สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตโรคซึมเศร้าที่หนักหน่วงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ไม่เพียงเผยให้เห็นตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างใหญ่หลวงในการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพจิต รายงานชิ้นนี้จากศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ (National Center for Health Statistics) ของ CDC ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงสิงหาคม 2566 สะท้อนให้เห็นทั้งขนาดของปัญหาที่กำลังลุกลาม และอุปสรรคนานัปการที่ผู้คนมากมายต้องเผชิญเมื่อต้องการความช่วยเหลือ สถานการณ์นี้นับว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งข้อค้นพบเหล่านี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย ในยุคที่เราเองก็กำลังรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
รายงานของ CDC ระบุว่า ชาวอเมริกันที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป มากกว่า 1 ใน 8 คน บอกว่าตนเองมีอาการซึมเศร้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 7.3% ในช่วงปี 2558-2559 มาอยู่ที่กว่า 13% ในช่วงปี 2564-2566 (ข้อมูล CDC NCHS) กลุ่มที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือวัยรุ่นและผู้หญิงวัยสาว โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงอายุ 12-19 ปี ที่มีถึง 1 ใน 4 คนต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ ดร.แมตต์ มิชไคนด์ รองผู้อำนวยการศูนย์ซึมเศร้า Johnson Depression Center มหาวิทยาลัย Colorado Anschutz อธิบายว่า “ปัญหานี้มันค่อยๆ ก่อตัว สะสมมานาน จนเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างชัดเจน” แม้การเปลี่ยนวิธีสำรวจ (จากสัมภาษณ์ตัวต่อตัวมาเป็นทางโทรศัพท์หรือออนไลน์) อาจมีส่วนทำให้คนกล้าเปิดเผยมากขึ้น แต่นักจิตวิทยาก็ชี้ว่า การระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ซ้ำเติมภาวะความทุกข์ทางอารมณ์ที่สูงอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
โควิด-19 ไม่เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการสำรวจ แต่ยังตอกย้ำปัญหาเดิมๆ ที่สะสมมานาน ทั้งความเหงา ความโดดเดี่ยวทางสังคม ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และความกังวลเรื่องสุขภาพ สิ่งเหล่านี้รวมกันกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่สุขภาพจิตของผู้คน ผลสำรวจร่วมระหว่าง CNN และ Kaiser Family Foundation ในปี 2565 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ โดยพบว่า 90% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เชื่อว่าประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิต (ผลสำรวจ CNN/KFF) ในขณะเดียวกัน กระแสความตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการรณรงค์ การพูดคุยในโซเชียลมีเดีย และการที่คนดังออกมาเปิดเผยประสบการณ์ส่วนตัว ก็ช่วยให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง กล้าเปิดอกพูดคุยถึงความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น ดร.จิลล์ เอมานูเอล จาก Child Mind Institute ให้ความเห็นว่า “โดยธรรมชาติ ผู้หญิงมักจะพูดและแสดงออกเรื่องอารมณ์มากกว่าผู้ชาย แต่แนวโน้มนี้ก็กำลังเปลี่ยนไปในกลุ่มผู้ชายเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีคนกล้าเปิดเผยเรื่องภาวะซึมเศร้ามากขึ้น แต่เรื่องน่าเศร้าคือ คนส่วนใหญ่ที่เผชิญภาวะซึมเศร้ากลับยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบ ข้อมูลล่าสุดจาก CDC พบว่า เกือบ 88% ของผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ยอมรับว่าปัญหานี้กระทบชีวิตประจำวัน การงาน หรือความสัมพันธ์อย่างหนัก แต่มีเพียง 40% เท่านั้นที่เคยได้รับคำปรึกษาหรือเข้ารับการบำบัดความเครียด ที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างเพศ โดยผู้หญิงที่เป็นซึมเศร้ามีโอกาสได้รับการบำบัด 43% ขณะที่ผู้ชายได้รับเพียง 33% ส่วนเรื่องการใช้ยาในผู้ใหญ่ พบว่าผู้หญิงใช้ยาต้านเศร้ามากกว่า 15% เทียบกับผู้ชายที่ 7.4% ในปี 2566 (รายงานการใช้ยา CDC) ซึ่งกลุ่มที่ใช้ยาสูงสุดกลับไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นหรือคนหนุ่มสาว แต่เป็นกลุ่มอายุ 45-74 ปี
ช่องว่างในการดูแลรักษานี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาทางสังคม รวมถึงตราบาปและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อัตราการเกิดภาวะซึมเศร้ามีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุและรายได้สูงขึ้น ซึ่งอาจหมายความว่ากลุ่มคนที่มีฐานะดีกว่ามักเข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายกว่า หรือมีความเสี่ยงน้อยกว่า แม้จะมีการพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น แต่ตราบาปทางสังคม การไม่มีประกันสุขภาพ การขาดแคลนบุคลากรผู้ให้บริการ หรือแม้แต่ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้คนจำนวนมากได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น
ประเด็นเรื่องยาต้านเศร้า โดยเฉพาะกลุ่ม SSRIs ยังถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมือง ตัวอย่างเช่น โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นที่สร้างความสับสน โดยอ้างว่ายา SSRIs เสพติดยิ่งกว่าเฮโรอีน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและองค์กรสุขภาพต่างๆ ออกมายืนยันว่าไม่เป็นความจริง ยาในกลุ่ม SSRIs ไม่ได้จัดเป็นสารเสพติดเหมือนฝิ่น แต่อาจมีผลข้างเคียงได้หากหยุดใช้กะทันหันโดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ บทวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพโดยบริษัท Truveta ในปี 2566 พบว่า อัตราการสั่งจ่ายยาที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตโดยรวมยังค่อนข้างคงที่มาตั้งแต่ปี 2561 และแม้จะเคยพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงโควิด-19 ก็กลับมาสู่ระดับเดิมอย่างรวดเร็ว (บล็อก Truveta) ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อัตราผู้ป่วยซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้ยาที่มากขึ้น หรือเกณฑ์การวินิจฉัยที่หละหลวมลงเพียงอย่างเดียว
สถานการณ์ในสหรัฐฯ เป็นเหมือนกระจกสะท้อนปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญ นั่นคือปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตเองก็ชี้ว่า ทั้งอัตราโรคซึมเศร้าและความพยายามฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่นไทยเพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 (Bangkok Post) อย่างไรก็ตาม ตราบาปทางสังคมและการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตยังคงเป็นกำแพงสำคัญ คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ยังคงพึ่งพาเครือข่ายครอบครัว หลักธรรมทางพุทธศาสนา หรือการแพทย์ทางเลือกในการเยียวยาจิตใจ มากกว่าจะหันหน้าเข้าหาจิตแพทย์หรือใช้ยา ซึ่งแม้จะมีข้อดีในแง่ของความอบอุ่นและการสนับสนุนทางสังคม แต่ในบางกรณีก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งต้องการการดูแลอย่างมืออาชีพ
ค่านิยมทางสังคมและความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบไทยๆ ก็มีส่วนกำหนดมุมมองและการรับมือกับโรคซึมเศร้า วัฒนธรรม “เกรงใจ” หรือความคาดหวังให้ต้อง “รักษาหน้า” อาจทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บงำความทุกข์ไว้กับตัว หรือไม่กล้าขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ ทัศนคติเช่นนี้เสี่ยงต่อการทำให้ปัญหาถูกมองข้าม และคนที่ต้องการการดูแลจริงๆ ไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เพียงพอ อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลัง ทั้งโครงการรณรงค์เพื่อลดการตีตราผู้ป่วยทางจิต การขยายบริการให้คำปรึกษาในสถานศึกษา และการนำเทคโนโลยีแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาปรับใช้ ต่างสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการเปิดพื้นที่ให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นเรื่องของทุกคน (กรมสุขภาพจิต)
เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งสหรัฐฯ และไทยต่างเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หากไม่มีการลงทุนเพื่อขยายการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ การลดตราบาปทางสังคม และการให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ วิกฤตซึมเศร้าที่กำลังก่อตัวอาจส่งผลกระทบเสียหายต่อสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งปัญหาการขาดเรียน ขาดงาน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พุ่งสูง หรือแม้กระทั่งการสูญเสียคุณภาพชีวิต สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนด้านทรัพยากรสุขภาพจิต การผลิตและพัฒนาบุคลากรผู้ให้คำปรึกษา การเพิ่มการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตในระบบสาธารณสุข และการนำเทคโนโลยีมาช่วยเชื่อมโยงบริการไปสู่ชุมชนที่ห่างไกล
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกคน ข้อมูลล่าสุดจาก CDC ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยและเสียงเรียกร้องให้เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือปัญหาของสังคมตะวันตกเท่านั้น ในขณะที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อเนื่องจากโควิด-19 ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และผู้กำหนดนโยบาย ต้องหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพจิตกันอย่างจริงจัง หมั่นสังเกตอาการซึมเศร้า ทั้งในตัวเองและคนใกล้ชิด เช่น รู้สึกเศร้าติดต่อกันนานๆ ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ เบื่ออาหารหรือนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกสิ้นหวัง หากอาการเหล่านี้เป็นนานเกินสองสัปดาห์และรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ลองโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 พูดคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจหรือผู้นำในชุมชน และร่วมกันผลักดันให้มีบริการสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ทั้งในโรงเรียนและที่ทำงาน
ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าอายุ เพศ หรือเชื้อชาติใด แต่ด้วยความตระหนักรู้ การสนับสนุนจากคนรอบข้าง และการเข้าถึงการดูแลที่ดีขึ้น สังคมไทยก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแกร่ง และสร้างอนาคตที่สดใสให้กับทุกคนได้
แหล่งข้อมูล: