การเปิดใจคุยกันของสองนักแสดงตลก เอมี่ โพห์เลอร์ และ วิลล์ อาร์เน็ตต์ ถึงเรื่องการแบ่งหน้าที่ดูแลลูกๆ วัยรุ่น กลายเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนหันมาสนใจความซับซ้อนและข้อดีของการที่พ่อแม่ยังคงร่วมมือกันเลี้ยงลูกหลังแยกทางกัน ในขณะที่ครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับสถานการณ์คล้ายๆ กัน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับวิถีชีวิตยุคใหม่ งานวิจัยล่าสุดก็ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการร่วมมือกันของพ่อแม่ ที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง สุขภาวะที่ดี และความรู้สึกผูกพันของวัยรุ่นในสังคมที่หมุนไปเร็วอย่างทุกวันนี้ (ABC News)
โพห์เลอร์และอาร์เน็ตต์ ซึ่งเป็นพ่อแม่ของ เอเบล และ อาร์ชี หนุ่มน้อยวัยทีนสองคน เล่าผ่านพอดแคสต์ “SmartLess” ของอาร์เน็ตต์ว่า การเลี้ยงลูกร่วมกันของพวกเขานั้นต้องอาศัยความยืดหยุ่น เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และคอยสนับสนุนพัฒนาการของลูกๆ ด้วยการรับฟังและปรับตัว ประสบการณ์ของทั้งคู่สอดคล้องกับงานวิจัยจากทั่วโลกที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน การสื่อสารกันอย่างเปิดอก และการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประคับประคองลูกๆ วัยรุ่นให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการค้นหาตัวเองและความเป็นอิสระไปได้
เรื่องนี้ยิ่งใกล้ตัวผู้อ่านชาวไทยมากขึ้น เมื่อภูมิทัศน์ครอบครัวในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด อัตราการหย่าร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา (สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่ามีมากกว่าแสนคู่ต่อปี) ขณะเดียวกัน ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวแบบผสมผสานก็มีให้เห็นมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ทำให้การ “เลี้ยงลูกร่วมกัน” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแนวคิดแบบตะวันตก หรือเป็นเรื่องไกลตัวหลังการหย่าร้าง กลายเป็นทางเลือกที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ เพื่อรักษาความมั่นคงทางใจและสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ ท่ามกลางโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)
งานวิจัยชิ้นสำคัญในปี 2024 ได้เจาะลึกถึงวิธีการที่พ่อแม่ซึ่งหย่าร้างหรือแยกกันอยู่จะสามารถสนับสนุนลูกวัยรุ่นได้ดีที่สุด งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากเนเธอร์แลนด์ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Youth and Adolescence ได้ติดตามครอบครัวหลังการหย่าร้าง เพื่อวิเคราะห์ว่าความอบอุ่นจากพ่อแม่ การสนับสนุนให้ลูกคิดเองตัดสินใจเอง และคุณภาพความสัมพันธ์ในการร่วมกันทำหน้าที่พ่อแม่ ส่งผลต่อความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองและความผูกพันในครอบครัวของวัยรุ่นอย่างไร ผลวิจัยชี้ชัดว่า เมื่อพ่อแม่ยังคงร่วมมือกันอย่างมีเหตุผล สื่อสารกันด้วยความเคารพ และเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องสำคัญๆ เช่น การจัดสรรเวลาอยู่กับพ่อแม่แต่ละฝ่าย วัยรุ่นจะรู้สึกว่าตนเองสามารถกำหนดชีวิตและมีส่วนร่วมในครอบครัวได้มากขึ้น (Springer Link)
ที่น่าสนใจคือ แม้งานวิจัยจะพบว่าความอบอุ่นและการสนับสนุนที่วัยรุ่นได้รับในบ้านของพ่อหรือแม่แต่ละคนมีความสำคัญต่อความรู้สึกผูกพัน แต่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของวัยรุ่นมากที่สุดกลับเป็นบรรยากาศที่ราบรื่น ปราศจากความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ที่แยกทางกัน ข้อค้นพบนี้อาจเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ชาวไทยที่กำลังเผชิญกับการแยกทางได้ว่า การรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรและร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของลูกจะส่งผลดีในระยะยาว แม้ความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักจะจบลงไปแล้วก็ตาม แนวคิดนี้ตรงกับที่โพห์เลอร์กล่าวว่า เธอปรับบทบาทตัวเองจาก “ผู้จัดการ” มาเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตลูกๆ เพราะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น พวกเขาเริ่มต้องการกำหนดเรื่องราวของตัวเองมากขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ งานวิจัยใหม่ๆ กำลังท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ามีเพียงครอบครัวสมบูรณ์แบบพ่อแม่ลูกเท่านั้นที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก งานวิจัยปี 2024 ที่ตีพิมพ์ใน Reproductive Biomedicine Online ได้ศึกษาเรื่อง “การเลี้ยงลูกร่วมกันโดยสมัครใจ” ซึ่งพ่อแม่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่ร่วมมือกันเลี้ยงดูลูก ผลปรากฏว่า เด็กและพ่อแม่ในครอบครัวรูปแบบนี้มีสุขภาพจิตและพัฒนาการทางสังคมที่ดี เทียบเท่าหรือดีกว่าครอบครัวสมบูรณ์แบบและครอบครัวหลังหย่าร้างด้วยซ้ำ (The Conversation) สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่สถานะการสมรส แต่เป็นความสามารถของพ่อแม่ในการสื่อสารกันอย่างสงบ ร่วมมือกันจัดการชีวิตประจำวัน และรักษาความเคารพซึ่งกันและกัน
ในทางปฏิบัติ ผลวิจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับครอบครัวไทย ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกร่วมกัน ไม่ว่าจะมาจากความสัมพันธ์รูปแบบไหนก็ตาม ควรมุ่งเน้นความยืดหยุ่นและชวนให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามวัย เช่น การใช้เทคนิค “พูดทวนความรู้สึก” อย่างที่โพห์เลอร์แนะนำ ซึ่งช่วยให้วัยรุ่นรู้สึกว่าพ่อแม่รับฟังและเข้าใจ นอกจากนี้ การแสดงความอบอุ่นและสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปิดให้ลูกๆ แสดงความเห็นเรื่องการเรียน หรือการเลือกที่อยู่ ก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของครอบครัวได้
อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงลูกร่วมกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย งานวิจัยและประสบการณ์จริงต่างชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทางใจที่อาจเกิดจากความขัดแย้งที่ไม่คลี่คลาย ตารางชีวิตที่ไม่แน่นอน หรือ “การกีดกัน” ที่เกิดขึ้นเมื่อพ่อหรือแม่ฝ่ายหนึ่งจำกัดการมีส่วนร่วมของอีกฝ่าย ในบริบทของไทย ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากตราบาปทางสังคม กฎหมายที่ยังไม่ชัดเจนนัก และแรงกดดันจากค่านิยมดั้งเดิมที่เน้นความปรองดองในครอบครัวและอำนาจปกครองบุตร ดร. สุรีพร ปั่นปุ๋ย นักสังคมวิทยาครอบครัวจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “แม้วัฒนธรรมไทยจะให้ความสำคัญกับความสงบสุขในครอบครัวและความเคารพผู้ใหญ่ แต่เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เมื่อพ่อแม่และลูกต้องปรับบทบาทใหม่หลังการหย่าร้าง โดยเฉพาะในครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง”
ข้อมูลจากงานวิจัยในเซี่ยงไฮ้ยังชี้ว่า ความรู้สึกมั่นใจในความสามารถในการเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะของผู้เป็นแม่ เป็นปัจจัยที่ช่วยลดทอนผลกระทบทางลบที่อาจเกิดจากรูปแบบการเลี้ยงลูกร่วมกันที่ไม่สมบูรณ์นัก ผลการศึกษายังพบว่า บทบาทเชิงบวกของพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว (ซึ่งมักเป็นแม่ในบริบทเอเชีย) อาจช่วยชดเชยส่วนที่ขาดหายไปของอีกฝ่ายได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “ผู้ดูแลหลัก” ในครอบครัวแถบตะวันออก (Nature)
ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่าง ดร. ไมเคิล อันการ์ นักจิตวิทยา เน้นย้ำถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลเหล่านี้ว่า “ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ หรือนิวยอร์ก สิ่งสำคัญคือความเชื่อมั่นของเด็กว่าพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายยังคงใส่ใจในความเป็นอยู่ของตน ไม่ว่าโครงสร้างครอบครัวจะเป็นแบบไหน ความมั่นคง ความสม่ำเสมอ และการสื่อสารกันอย่างเปิดอก คือรากฐานที่ช่วยให้เด็กปรับตัวได้ดี”
สถานการณ์ทางกฎหมายและสังคมของไทยยังคงสร้างความท้าทายอย่างต่อเนื่องสำหรับครอบครัวที่เลี้ยงลูกร่วมกัน ความไม่ชัดเจนในเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรร่วมกัน การขาดนโยบายที่เป็นมาตรฐาน และการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาครอบครัวที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ครูและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมักเป็นด่านหน้าในการช่วยเหลือ ไม่เข้าใจหรือรับรู้ความเป็นจริงของการเลี้ยงลูกร่วมกันอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้เด็กและผู้ปกครองบางราย “ตกหล่นจากการดูแล” เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงแนวทางการสอนในโรงเรียนให้ครอบคลุมรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย พร้อมทั้งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถทำงานร่วมกับผู้ปกครองทุกฝ่ายได้อย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับข้อเสนอจากงานวิจัยในสหราชอาณาจักร ที่เสนอให้ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอนและสถานพยาบาลของรัฐ เพื่อช่วยลดตราบาปและให้การสนับสนุนครอบครัวที่เลี้ยงลูกร่วมกันอย่างเต็มที่ (The Conversation)
มองไปข้างหน้า ยังมีทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวไทย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญ โปรแกรมพัฒนาทักษะการสื่อสาร การแก้ไขความขัดแย้ง และการแก้ปัญหาในครอบครัวที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ อาจถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของชุมชนไทย เช่น ผ่านโรงเรียน วัด หรือที่ว่าการอำเภอ ศูนย์ชุมชนยังสามารถเป็นพื้นที่สำหรับจัดเวิร์กช็อปและกลุ่มสนับสนุนสำหรับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกร่วมกันได้ ตามแบบอย่างจากต่างประเทศที่มี “คาเฟ่ผู้ปกครอง” หรือกลุ่มให้คำปรึกษา นอกจากนี้ การปฏิรูปกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับข้อตกลงในการเลี้ยงดูร่วมกัน และการรับรองครอบครัวหลากหลายรูปแบบ จะช่วยคุ้มครองผลประโยชน์ของเด็กและทำให้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายสามารถมีบทบาทในชีวิตลูกได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสถานะความสัมพันธ์จะเป็นเช่นไร
เมื่อครอบครัวอย่าง เอมี่ โพห์เลอร์ และ วิลล์ อาร์เน็ตต์ ช่วยทำให้การพูดคุยเรื่องการเลี้ยงลูกร่วมกันเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ประกอบกับสังคมไทยที่เปิดรับและเชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากขึ้น ข้อสรุปจากงานวิจัยล่าสุดจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี: การเลี้ยงลูกร่วมกันที่อาศัยความยืดหยุ่น ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และเน้นการสื่อสารโดยมีลูกเป็นศูนย์กลาง สามารถมอบความมั่นคง ความเป็นตัวของตัวเอง และความรู้สึกผูกพันที่วัยรุ่นต้องการเพื่อเติบโตอย่างเต็มศักยภาพได้
สำหรับพ่อแม่ ครู และผู้กำหนดนโยบายในไทย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง หากนำมาปรับใช้โดยคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมและมีโครงสร้างสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ก็อาจเป็นก้าวสำคัญสู่การผสานจุดแข็งของประเพณีเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่ คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้ ได้แก่:
- ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เปิดอก: การจัดประชุมครอบครัวเป็นประจำ หรือมีช่วงเวลาพูดคุยกัน จะช่วยให้วัยรุ่นรู้สึกว่าตนเองได้รับความเคารพและมีส่วนร่วม
- จัดตารางชีวิตที่ยืดหยุ่น: เปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามสมควรแก่วัย เช่น เรื่องการจัดสรรเวลาอยู่กับพ่อแม่ หรือกิจกรรมเสริมต่างๆ
- ขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ: อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากศูนย์ให้คำปรึกษาครอบครัว คุณครู หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจความท้าทายของการเลี้ยงลูกร่วมกัน
- ทำให้ความหลากหลายของครอบครัวเป็นเรื่องปกติ: ใช้โอกาสในห้องเรียนหรือในชุมชนพูดคุยและส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบครอบครัวที่แตกต่างกัน
- ปรับปรุงกรอบกฎหมาย: ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร และสนับสนุนสิทธิที่เท่าเทียมกันของพ่อแม่ทุกคน ไม่ว่าจะสมรสหรือไม่ก็ตาม
ท้ายที่สุด ในขณะที่ครอบครัวไทยยังคงปรับตัวและนิยามความหมายของตัวเอง รูปแบบการเลี้ยงลูกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ที่ผสมผสานประเพณีและนวัตกรรมเข้าด้วยกันนี้ อาจเป็นต้นแบบของความยืดหยุ่น ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นพร้อมกับความเป็นอิสระและความผูกพันทางใจอย่างลึกซึ้ง
แหล่งข้อมูล:
- Amy Poehler and Will Arnett open up about co-parenting teen sons – ABC News
- Parenting, Coparenting, and Adolescents’ Sense of Autonomy and Belonging After Divorce – Springer Link
- Children of parents not in a romantic relationship are just as happy as those in nuclear families – The Conversation
- Co-parenting, parental competence and problem behaviours in children – Nature
- สำนักงานสถิติแห่งชาติ