเสริมให้พนักงานช่วยเหลือดูแลกันเรื่องความเครียด (peer support) ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อผู้นำใส่ใจดูแลสุขภาพใจของตัวเองและทีมงานอย่างจริงจัง นอกจากจะได้องค์กรที่มีบรรยากาศน่าทำงานแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้นได้อีกด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

  • Business Insider, 2025
  • [Mindfulness meditation and stress reduction PubMed, 2022](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34889772/)
  • [Forest bathing and well-being PubMed, 2020](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32634497/)
  • [Social media penetration in Thailand Statista, 2024](https://www.statista.com/statistics/284451/thailand-social-network-penetration/)
  • [APA Topics: Stress American Psychological Association, 2023](https://www.apa.org/topics/stress)
  • Bangkok Post, 2023
  • [Occupational stress interventions PubMed, 2024](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37982495/)