งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นกำลังส่งสัญญาณเตือนพ่อแม่ชาวไทยอย่างจริงจังว่า ไม่ใช่แค่เวลาหน้าจอของลูกที่น่าห่วง แต่พฤติกรรมติดจอของพ่อแม่เองก็ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กอย่างลึกซึ้งเช่นกัน ในยุคที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ไปจนถึงชุมชนในต่างจังหวัด ผู้เชี่ยวชาญกำลังเตือนถึงปัญหา “เทคโนแฟอเรนซ์” (Technoference) หรือการที่เทคโนโลยีเข้ามาขัดจังหวะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ซึ่งอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ของเด็ก (The Dispatch; NCBI; Springer)

ประเด็นสำคัญมาจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาชิ้นใหม่ๆ ที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างพฤติกรรมที่พ่อแม่มัวแต่สนใจอุปกรณ์ดิจิทัลกับผลกระทบทางลบต่อลูกๆ หลายการศึกษา รวมถึงงานวิจัยที่จะตีพิมพ์ในปี 2025 พบว่าเมื่อพ่อแม่จดจ่ออยู่กับหน้าจอมากเกินไป เด็กจะได้รับผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ภาษาที่ลดลง ความเครียดทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การมีพฤติกรรมเสี่ยงติดจอตั้งแต่วัยอนุบาล (Frontiers in Child Psychiatry; Yahoo; MDPI)

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผลวิจัยไกลตัวจากต่างประเทศ แต่สำหรับสังคมไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว โดยผู้ใหญ่กว่า 85% ใช้สมาร์ทโฟน และภาพที่เราคุ้นตาในเมืองคือพ่อแม่ก้มหน้าเล่นโซเชียลมีเดียระหว่างรออาหาร หรือขณะอยู่บนรถไฟฟ้า ทำให้เด็กๆ คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้นก็จริง แต่ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่เด็กจะถูกละเลยความสนใจก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย (UNICEF Thailand) หากพ่อแม่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการตอบแชท LINE ดูวิดีโอ TikTok หรือไถหน้าจอไม่หยุด เด็กๆ ก็มีแนวโน้มจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้ จนกลายเป็น “วัฒนธรรมติดจอ” ที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป

งานวิจัยล่าสุดในปี 2025 ได้ใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพความร้อนอินฟราเรดเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของแม่และทารก ในช่วงเวลาที่แม่ถูกดึงความสนใจไปด้วยโทรศัพท์มือถือ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดิจิทัล ผลปรากฏว่าทารกแสดงระดับความเครียดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อแม่หันไปสนใจอุปกรณ์ดิจิทัล โดยวัดจากอุณหภูมิผิวหนังและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป “การตอบสนองทางสังคมที่ไวต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมทางชีวภาพและพัฒนาการของทารก” นักวิจัยสรุป พร้อมเตือนว่า “การที่พ่อแม่ไม่ตอบสนองเพราะถูกรบกวน ทั้งจากสิ่งที่เป็นดิจิทัลและไม่ใช่ดิจิทัล ล้วนสร้างความเครียดเชิงพฤติกรรมให้ทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกขัดจังหวะด้วยอุปกรณ์ดิจิทัลนั้นกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์ที่แตกต่างออกไป” (PubMed)

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเด็กเล็กเท่านั้น นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริกแฮมยัง (Brigham Young University) พบว่า “วัยรุ่นที่พ่อแม่ติดโซเชียลมีเดียหนัก มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่า” และ “วัยรุ่นที่พ่อแม่ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าปกติ มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าสูงเกือบสี่เท่า” งานวิจัยในเอเชีย ทั้งจากจีนและญี่ปุ่น ต่างก็ยืนยันถึงผลกระทบด้านพฤติกรรมและอารมณ์ในทำนองเดียวกัน (PMC; ResearchGate)

แล้วทำไม “เทคโนแฟอเรนซ์” ถึงส่งผลกระทบรุนแรงขนาดนี้? ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางภาษาอธิบายว่า ช่วง 5 ปีแรกของชีวิตคือหน้าต่างทองของการพัฒนาทักษะการสื่อสาร หากพ่อแม่มัวแต่ก้มหน้ามองจอ ก็จะไม่สามารถตอบสนองต่อคำถามหรือความต้องการของลูกได้อย่างเต็มที่ ทำให้เด็กขาด “นั่งร้านทางปัญญา” (scaffolding) ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ อาจารย์จินตนา ศิริทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เด็ก ป.1 ในไทยตอนนี้ หลายคนมีปัญหาด้านภาษาและการควบคุมอารมณ์ ต้องการความสนใจจากคนอื่น แสดงความหงุดหงิดง่าย หรือไม่กล้าเข้าสังคม ซึ่งอาการเหล่านี้มักถูกมองข้ามไป จนกว่าจะกลายเป็นปัญหาที่แก้ยากขึ้น”

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อเด็กๆ “เลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่” ดังที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเยล (Yale) ซึ่งอ้างอิงใน The Dispatch ชี้ไว้ การบอกลูกว่าอย่าเล่นมือถือ แต่พ่อแม่กลับทำเสียเอง เป็นการส่งสารที่ขัดแย้งและทำให้เด็กสับสน ผลกระทบนี้ยิ่งชัดเจนในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้ใหญ่ และมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านการสังเกตและทำตามแบบอย่าง

งานวิจัยโดยรวมสะท้อนภาพที่น่ากังวล การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) พบว่า การใช้หน้าจอของพ่อแม่ต่อหน้าลูกเล็กๆ ทำให้ความใส่ใจและการตอบสนองต่อเด็กลดลงจริง แม้ผลกระทบทางอารมณ์บางอย่างอาจเป็นเพียงชั่วคราว แต่หากเทคโนแฟอเรนซ์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ผลกระทบสะสมก็จะยิ่งรุนแรง เด็กอาจพลาดโอกาสทองในการเรียนรู้ และเสี่ยงต่อการพัฒนาพฤติกรรมติดจอ รวมถึงปัญหาการควบคุมตนเองในอนาคต (PubMed systematic review)

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำเตือนต่างๆ ก็ยังมีงานวิจัยที่ชี้แนะแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ การห้ามใช้แบบสุดโต่ง เช่น การห้ามเด็กใช้สมาร์ทโฟนโดยสิ้นเชิง (ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงในงานวิจัยของ BMJ ล่าสุด) อาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมนักในยุคที่ทักษะดิจิทัลกลายเป็นสิ่งจำเป็น (Hindustan Times) ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ครอบครัวไทยหันมาใช้แนวทาง “สุขภาวะดิจิทัล” (digital wellbeing) คือการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน มีสติ และสมดุล ไม่ปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำความสัมพันธ์ในครอบครัว

คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมสำหรับพ่อแม่ชาวไทยจากงานวิจัยเหล่านี้ เริ่มชัดเจนขึ้น The Dispatch และนักจิตวิทยาทั่วโลกแนะนำให้กำหนด “เวลาปลอดจอ” เมื่ออยู่กับลูก ใช้ “กล่องเก็บมือถือ” หรือตะกร้าวางโทรศัพท์ในบ้าน และตั้งกฎช่วงเวลาห้ามใช้มือถือ เช่น เวลากินข้าว หรือก่อนนอน บางคนอาจใช้วิธีที่เข้มขึ้น เช่น เปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์รุ่นพื้นฐาน ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น หันไปใช้เครื่องมือวางแผนแบบเดิมๆ เช่น ปฏิทินแขวนผนัง สมุดจดบันทึก และที่สำคัญคือ สร้างกิจกรรมครอบครัวที่ไม่ต้องพึ่งพาหน้าจอ เช่น ทำอาหารด้วยกัน เล่นบอร์ดเกม หรือละเล่นพื้นบ้านไทย

แนวทางเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากกุมารแพทย์และนักการศึกษาในไทยเป็นอย่างดี ดร.ณัฐพงศ์ จิระวงศ์ กุมารแพทย์ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “เราอยากสนับสนุนให้ทุกครอบครัวหันมาเชื่อมต่อกันผ่านสายตา ทุกช่วงเวลาที่สบตากัน เล่าเรื่องสู่กันฟัง หรือแม้แต่ร้องเพลงกล่อม คือการวางรากฐานความผูกพันและความสุขที่แข็งแรงให้ลูกในอนาคต”

งานวิจัยเกี่ยวกับ “เทคโนแฟอเรนซ์” ในบริบทของไทยในอนาคต คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวัฒนธรรมดิจิทัล ค่านิยมครอบครัว และพลวัตของชุมชน ขณะเดียวกัน ภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนก็กำลังพยายามส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (digital literacy) และสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่พฤติกรรมติดจอของผู้ใหญ่อาจมีต่ออนาคตของเด็กรุ่นต่อไป ทั้งในเมืองและชนบท (UNICEF)

ณ จุดนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ ที่ต้องเลือกว่าจะควบคุมเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก หรือจะปล่อยให้หน้าจอเข้ามาบั่นทอนสายใยครอบครัวไปอย่างเงียบๆ งานวิจัยใหม่ๆ ชี้ชัดว่า ผู้ใหญ่จำเป็นต้องเป็นแบบอย่างของการใช้หน้าจออย่างมีสติและรู้เท่าทัน เพื่อให้เด็กไทยเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ ทั้งในบ้านและในสังคม

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากเริ่มต้นลงมือทำทันที: ลองกำหนดช่วงเวลาปลอดหน้าจอในแต่ละวัน พูดคุยกับลูกๆ เรื่องการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ เปิดอกคุยถึงพฤติกรรมติดจอของตัวเอง และชวนทุกคนในบ้านมาร่วมกันสร้างกติกา เช่น มี “ตะกร้ามือถือ” เวลากินข้าว หรือจัดกิจกรรม “วันอาทิตย์ปลอดดิจิทัล” สิ่งสำคัญที่สุดคือ เด็กเรียนรู้จากการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด จงอยู่กับพวกเขา ณ ปัจจุบันขณะ สบตา ยิ้มให้ และแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ โดยไม่ต้องมีหน้าจอมาคั่นกลาง

อ่านเพิ่มเติมและดูข้อมูลอ้างอิงได้ที่: