เข้าสู่ฤดูเห็บระบาดในอเมริกาเหนือทีไร ไวรัสหายากแต่อันตรายอย่าง “โพวาสซาน” (Powassan) ก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงทุกที ถึงโรคนี้จะยังไม่แพร่หลาย แต่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็สร้างความกังวลไปไกลกว่าแค่ในโลกตะวันตก และถือเป็นบทเรียนสำคัญที่คนไทยเองก็ควรรับรู้ไว้
ไวรัสโพวาสซาน แพร่เชื้อผ่านเห็บขาเดียวดำ (Blacklegged tick) กลายเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อจากเห็บที่น่ากลัวที่สุดในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะยังไม่มากก็ตาม ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้ว รัฐมินนิโซตารายงานพบผู้ป่วยถึง 14 ราย ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2008 กรมอนามัยมินนิโซตาเผยว่า ปกติแล้วจะพบผู้ป่วยไม่ถึง 5 รายต่อปี แต่แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ทำให้ทางการทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศต้องตื่นตัว “ถึงความเสี่ยงจะยังน้อย แต่การป้องกันตัวไม่ให้โดนเห็บกัด นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงโรคอื่นๆ จากเห็บแล้ว ยังช่วยป้องกันไวรัสโพวาสซานได้ด้วยค่ะ” เอลิซาเบธ ชิฟแมน นักระบาดวิทยาจากกรมอนามัยมินนิโซตา กล่าว (Star Tribune).
แล้วทำไมเรื่องไกลตัวแบบนี้ คนไทยต้องสนใจด้วย? ก็เพราะบ้านเราเองก็เจอปัญหาโรคที่มาจากแมลงพาหะอยู่แล้ว แถมโรคจากเห็บก็ดูเหมือนจะมีมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการบุกรุกพื้นที่ป่า ยุคนี้เราเห็นโรคอุบัติใหม่ รวมถึงโรคเก่าๆ ที่กลับมาระบาดในที่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ไวรัสโพวาสซานที่เจอในอเมริกาก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวโน้มนี้ ไทยเราต้องรับมือกับไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบเจอีอยู่ตลอด การเรียนรู้จากกรณีของโพวาสซานจึงช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือและเฝ้าระวังโรคระบาดใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น (ScienceDirect Topics; MDPI).
ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อโพวาสซานอาจไม่มีอาการ หรือมีแค่อาการเบื้องต้น เช่น เป็นไข้ ปวดหัว อาเจียน หรืออ่อนเพลีย แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงทางสมอง เช่น ชัก สมองบวม หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ มีรายงานวิจัยชี้ว่า ประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะเสียชีวิต ส่วนคนที่รอดชีวิตก็อาจเจอกับอาการเรื้อรังตามมา เช่น ปวดหัว หรือมีปัญหาเรื่องความจำ (PubMed Case Report) ชื่อไวรัสนี้มาจากชื่อเมืองโพวาสซานในแคนาดาที่เจอเชื้อครั้งแรก ก็คล้ายๆ กับบ้านเราที่บางทีก็ตั้งชื่อโรคตามสถานที่เหมือนกัน ซึ่งก็สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กับการเกิดโรค (Wikipedia).
จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIH) จึงสนับสนุนงานวิจัยขนาดใหญ่ นำโดย ดร. แมทธิว อาลิโอตา จากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา เพื่อศึกษาไวรัสตัวนี้ในพื้นที่ระบาดหนักของอเมริกา หวังหาต้นตอและวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ดร.อาลิโอตาระบุว่า “โพวาสซานเป็นไวรัสที่ยังมีการศึกษากันน้อย ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องระวังไม่ให้โดนเห็บกัด” (Star Tribune).
ถึงนักวิทยาศาสตร์จะเริ่มหันมาสนใจ แต่ปัญหาเรื่องข้อมูลที่ยังมีน้อยก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะไวรัสตัวนี้จะอยู่ในกระแสเลือดแค่ช่วงสั้นๆ ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังติดเชื้อ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ยาก และอาจมีผู้ป่วยที่ไม่ได้รับรายงานมากกว่าตัวเลขที่เห็นจริงๆ ชิฟแมนกล่าวว่า “การตรวจหาเชื้อนี้ยังไม่แพร่หลาย เลยทำให้เจอกรณีผู้ป่วยน้อย ทั้งที่จริงๆ อาจมีคนติดเชื้อมากกว่านี้ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่อาการไม่รุนแรงจนไม่ได้รับการวินิจฉัยและรายงานเข้ามา”
สำหรับคนไทยเอง ปัญหาเรื่องการตรวจวินิจฉัยโรคยากๆ แบบนี้ก็เจออยู่บ่อยๆ เช่น โรคสครับไทฟัส (ไข้รากสาดใหญ่) หรือไข้หวัดใหญ่จากสัตว์บางชนิด พอโลกร้อนขึ้น พื้นที่การกระจายตัวของเห็บและโรคที่มากับมันก็ขยายวงกว้างออกไป ซึ่งเห็นได้ทั้งจากกรณีของโพวาสซาน และโรคจากเห็บในเอเชียเองที่เริ่มพบในพื้นที่ใหม่ๆ มากขึ้น (MDPI; Mahidol Review PDF).
สิ่งที่น่ากลัวของไวรัสโพวาสซานคือ มันสามารถทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ที่สำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันโดยตรง ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น ดังนั้น การป้องกันไม่ให้โดนเห็บกัดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทาง CDC ของสหรัฐฯ แนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาว ขายาว ใช้ยาทากันเห็บ และตรวจร่างกายเสื้อผ้าทุกครั้งหลังกลับจากเข้าป่า เข้าทุ่ง หรือบริเวณที่มีพุ่มไม้เยอะๆ (Wikipedia) สำหรับบ้านเรา ที่ชาวบ้าน เกษตรกร หรือนักเดินป่า ก็มีโอกาสเจอเห็บได้เหมือนกัน ก็ควรนำหลักการป้องกันเหล่านี้มาปรับใช้ เช่น เวลาไปเที่ยวป่าเขา นั่งพักผ่อนตามใต้ต้นไม้ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง ถ้าไม่ป้องกันตัวให้ดี เช่น ไม่ได้ใส่เสื้อผ้ามิดชิด หรือไม่ได้ใช้ยากันเห็บ ก็อาจเสี่ยงโดนเห็บกัดได้ง่ายขึ้น
ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยโพวาสซานไม่ถึง 70 รายต่อปี แต่คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงอาจสูงกว่านี้มาก ข้อมูลจาก CDC ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2010 พบผู้ป่วยราว 194 ราย และเสียชีวิตไป 22 ราย (PubMed Case Report). ปัญหาเรื่องโรคที่อาจตรวจไม่พบหรือรายงานไม่ครบถ้วนนี้ ไทยเราเองก็เผชิญอยู่กับโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่นกัน กรณีของโพวาสซานจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่โรคที่ดูเหมือนจะพบได้ยาก ก็ประมาทไม่ได้
สำหรับประเทศไทยเอง ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโพวาสซานถือว่ายังน้อยมาก เพราะเชื้อนี้พบเฉพาะในอเมริกาเหนือและบางพื้นที่ของรัสเซีย ยังไม่มีรายงานการพบเชื้อในไทยหรือในภูมิภาคอาเซียน (ScienceDirect Topics). แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังโรคอยู่เสมอ หน่วยงานสาธารณสุขของไทยจึงควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคจากเห็บที่พบในบ้านเราอยู่แล้ว เช่น โรคไข้รากสาดใหญ่ หรือ บาบีซิโอซิส (Babesiosis) รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่ หรือโรคจากต่างถิ่นที่อาจเข้ามาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม (Mahidol Review PDF).
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็มักจะนำบทเรียนด้านสาธารณสุขจากทั่วโลกมาปรับใช้อยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น โครงการแจกมุ้งกันยุงในพื้นที่เสี่ยงมาลาเรีย หรือการรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออกในโรงเรียน เรื่องราวของไวรัสโพวาสซานนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ช่วยให้เราหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคจากเห็บให้มากขึ้น รวมถึงการให้ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข แม้ว่าโรคนี้จะยังไม่พบในไทยก็ตาม
ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า อาจมีโรคใหม่ๆ ที่มาจากเห็บเกิดขึ้น หรือแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ประชากรยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ประเทศไทยซึ่งมีทั้งพื้นที่ป่า แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และการเดินทางไปมาของผู้คนมากขึ้น ก็ยิ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้าน ‘สุขภาพหนึ่งเดียว’ (One Health) ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน
ในทางปฏิบัติ คนไทยเราสามารถป้องกันตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยการป้องกันเห็บกัดเวลาเข้าป่า ทำสวน หรือไปตามทุ่งนา โดยใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเห็บ และหมั่นตรวจดูตามร่างกายและเสื้อผ้าหลังกลับจากกิจกรรมกลางแจ้ง หากมีไข้ ปวดหัว หรือมีอาการผิดปกติทางสมองโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากที่อาจจะโดนเห็บกัด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ในระดับชุมชนหรือโรงเรียน ก็อาจช่วยกันรณรงค์เรื่อง ‘ตรวจหาและกำจัดเห็บ’ ง่ายๆ ตามแนวทางสากลได้
และที่สำคัญที่สุดคือ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ โดยเฉพาะกับเชื้อไวรัสแปลกๆ ที่ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ถึงแม้ไวรัสโพวาสซานจะยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับไทยในตอนนี้ แต่เรื่องราวของมันก็ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความเชื่อมโยงของปัญหาสุขภาพทั่วโลก ความไม่แน่นอนของโรคอุบัติใหม่ และความสำคัญของการ ‘เตรียมพร้อมอยู่เสมอ’ เพื่อให้เรารู้เท่าทัน รู้วิธีป้องกัน และใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย
แหล่งอ้างอิง: