โรคหัวใจยังคงครองแชมป์สาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทย การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงศัลยแพทย์หัวใจมือฉมัง ดร.รามกันตะ ปานดา (อ้างอิงจาก Hindustan Times) ต่างย้ำตรงกันว่า การสังเกตอาการของเส้นเลือดหัวใจตีบ ไม่ว่าจะมาแบบชัดๆ หรือแอบแฝง เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจอันตรายถึงขั้นหัวใจวายเฉียบพลัน ยิ่งคนไทยมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ทั้งไขมันสูง ความดันสูง เบาหวาน การจับสัญญาณให้ได้ไวๆ จึงเท่ากับช่วยชีวิตตัวเอง
เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือชื่อทางการแพทย์คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) ส่วนอีกภาวะที่เกี่ยวข้องคือ การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ (Conduction block) ซึ่งหมายถึง สัญญาณไฟฟ้าในหัวใจถูกขัดขวาง สำหรับ CAD นั้น มักเกิดจากคราบไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดแดง ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลง ส่วน Conduction block (โดยเฉพาะชนิดรุนแรงที่เรียกว่า Complete heart block) คือการที่สัญญาณไฟฟ้าในหัวใจรวน ทำให้หัวใจห้องบนกับห้องล่างทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทั้งสองภาวะนี้มีอาการคล้ายกันจนบางทีก็แยกยาก
อาการที่เจอได้บ่อยสุดๆ จากข้อมูลของ Mayo Clinic, Cleveland Clinic และสถาบันชั้นนำอื่นๆ คือ “อาการเจ็บแน่นหน้าอก” (Angina) ที่มักจะรู้สึกแน่นๆ หนักๆ เหมือนมีอะไรมาทับกลางอก บางทีก็ปวดร้าวไปถึงแขน กราม คอ หรือหลัง อาการมักกำเริบตอนออกแรงหรือเครียดๆ และจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อได้พัก คนไทยหลายคนอาจเคยรู้สึกแบบนี้ตอนทำงานหนักๆ หรือช่วงที่ต้องแบกรับภาระครอบครัว ดร.ปานดาเน้นว่า อาการแน่นหน้าอกนี่แหละคือสัญญาณอันตราย อย่าเพิ่งปักใจว่าเป็น “แค่เครียด” อีกอาการที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “หายใจลำบาก” หรือหอบเหนื่อย อาจเป็นทั้งตอนขยับตัว หรือแม้แต่นั่งอยู่เฉยๆ ก็เป็นได้ เพราะหัวใจปั๊มเลือดได้ไม่เต็มที่ ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า “ก็แก่แล้วก็แบบนี้แหละ”
อาการอื่นๆ ที่พบได้เหมือนกัน แต่คนมักไม่ค่อยเอะใจ ได้แก่: เหนื่อยง่ายกว่าปกติ วิงเวียน หน้ามืด โดยเฉพาะตอนออกกำลังกาย ใจสั่น หรือรู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ คลื่นไส้ จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดแถวกรามและท้องส่วนบน ขาบวม เท้าบวม หลายคนนึกว่าแค่เพราะอากาศร้อนหรือนั่งนานๆ แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจเริ่มทำงานไม่ไหว จนเกิดน้ำคั่งในร่างกาย (ดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก British Heart Foundation) งานวิจัยใหม่ๆ ยังชี้ว่า อาการทางใจ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล หรือแม้แต่นอนไม่หลับ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า หรือเกิดร่วมกับภาวะหัวใจขาดเลือดได้ด้วย (อ้างอิง: India TV News)
หมอผู้เชี่ยวชาญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาการในผู้หญิงกับผู้ชายมักไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเจออาการแปลกๆ เช่น ปวดหลัง ปวดกราม หรือคลื่นไส้ มากกว่าอาการเจ็บหน้าอกตรงๆ ดร.ปานดาย้ำว่า “การตรวจเจอแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญในการรักษา คนจำนวนมากปล่อยปละละเลยอาการเพราะคิดว่าไม่รุนแรง สุดท้ายก็อาจสายเกินแก้” เรื่องนี้ตรงกับรายงานจาก Onlymyhealth ที่บอกว่า อาการดูเหมือนเล็กน้อย อย่างนอนไม่หลับ ท้องอืด หรือเหนื่อยเพลียผิดปกติ บางทีก็เป็นสัญญาณแรกเริ่มและสัญญาณเดียวที่มีก็ได้
ผลลัพธ์ของการเมินเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้ร้ายแรงมาก หากไม่รีบรักษา เส้นเลือดหัวใจตีบอาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Myocardial infarction) หรือภาวะนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติรุนแรง (Complete heart block) ซึ่งถ้าหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน โอกาสรอดก็น้อยมากหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที กลุ่มเสี่ยงสูง เช่น คนเป็นโรคความดัน เบาหวาน หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจ – ซึ่งปัจจุบันพบมากขึ้นในคนเมือง – ยิ่งต้องใส่ใจตัวเองเป็นพิเศษ
สำหรับสังคมไทย เรื่องนี้ยิ่งน่าห่วง เพราะไลฟ์สไตล์คนเมือง การกินของมัน ของทอด อาหารรสเค็มจัด บวกกับไม่ค่อยออกกำลังกาย ล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายขึ้น บรรยากาศ “สังคมเร่งรีบ” โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ทำให้หลายคนวุ่นวายจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ แถมยังมีค่านิยม “ไม่อยากเป็นภาระใคร” หรือ “กลัวเปลืองเงิน” ทำให้หลายคนทนรอจนอาการหนักแล้วค่อยไปหาหมอ
แพทย์ในบ้านเราแนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่อายุเกิน 40 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ หรือมีภาวะอ้วนลงพุง ดร.ธนพล วิรุฬห์หการณ์ แพทย์โรคหัวใจชื่อดังของไทย ฝากเตือนว่า “ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกนิดๆ หน่อยๆ หรือรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกแปลกๆ อย่ารอช้า รีบไปหาหมอเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มโอกาสรอด” (ที่มา: โรงพยาบาลกรุงเทพ) ปัจจุบัน ภาครัฐก็มีโครงการตรวจสุขภาพหัวใจเบื้องต้น เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และตรวจไขมันในเลือด ให้บริการในหลายจังหวัด
ส่วนกรณีภาวะนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติรุนแรง การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) ยังคงเป็นทางเลือกหลัก งานวิจัยในปี 2025 กำลังศึกษาเทคโนโลยีเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบใหม่ๆ เพื่อลดความจำเป็นในการใส่อุปกรณ์ถาวรและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีขึ้น (อ้างอิง: PubMed – RECOVER trial) สำหรับเด็กไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีงานวิจัย CHILDHEART diagnostic score ที่ช่วยคัดกรองโรคหัวใจชนิดการนำไฟฟ้าผิดปกติได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสรอดให้เด็กๆ ที่อาจเข้าไม่ถึงเครื่องมือแพทย์ทันสมัย (อ้างอิง: PubMed – CHILDHEART study)
แม้กระทรวงสาธารณสุขจะพยายามรณรงค์ให้คนไทยรู้จักอาการ “หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” มากขึ้น แต่ก็ยังมีความเชื่อผิดๆ อยู่ เช่น คิดว่าโรคหัวใจเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้ว ผู้ป่วยวัยทำงานกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ (ข้อมูล: BHF, Mayo Clinic) โดยเฉพาะผู้ชายไทย ที่มักจะอดทน ไม่ค่อยยอมบอกใครเมื่อมีอาการ การสร้างความเข้าใจผ่านกิจกรรมในชุมชนหรือตามวัดต่างๆ จึงยังคงเป็นเรื่องจำเป็น
มองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคาดว่าปัญหาโรคหัวใจในไทยจะยิ่งรุนแรงขึ้นอีก จากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ประกอบกับช่วงโควิด-19 ที่ทำให้หลายคนออกกำลังกายน้อยลง เครียดสะสม และขาดการตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเดินหน้าลงทุนด้านการดูแลสุขภาพหัวใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษา การตรวจคัดกรอง และขยายมาตรฐานการดูแลให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกจังหวัด
สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ข้อคิดสำคัญคือ ต้องเรียนรู้และสังเกตอาการหลากหลายของเส้นเลือดหัวใจตีบให้ดี ตั้งแต่เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขาบวม ไปจนถึงหายใจติดขัดผิดปกติ อย่ามองข้ามแม้เป็นอาการเล็กๆ น้อยๆ หรือคิดว่ารอให้หนักก่อนค่อยไปหาหมอ (“อย่ารอให้สายเกินแก้”) หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว ควรรีบปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ การตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที คือความแตกต่างระหว่างการกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม กับการต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง หรืออาจอันตรายถึงชีวิต
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น แนวทาง Mayo Clinic, Cleveland Clinic เรื่องหัวใจบล็อก และบริการจากโรงพยาบาลชั้นนำในไทย เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ หากมีอาการฉุกเฉิน รีบโทรสายด่วน 1669 ทันที
การมีความรู้เรื่องหัวใจ—“รู้ทันโรคหัวใจ”—คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณและคนที่คุณรัก ทั้งในวันนี้และวันหน้า
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: