พ่อแม่หลายคนกำลังรู้สึกท้อแท้และหมดแรง กับการวนเวียนค้นหานักบำบัดที่ “ใช่” สำหรับลูก โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งพฤติกรรมที่อาจควบคุมได้ยากสร้างความตึงเครียดให้ทั้งครอบครัว ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาพูดคุยในพอดแคสต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกชื่อดัง “Care and Feeding” ของ Slate ตอนล่าสุด ที่เล่าเรื่องคุณแม่คนหนึ่งซึ่งเหนื่อยหน่ายกับการลองผิดลองถูกเรื่องการบำบัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังหาวิธีช่วยลูกสาวรับมือกับปัญหาพฤติกรรมไม่ได้เสียที เรื่องราวนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในงานวิจัยและข่าวสาร นั่นคือปรากฏการณ์ ‘ช้อปปิ้งนักบำบัด’ (therapy shopping) ซึ่งหมายถึงการตามหาบริการสุขภาพจิตที่เหมาะสม ท่ามกลางความเครียด ความสับสน และกระบวนการที่ยืดเยื้อยาวนาน ส่งผลกระทบหนักต่อครอบครัวทั่วโลก (พอดแคสต์ Slate)
สำหรับพ่อแม่ชาวไทย เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก เพราะทั้งในไทยและทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่นที่น่ากังวลมากขึ้น มีการประเมินว่าวัยรุ่นประมาณ 1 ใน 7 คน และเด็กเล็กราว 1 ใน 14 คน กำลังประสบปัญหาสุขภาพจิต (ยูนิเซฟ ประเทศไทย) แม้ความต้องการความช่วยเหลือจะมีสูง แต่การเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงทียังคงเป็นเรื่องยาก ทำให้พ่อแม่จำนวนมากต้องติดอยู่ในวงจรการลองผิดลองถูกกับนักบำบัดหลายคน คลินิกหลายแห่ง และวิธีการบำบัดต่างๆ นานาอย่างไม่รู้จบ
ไม่ว่าจะมองในภาพรวมระดับโลกหรือเฉพาะในบริบทของไทย อุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตนั้นมีอยู่จริงและถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน องค์การอนามัยโลกและนักวิจัยต่างชี้ว่า ปัญหาหลักๆ มีตั้งแต่จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายที่สูง ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ไปจนถึงอคติทางสังคม (Social Stigma) ที่ทำให้หลายคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ (วิกิพีเดีย - อุปสรรคการเข้าถึงสุขภาพจิต) ยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็น ADHD หรือมีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ความท้าทายยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและความเข้ากันได้ดีระหว่างตัวเด็ก ครอบครัว และนักบำบัด ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากตั้งแต่ครั้งแรก หรือแม้กระทั่งครั้งที่ห้าก็ตาม
คำว่า “therapy shopping” หรือ “การช้อปปิ้งนักบำบัด” แม้จะยังไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ แต่ก็เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ว่าเป็นสาเหตุของความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในผู้ดูแลได้ “การพยายามหานักบำบัดที่เข้ากับลูกได้ดี มันเหมือนกับต้องทำงานประจำอีกอย่างเลย” ดร. เอมิลี เบคเกอร์-ไฮมส์ จิตแพทย์คลินิกจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวเน้นย้ำถึงภาระหนักทั้งทางอารมณ์และการจัดการที่พ่อแม่ต้องแบกรับ “แค่ขั้นตอนการประเมินเพื่อเข้ารับการบำบัดแต่ละครั้งก็เครียดมากแล้ว โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง” (Psychology Today)
งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากสหรัฐอเมริกาในปี 2023 ยิ่งฉายภาพให้เห็นความซับซ้อนมากขึ้น พบว่าการบำบัดพฤติกรรมตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based behavioral therapy - BT) สำหรับวัยรุ่นที่เป็น ADHD นั้นให้ผลดีอย่างชัดเจนเมื่อดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาต แต่เมื่อทำโดยผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต ผลลัพธ์กลับไม่ค่อยดีนัก สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในระบบและเป็นอุปสรรคที่แท้จริงสำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาการบำบัดที่ได้ผล (PubMed - ชุมชนวิจัยเรื่อง BT สำหรับ ADHD) อีกงานวิจัยในปี 2024 ที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการบำบัด ADHD ชี้ว่า วัยรุ่นต้องการการบำบัดที่เข้าถึงง่าย ปรับให้เหมาะกับแต่ละคน และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน ซึ่งบริการแบบดั้งเดิมหลายแห่งยังไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีนัก
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน งานวิจัยจากวารสารวิชาการไทยและข้อมูลจากยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจัยหลักที่พ่อแม่มองว่าเป็นอุปสรรค คือ การขาดความรู้ ความไม่สะดวกในการเข้าถึงบริการ และการขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง (ThaiJO - การรับรู้ของพ่อแม่ต่อการดูแลสุขภาพจิต; บล็อกยูนิเซฟ ประเทศไทย) แม้ภาครัฐจะพยายามปรับปรุงระบบบริการสุขภาพจิตสำหรับเด็กและวัยรุ่น เช่น การพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตเฉพาะทางสำหรับผู้ปกครอง (Mental Health Support System - MHSS) เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่การดำเนินการก็ยังตามไม่ทันความต้องการที่สูงลิ่ว (ThaiJO - การพัฒนาระบบ MHSS)
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยทางวัฒนธรรมในสังคมไทยก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน การให้ความสำคัญกับ “การรักษาหน้าตา” ความปรองดองในครอบครัว และค่านิยมดั้งเดิม อาจทำให้บางครอบครัวลังเลที่จะเปิดเผยปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ของลูก ความรู้สึกอายที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากคนนอก และอคติทางสังคมที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิต ยิ่งทำให้กระบวนการหานักบำบัดล่าช้าออกไป หรือไม่เกิดขึ้นเลย ทำให้พ่อแม่หลายคนต้องพึ่งพาคำแนะนำจากเครือข่ายคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดที่ไม่เป็นทางการแทน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องที่น่ากังวลอื่นๆ ด้วย มีรายงานจากต่างประเทศเผยว่า บางครอบครัวถึงกับยอมทำเรื่องสุดโต่ง เช่น การยอมสละสิทธิ์การเป็นผู้ปกครองให้แก่รัฐ เพื่อให้ลูกสามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ (USA Today - พ่อแม่ยอมปล่อยสิทธิ์ดูแล) แม้ในไทยจะยังไม่พบกรณีเช่นนี้อย่างแพร่หลาย แต่ก็มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกสิ้นหวัง เหนื่อยล้า และท้อถอย ดังที่ พญ. ณสุดา จันทร์เจริญ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวไว้ว่า “พ่อแม่หลายคนเลิกล้มความพยายามในการตามหาความช่วยเหลือไปเลย หลังจากที่ต้องผิดหวังซ้ำๆ ทำให้หมดศรัทธาในระบบ หรือมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร”
เป้าหมายสำคัญที่งานวิจัยต่างๆ ชี้ให้เห็นตรงกันคือ การบำบัดที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้เด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์มีอาการดีขึ้นได้อย่างมาก แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงและความต่อเนื่องของการรักษา การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักบำบัด โรงเรียน และครอบครัว โดยเน้นการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะปล่อยให้เด็กต้องรอคิวเพื่อพบนักบำบัดเป็นครั้งคราว จะช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้นและยั่งยืนกว่า (PubMed - การรีวิวการปฏิบัติงานในโรงเรียน)
สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ “ช้อปปิ้งนักบำบัด” นี่คือคำแนะนำที่อาจนำไปปรับใช้ได้:
- เริ่มต้นจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นศูนย์กลาง เช่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่มีชื่อเสียง อย่างสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย หรือมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ซึ่งอาจให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักบำบัดและขั้นตอนต่างๆ ได้ (ข้อเสนอจากยูนิเซฟ ไทย)
- สอบถามเกี่ยวกับใบอนุญาตและประสบการณ์ของนักบำบัด โดยเฉพาะประสบการณ์ในการดูแลภาวะที่ลูกของคุณเป็น ไม่ใช่นักบำบัดทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญในปัญหาพฤติกรรมที่ซับซ้อน เช่น ADHD ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่าเรื่องนี้สำคัญมาก
- เปิดใจรับทางเลือกการบำบัดแบบดิจิทัลและผสมผสาน สำหรับวัยรุ่น การบำบัดผ่านเทคโนโลยี เช่น การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ออนไลน์ หรือการให้คำปรึกษาทางไกล อาจช่วยลดข้อจำกัดเรื่องระยะทางและเวลาได้ ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศเริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ในเชิงบวก
- ส่งเสริมการดูแลแบบร่วมมือกัน สนับสนุนให้โรงเรียน นักบำบัด และครอบครัวสื่อสารกันอย่างเปิดเผยและสม่ำเสมอ วิธีนี้มักให้ผลดีกว่าการปล่อยให้เด็กรอคิวพบนักบำบัดเพียงอย่างเดียว
- อดทนและให้กำลังใจตัวเองและลูก การหาคนที่ใช่และวิธีที่เหมาะสมอาจต้องใช้เวลาและลองผิดลองถูก แต่ความมุ่งมั่นและการดำเนินการเชิงรุกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการไปถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้
ในอนาคต ระบบสุขภาพจิตของไทยจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเรียนรู้จากตัวอย่างในระดับสากล ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจบริบททางสังคมของไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งการเพิ่มจำนวนและพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตให้เข้าถึงง่ายในระดับชุมชน การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการบำบัด และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การลดอคติทางสังคมผ่านแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ทั่วประเทศ เพื่อให้พ่อแม่เหมือนคุณแม่ในพอดแคสต์ของ Slate ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือเหนื่อยล้าจนเกินไปในระบบที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิง
สำหรับพ่อแม่ชาวไทยที่กำลังรู้สึกหลงทางอยู่ในวงจร “ช้อปปิ้งนักบำบัด” โปรดจำไว้ว่า: คุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง ขอให้เข้มแข็งและเชื่อมั่นว่าการค้นหาแหล่งช่วยเหลือที่เหมาะสมสำหรับครอบครัวนั้นคุ้มค่ากับการเดินทาง แม้ว่าเส้นทางนั้นอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็ตาม
แหล่งอ้างอิง: