มีงานทบทวนงานวิจัยครั้งสำคัญชิ้นใหม่ ที่ยืนยันความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่าง “วิตามินดี” กับการลดความเสี่ยงเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก” (colorectal cancer) โดยบางงานวิจัยถึงขั้นชี้ว่า คนที่ได้รับวิตามินดีในปริมาณสูงสุด เสี่ยงน้อยลงถึง 58% เลยทีเดียว! การค้นพบครั้งนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ฉบับเดือนเมษายน ปี 2025 อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนวทางการป้องกันมะเร็งในไทยและทั่วโลก เพราะเป็นการเสนอวิธีป้องกันที่เป็นธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และทำได้ง่ายๆ ในการต่อสู้กับมะเร็งชนิดนี้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลก (EatingWell)

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งรวมถึงมะเร็งของลำไส้ใหญ่ (colon) และไส้ตรง (rectum) ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพใหญ่ระดับโลก โดยเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสองในผู้ชาย และอันดับสามในผู้หญิงทั่วโลก ส่วนในบ้านเรา สถานการณ์ก็น่าห่วงไม่แพ้กัน เพราะคนไทยป่วยด้วยมะเร็งชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไปแล้ว ยิ่งพฤติกรรมการกินของคนไทยยุคนี้ที่เปลี่ยนไป เน้นอาหารฝรั่ง อาหารแปรรูปมากขึ้น แต่กินผักผลไม้น้อยลง ยิ่งทำให้ต้องหันมาใส่ใจเรื่องการป้องกันกันอย่างจริงจัง (MDPI)

งานทบทวนล่าสุดในวารสาร Nutrients นี้น่าสนใจมาก เพราะรวบรวมและตรวจสอบงานวิจัยคุณภาพสูงถึง 50 ชิ้น ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับวิตามินดีกับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในบรรดางานวิจัยเด่นๆ มีงานวิจัย Nurses’ Health Study ที่โด่งดังในอเมริกา ซึ่งพบว่าผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีในปริมาณสูงสุด มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับน้อยที่สุดถึง 58% งานวิจัยชิ้นสำคัญอื่นๆ อย่าง Iowa Women’s Health Study และ PREDIMED study ของสเปน ก็ได้ผลคล้ายกัน คือพบว่าความเสี่ยงลดลงราว 50% ในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ได้รับทั้งวิตามินดีและแคลเซียมสูง ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้ก็สอดคล้องกันดี ไม่ว่าวิตามินดีจะมาจากอาหารหรืออาหารเสริมก็ตาม ที่น่าสังเกตอีกอย่างคืองานวิจัยในแคนาดา ซึ่งศึกษาคนกว่า 1,400 คน พบว่าการกินวิตามินดีเสริม ช่วยลดโอกาสเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (colon polyps) ซึ่งมักเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็ง ได้ถึง 33% และลดความเสี่ยงการเกิดติ่งเนื้อชนิดร้ายแรงได้ถึง 43%

แล้ววิตามินดีมันช่วยป้องกันมะเร็งได้ยังไง? นักวิจัยอธิบายกลไกไว้หลายอย่าง ทั้งช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานดีขึ้น ลดการอักเสบ ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันอย่างเป็นปกติ และกระตุ้นให้เซลล์ที่ผิดปกติทำลายตัวเองตามธรรมชาติ (apoptosis) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยหยุดยั้งมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ วิตามินดียังอาจช่วยชะลอการเติบโตของเนื้องอก และยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง (angiogenesis) อีกด้วย (EatingWell)

ถึงแม้ในภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมด จะยังมีผลการศึกษาบางชิ้นที่ให้ผลต่างออกไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องปริมาณที่เหมาะสมและวิธีรับวิตามินดีที่ได้ผลดีที่สุด (ระหว่างอาหารกับอาหารเสริม) แต่แนวโน้มส่วนใหญ่ก็ยังคงชี้ไปในทางเดียวกันว่าวิตามินดีมีประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งอย่างชัดเจน ที่น่าสนใจคือ การศึกษาแบบ nested case-control ล่าสุดจากนอร์เวย์ (NOWAC study) พบว่าระดับวิตามินดีต่ำมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (proximal colon cancer) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 50 นาโนโมลต่อลิตร (nmol/L) ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของการรักษาระดับวิตามินดีให้เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิง (PubMed NOWAC study) นอกจากนี้ การศึกษาตามรุ่นย้อนหลัง (retrospective cohort study) เป็นเวลา 5 ปี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ยังรายงานว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงขึ้น หลังจาก ได้รับการวินิจฉัย มีอัตราการเสียชีวิตต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยระดับวิตามินดีที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ขั้น มีความสัมพันธ์กับโอกาสรอดชีวิตที่สูงขึ้น (PubMed study)

“ดูเหมือนว่าวิตามินดีจะมีบทบาทสำคัญ 2 อย่างเลยค่ะ ทั้งช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ฯ แล้วก็ยังช่วยให้คนที่ป่วยแล้ว มีผลการรักษาที่ดีขึ้นด้วย” ดร. ศิริวรรณ สมจินดา นักโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช อธิบายเสริม (แม้ท่านจะไม่ได้ร่วมในงานทบทวนวรรณกรรมนี้โดยตรง แต่ก็ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการมะเร็งอยู่เป็นประจำ) “อย่างบ้านเราที่แดดแรงๆ แบบนี้ แต่เชื่อไหมคะว่าคนไทยกลับขาดวิตามินดีกันเยอะมาก โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศกับผู้สูงอายุ ผลวิจัยพวกนี้เลยเหมือนเป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้เราต้องหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้นค่ะ”

เรารู้กันดีว่าวิตามินดีมีฉายาว่า “วิตามินแสงแดด” เพราะผิวหนังเราสร้างเองได้เมื่อโดนแดด แต่ถึงอย่างนั้น คนไทยในเมืองส่วนใหญ่มักใช้เวลาอยู่ในตึก ประกอบกับความกลัวมะเร็งผิวหนังและค่านิยมผิวขาว ทำให้หลายคนเลี่ยงแดดไปเลย นอกจากนี้ ปัญหามลพิษ อายุที่มากขึ้น ความอ้วน สีผิวที่เข้มขึ้น และการใช้ครีมกันแดด ก็ล้วนลดความสามารถของร่างกายในการสร้างวิตามินดี ทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินดีได้ง่ายๆ แม้จะอยู่ในประเทศร้อนชื้นอย่างไทยก็ตาม (Times of India)

ยิ่งไปกว่านั้น อาหารไทยถึงจะมีผักเยอะ แต่ปกติก็ไม่ได้มีแหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติมากนัก แหล่งที่ดีที่สุดคือปลาทะเลไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน รวมถึงไข่แดง และเห็ดบางชนิดอย่างเห็ดหอมญี่ปุ่นที่เราชอบกินกัน อาหารที่เติมวิตามินดี (fortified foods) เช่น นมและโยเกิร์ตบางยี่ห้อ ก็พอช่วยได้ แต่โดยรวมแล้วคนไทยก็ยังกินอาหารพวกนี้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนตะวันตก

สำหรับใครที่กังวลเรื่องระดับวิตามินดี การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ 25-hydroxyvitamin D ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด งานวิจัยใหม่นี้ชี้ว่าควรตั้งเป้าให้มีระดับวิตามินดีที่เพียงพอ ซึ่งโดยทั่วไปคือสูงกว่า 50 nmol/L (แม้ว่าคำแนะนำสากลอาจแตกต่างกันบ้าง) หากพบว่าระดับวิตามินดีต่ำ คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ออกไปรับแสงแดดอย่างปลอดภัย ปรับการกิน และอาจพิจารณาอาหารเสริม แต่ก็ต้องระวังไม่กินมากเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน

กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของวิตามินดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพกระดูกในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ด้านการป้องกันมะเร็งที่งานวิจัยใหม่นี้เน้นย้ำ อาจกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์ด้านสาธารณสุขครั้งใหม่ คล้ายๆ กับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการป้องกันภาวะขาดไอโอดีนหรือลดเค็ม นพ. วีระพงศ์ พงศ์สุวรรณ รองผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “การส่งเสริมให้คนไทยตรวจระดับวิตามินดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ คนอ้วน หรือคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ฯ อาจเป็นวิธีที่ประหยัดแต่ช่วยชีวิตคนได้มาก เราแนะนำให้กินอาหารที่มีปลา ไข่ และผลิตภัณฑ์นมที่เสริมวิตามินดี ควบคู่ไปกับการรับแสงแดดเป็นประจำอย่างระมัดระวัง”

มีการประมาณกันว่าประชากรโลกราว 30-50% ขาดวิตามินดี และอาจสูงกว่านี้ในบางกลุ่ม ซึ่งน่าสังเกตว่าปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ฯ ที่เรารู้กันดีนั้น ก็สัมพันธ์อย่างมากกับปัจจัยเสี่ยงของการขาดวิตามินดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น โรคเบาหวาน การใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว สุขภาพลำไส้ไม่ดี การกินอาหารแปรรูปเยอะ และระดับการศึกษาหรือรายได้ที่ต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งน่ากังวลเป็นพิเศษในบริบทของไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและมีความเป็นเมืองสูงขึ้น

ทัศนคติบางอย่างในสังคมก็อาจต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน ภูมิปัญญาไทยโบราณที่บอกให้ตื่นเช้ามารับแดด กลับมีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มายืนยันว่าช่วยต้านมะเร็งได้ การนำแนวคิด “เดินรับแดดอ่อนๆ ยามเช้า” มาปรับใช้อาจเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งมีประโยชน์และเข้ากับวิถีชีวิตคนไทยได้ดี

สำหรับงานวิจัยในอนาคต นักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) ขนาดใหญ่ ที่ออกแบบมาเพื่อศึกษาในประชากรเอเชียโดยเฉพาะ รวมถึงคนไทย เพื่อหาปริมาณวิตามินดีที่เหมาะสมที่สุดและวิธีการให้ในภูมิภาคนี้ ยังมีคำถามที่ต้องหาคำตอบอีกมาก เช่น แหล่งวิตามินดีที่ดีที่สุดคืออะไร (อาหาร อาหารเสริม หรือแสงแดด) ความเสี่ยงจากการได้รับวิตามินดีมากเกินไปมีแค่ไหน และวิตามินดีมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยทางอาหารหรือพันธุกรรมอื่นๆ ที่อาจเป็นลักษณะเฉพาะของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไรบ้าง ในขณะเดียวกัน แนวปฏิบัติทางการแพทย์ก็อาจมีการปรับเปลี่ยนในไม่ช้า เพื่อรวมเอาเรื่องการป้องกันมะเร็งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำเกี่ยวกับระดับวิตามินดี ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็น่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงบุรีรัมย์

สำหรับคนไทยอย่างเราๆ คำแนะนำที่เอาไปใช้ได้จริงก็ชัดเจนครับ: อย่ามองข้ามความสำคัญของวิตามินดีเด็ดขาด ควรหาโอกาสไปตรวจระดับวิตามินดีในเลือด โดยเฉพาะถ้าคุณอายุเกิน 50 ปี มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็ง หรือใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในอาคาร หันมากินปลา ไข่ และอาหารที่เสริมวิตามินดีให้มากขึ้น และถ้าทำได้อย่างปลอดภัย ก็หาเวลาออกไป “รับแดด” บ้าง โรงอาหารในโรงเรียนและที่ทำงานก็สามารถช่วยได้ โดยเพิ่มเมนูที่มีส่วนผสมอุดมวิตามินดี ส่วนผู้กำหนดนโยบาย การลงทุนในโครงการคัดกรองระดับชาติและการเสริมวิตามินดีในอาหารพื้นฐาน อาจเป็นก้าวต่อไปที่ทรงพลังในการต่อสู้กับมะเร็ง

สรุปง่ายๆ อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งที่อ้างถึงในงานทบทวนกล่าวไว้ “วิตามินดีเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันที่ถูกที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเข้าถึงง่ายที่สุดที่เรามี” ในขณะที่การวิจัยยังคงดำเนินต่อไป ก็หวังว่าคนไทยจำนวนมากขึ้นจะหันมาใช้ประโยชน์จาก “วิตามินแสงแดด” นี้เพื่อปกป้องสุขภาพของตัวเอง ไม่ใช่แค่เพื่อกระดูกที่แข็งแรง แต่เพื่ออนาคตที่ห่างไกลจากมะเร็งด้วย

แหล่งข้อมูล: