เจนนิเฟอร์ อนิสตัน นักแสดงสาวขวัญใจมหาชน ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีทั้งจากจอแก้วและจอเงิน ได้ออกมาเล่าแบบหมดเปลือกถึงการต่อสู้กับ “อาการกลัวเครื่องบินขั้นสุด” ที่เธอเผชิญมานาน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคกลัว (phobia) ที่พบบ่อยในผู้คนทั่วโลก ในบทสัมภาษณ์ล่าสุด อนิสตันไม่เพียงแค่เปิดใจถึงความหวาดหวั่นในการเดินทางทางอากาศ แต่ยังแชร์เคล็ดลับการดูแลตัวเองและวิธีบำบัดทางจิตใจที่ช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ได้เมื่อต้องอยู่บนฟ้า เรื่องราวของเธอ—และกระแสที่ตามมาในโลกโซเชียล—ได้จุดประกายให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง ทั้งเรื่องสุขภาพจิต ความกล้าหาญของคนดังในการเปิดเผยเรื่องส่วนตัว ไปจนถึงแนวทางใหม่ ๆ ในการจัดการกับความวิตกกังวล
อาการกลัวเครื่องบิน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “aviophobia” นั้น มีคนเป็นเยอะกว่าที่เราคิดกัน คาดว่ามีชาวอเมริกันราว 25 ล้านคนที่เจอปัญหานี้ และอีกนับไม่ถ้วนทั่วโลก รวมถึงคนไทยเราด้วย (อ้างอิง: Medical News Today) แม้ว่าอุตสาหกรรมการบินในบ้านเราจะสำคัญมากกับการท่องเที่ยวและการเดินทางไปต่างประเทศ แต่เรื่องสุขภาพจิตก็ยังถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและบางครั้งก็ถูกมองในแง่ลบ การที่อนิสตันกล้าออกมาพูดเรื่องนี้จึงยิ่งสร้างแรงกระเพื่อม เธอยอมรับว่าเมื่อก่อน ทุกครั้งที่จะขึ้นเครื่อง เธอจะมี “พิธีกรรมส่วนตัว” เล็ก ๆ คือต้องใช้มือขวาแตะที่ด้านนอกเครื่องบินก่อน แล้วค่อยก้าวเท้าขวาขึ้นไป แต่พอเธอเริ่มลองใช้วิธีสะกดจิตบำบัด หนึ่งในคำแนะนำคือให้เลิกทำตามความเชื่อเดิม ๆ เหล่านั้น เธอย้ำว่าเทคนิคใหม่นี้ช่วยให้เธอรู้สึกมั่นคงขึ้นได้จริง ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพิธีกรรมเหล่านั้นอีกต่อไป (ABC News; People)
เรื่องนี้ อนิสตันไม่ได้เผชิญอยู่คนเดียว ข้อมูลล่าสุดจาก Stratos Jet Charters ชี้ว่า การบำบัดโดยให้เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว (Exposure Therapy) ยังคงเป็นวิธีหลักที่นิยมใช้รักษาโรคกลัวต่าง ๆ รวมถึงอาการกลัวเครื่องบินด้วย (Stratos Jets) นอกจากนี้ การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT), การฝึกสติ หรือการเจริญสติ (Mindfulness Meditation) และล่าสุดคือการสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy)—แบบที่อนิสตันใช้—ต่างก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเอาชนะความกลัวนี้ได้ (Travel + Leisure) นักบำบัดและการศึกษาวิจัยทางคลินิกต่างก็สนับสนุนแนวทางเหล่านี้ ดร. โจนาธาน อัลเปอร์ท จิตแพทย์ ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า “การสะกดจิตช่วยเข้าไปจัดการกับความกลัวที่ฝังลึกในระดับจิตใต้สำนึก โดยสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ที่เป็นบวกมากขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับการฝึกสติ ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับคนที่ต้องการเอาชนะอาการเหล่านี้” (Fox News)
เทคนิคการฝึกสมาธิและกำหนดลมหายใจที่อนิสตันเลือกใช้ ก็มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับเช่นกัน ผลการศึกษาในวารสารการแพทย์หลายฉบับพบว่า การฝึกสติช่วยลดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนเจอสถานการณ์ที่น่ากลัว และช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อภาวะตื่นตัวแบบ “สู้หรือหนี” (fight-or-flight) ได้ดีขึ้น เดี๋ยวนี้ยังมีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยให้เราฝึกสมาธิและผ่อนคลายได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง “การใช้จินตนาการ การฝึกหายใจลึก ๆ หรือการเตรียมตัวก่อนเดินทางด้วยกิจกรรมเบา ๆ ที่ช่วยให้ใจสงบ ล้วนช่วยลดความตื่นตัวทางร่างกายที่เชื่อมโยงกับอาการกลัวเครื่องบินได้” ดร. อบรา สปรัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดความวิตกกังวล กล่าวไว้ (Travel & Leisure)
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ อนิสตันยังพูดถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักมาพร้อมกับความวิตกกังวล—เธอยอมรับว่าเป็นคนชอบ “ขนของเยอะเกินจำเป็น” เวลาเดินทาง ซึ่งอาจเป็นวิธีรับมือกับความกลัวอย่างหนึ่ง การที่เธอเปิดใจเล่าเรื่องเหล่านี้ สอดคล้องกับเทรนด์ที่เหล่าคนดังหันมาแชร์ประสบการณ์การเข้าพบนักบำบัดหรือรับคำปรึกษามากขึ้น ซึ่งช่วยทลายกำแพงอคติเกี่ยวกับสุขภาพจิต และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ (Times of India) โดยเฉพาะในสังคมไทย ที่การไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจยังถูกมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ การที่คนมีชื่อเสียงออกมาพูดเรื่องนี้จึงเหมือนเป็นการปูทาง และอาจช่วยปรับทัศนคติของผู้คนในบ้านเราได้ไม่น้อย
บริบททางวัฒนธรรมของไทยยิ่งทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจ คนไทยเราให้ความสำคัญกับ “ความสนุก” (sanook) แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกดดันเรื่อง “การรักษาหน้า” ซึ่งบางทีก็ทำให้เราเลี่ยงที่จะแสดงความกลัวหรือความอ่อนแอออกมา แต่ในยุคปัจจุบันที่โลกเปิดกว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ หลายแห่ง เริ่มมีบริการให้คำปรึกษาเฉพาะทางสำหรับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางหรือกลัวเครื่องบินโดยเฉพาะ สายการบินในไทยอย่างการบินไทยเอง ก็มีบริการพิเศษ หรือบางครั้งก็มีโปรแกรมให้ทดลองเข้าเครื่องจำลองการบิน (simulator) และร่วมมือกับนักจิตวิทยาเพื่อดูแลผู้โดยสารกลุ่มนี้เป็นพิเศษ (MedicalNewsToday)
หากมองย้อนไปในอดีต อาการกลัวเครื่องบินเริ่มพบเห็นได้บ่อยขึ้นพร้อม ๆ กับการเติบโตของการบินพาณิชย์ทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สำหรับประเทศไทย ที่การเดินทางทางอากาศกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการเชื่อมต่อจังหวัดต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภูเขาสูงหรือเกาะแก่ง ทำให้หลายคนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เครื่องบิน ทั้งเพื่อการทำงานและท่องเที่ยว ยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา สมาคมด้านการบินและโรงแรมในไทยรายงานว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการบินพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากความกลัวการติดเชื้อ ความไม่แน่นอนของมาตรการต่าง ๆ และข่าวสารเรื่องการแพร่กระจายของไวรัสในอากาศ
แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือ การพูดคุยอย่างเปิดอกมากขึ้นเหมือนกรณีของอนิสตัน ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการบำบัดใหม่ ๆ และแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตบนมือถือ ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือช่วยเหลือได้ง่ายกว่าเดิมมาก แม้จะอยู่ต่างจังหวัด ก็สามารถเข้าถึงคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสนับสนุนต่าง ๆ เช่น กลุ่มในโซเชียลมีเดีย หรือการบำบัดแบบกลุ่ม ที่ช่วยให้ผู้ที่เผชิญปัญหานี้รู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อาจจะรู้สึกไม่สบายใจ ลังเล หรือหวั่น ๆ ทุกครั้งที่ต้องขึ้นเครื่องบิน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการสังเกตตัวเองว่าอะไรคือตัวกระตุ้นความกลัว ลองฝึกเทคนิคการเจริญสติหรือกำหนดลมหายใจเบื้องต้น และหากความกังวลนั้นรุนแรง ก็ไม่ควรอายที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เดี๋ยวนี้มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาหลายท่านที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง แม้ว่าการทำตามพิธีกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่การหันมาใช้วิธีการที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การค่อย ๆ เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวทีละขั้น (Exposure Therapy) การสะกดจิต หรือการฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลาย อาจเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของอนิสตันก็เป็นเครื่องยืนยันว่า การเผชิญหน้ากับความกลัวไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่ยังอาจเปิดประตูไปสู่ประสบการณ์ดี ๆ ในชีวิตที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ได้ สู้ ๆ นะคะ!
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการและการรักษาโรคกลัวเครื่องบิน สามารถอ่านได้ที่ Medical News Today หรือดูเคล็ดลับการบำบัดเพิ่มเติมที่ Travel + Leisure อ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญได้ใน People และ Times of India หรือคำแนะนำเชิงปฏิบัติจาก New York Times สำหรับคนไทย สามารถสอบถามเกี่ยวกับบริการให้คำปรึกษาด้านนี้ได้ที่โรงพยาบาล หรือศูนย์ให้คำปรึกษาของมหาวิทยาลัยใกล้บ้านท่าน