งานวิจัยชิ้นใหม่จากสหรัฐอเมริกาออกมาเขย่าวงการสินค้าดูแลช่องปาก เมื่อผลการศึกษาล่าสุดตีแผ่ว่า ยาสีฟันส่วนใหญ่ที่วางขายกันทั่วไป รวมถึงยี่ห้อที่โฆษณาว่าเป็นสูตรสำหรับเด็ก หรือเป็นทางเลือก “สายเขียว” จากธรรมชาติ กลับพบการปนเปื้อนของโลหะหนักมีพิษ ทั้งตะกั่ว สารหนู ปรอท และแคดเมียม ผลการค้นพบนี้ ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 กำลังสร้างความกังวลใหญ่หลวงต่อสุขภาพของผู้คนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย ที่ซึ่งยาสีฟันเป็นของใช้ประจำวันที่ขาดไม่ได้ และมีการใช้แบรนด์จากต่างประเทศกันอย่างกว้างขวาง
การตรวจสอบครั้งนี้ดำเนินการโดยองค์กร Lead Safe Mama และได้รับการตีแผ่อย่างกว้างขวางโดยสื่อดังอย่าง The Guardian (อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่) จากการทดสอบยาสีฟัน 51 ยี่ห้อ พบว่าสูงถึง 90% อย่างน่าตกใจ มีการปนเปื้อนสารตะกั่ว นอกจากนี้ 65% ของยี่ห้อที่ทดสอบยังพบร่องรอยสารหนู เกือบครึ่งหนึ่งมีปรอทปนอยู่ และราวหนึ่งในสามตรวจเจอแคดเมียม ที่น่าห่วงสุดๆ คือ ธาตุเหล่านี้ล้วนจัดเป็นสารก่อมะเร็ง และอาจก่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาได้หลายอย่าง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าการได้รับสารตะกั่วเข้าไปนั้นส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมอง การทำงานของไต และระบบหัวใจกับหลอดเลือด (ข้อมูลจาก CDC) ดร. ทามารา รูบิน ผู้ก่อตั้ง Lead Safe Mama กล่าวว่า: “เรื่องนี้รับไม่ได้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคปี 2025 แบบนี้ ที่ยังปล่อยให้มีการปนเปื้อนแบบนี้อยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อเด็กๆ”
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคนไทย? ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในอเมริกา ประเทศไทยก็เหมือนกับอีกหลายประเทศที่นิยมใช้ยาสีฟันแบรนด์นอกและแบรนด์ที่เคลมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ซึ่งหลายยี่ห้อก็อยู่ในลิสต์ที่ถูกตรวจสอบครั้งนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากมาก มักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นสินค้านำเข้า หรือมีป้ายบอกว่า “ออร์แกนิก” หรือ “ธรรมชาติ” แต่จากงานวิจัยก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า แม้แต่แบรนด์ที่โฆษณาว่ารักษ์โลกหรือปลอดภัยสำหรับเด็ก ก็ไม่ได้การันตีว่าจะปลอดจากการปนเปื้อน (รายงานจาก Times of India)
ผลการวิจัยสำคัญจากสหรัฐฯ พบว่ามียาสีฟันบางยี่ห้อมีปริมาณสารตะกั่วเกินเกณฑ์เข้มงวดของรัฐวอชิงตันกำหนดไว้ แม้จะยังไม่เกินมาตรฐานกลางของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ผ่อนปรนกว่ากันเยอะ บรรดานักรณรงค์ด้านสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาต่างออกมาวิจารณ์เกณฑ์ของรัฐบาลกลาง โดยยืนยันว่าไม่มีระดับการรับสารตะกั่วใดที่ปลอดภัยจริงๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขณะที่รัฐวอชิงตันจำกัดสารตะกั่วในยาสีฟันไว้แค่ 1,000 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) แต่มาตรฐานของ FDA สหรัฐฯ กลับอนุญาตให้สูงถึง 10,000 ppb สำหรับยาสีฟันที่ไม่มีฟลูออไรด์ และ 20,000 ppb สำหรับยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ ที่น่าสังเกตคือ ยาสีฟันส่วนใหญ่ที่วิเคราะห์ในการศึกษานี้ มีระดับสารตะกั่วเกินเกณฑ์ที่แนะนำสำหรับอาหารเด็ก (10 ppb ตามร่างกฎหมาย Baby Food Safety Act ปี 2024 ของสหรัฐฯ ที่ยังไม่ผ่าน) แต่ก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์ของรัฐบาลกลางที่สูงลิ่วเหล่านี้อยู่ดี
รูบินอธิบายว่า สารปนเปื้อนในยาสีฟันน่าจะมาจากส่วนผสมยอดนิยมบางตัวที่ใส่เข้าไป เช่น ไฮดรอกซีอะพาไทต์ (hydroxyapatite), แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบนโทไนต์เคลย์ (bentonite clay) หรือดินเบนโทไนต์ ซึ่งใช้เพื่อช่วยขัดฟันและเสริมแร่ธาตุ จากการทดสอบวัตถุดิบเหล่านี้ พบว่ามีระดับโลหะหนักที่น่ากังวล ทำให้เชื่อได้ว่านี่คือต้นตอของการปนเปื้อน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของดินเบนโทไนต์ มักจะมีปริมาณสารตะกั่วและโลหะอื่นๆ สูงที่สุด ในขณะที่ยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมเหล่านี้ (เช่น ยาสีฟันเด็ก Dr. Brown’s) ไม่พบสารปนเปื้อนที่น่ากังวลเลย
ฟากฝั่งผู้ผลิตก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไปต่อผลวิจัยนี้ ผู้ผลิตยาสีฟันบางรายโต้แย้งว่า การปนเปื้อนสารตะกั่วและโลหะหนักในปริมาณน้อยนิดเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้จากมลพิษในสิ่งแวดล้อม และระดับที่ตรวจเจอเพียงเล็กน้อยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคนทั่วไป บางรายถึงกับพยายามเบี่ยงประเด็นด้วยการขู่ฟ้องร้อง แทนที่จะให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงแก้ไข โดยมีหลายบริษัทส่งจดหมายเตือนให้ยุติการกระทำ (cease-and-desist) ไปยังนักวิจัย อย่างไรก็ตาม จุดยืนทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการยืนยันจากทั้งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC), องค์การอนามัยโลก (WHO) และงานทบทวนทางวิชาการมากมาย ยังคงหนักแน่นว่า ไม่มีระดับการรับสัมผัสสารตะกั่วใดที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก (ข้อมูลพื้นฐานจาก WHO)
ในมุมมองของประเทศไทยโดยเฉพาะ ผลวิจัยนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ทั้งผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยมีหน้าที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ รวมถึงยาสีฟัน จากผลการวิจัยของสหรัฐฯ อาจมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ อย. ต้องทบทวนกระบวนการตรวจสอบและกฎระเบียบที่มีอยู่ อาจต้องสุ่มตรวจยาสีฟันทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นำเข้าเพื่อหาโลหะหนัก และปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากลที่ดีที่สุด เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองย้อนไปถึงประวัติการตรวจเจอส่วนผสมอันตรายในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลที่วางขายในไทยอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญคือ งานวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของเครื่องสำอางในเอเชีย อย่างงานศึกษาด้านคุณภาพและความปลอดภัยปี 2022 ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ก็เคยชี้แล้วว่า ยาสีฟันและผลิตภัณฑ์คล้ายๆ กัน มักปนเปื้อนสารตะกั่ว โครเมียม สารหนู และโลหะหนักอื่นๆ (งานวิจัยใน PubMed)
สังคมไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพของเด็กๆ เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการรณรงค์ต่อต้านสารตะกั่วและสารพิษอื่นๆ ในสิ่งแวดล้อมที่มีมานาน รวมถึงการปราบปรามเครื่องสำอางผิดกฎหมายตามเมืองใหญ่ๆ (รายงานจาก อย.) อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ด้านกฎระเบียบหรือการเฝ้าระวังที่ไม่ทั่วถึง อาจทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนเล็ดลอดมาถึงมือผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์มีสินค้าให้เลือกมากมาย ซึ่งหลายรายการเป็นการนำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ
การปนเปื้อนสารตะกั่วในสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ใช่เรื่องใหม่ เหตุการณ์ฉาวในอดีตเกี่ยวกับเครื่องสำอางนำเข้า สีทาบ้าน เครื่องปั้นดินเผา และสมุนไพรปนเปื้อน ได้เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมานักต่อนักแล้ว (ดูข้อมูลจาก Wikipedia) เนื่องจากยาสีฟันเป็นของใช้ทุกวัน และเด็กๆ ก็มักจะเผลอกลืนเข้าไปในปริมาณเล็กน้อย การได้รับสารพิษเรื้อรัง แม้จะเป็นแค่สารตะกั่ว สารหนู หรือปรอทในระดับต่ำๆ ก็อาจสะสมไปเรื่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายต่อพัฒนาการ ระบบประสาท และอวัยวะต่างๆ สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกจากความแตกต่างของมาตรฐานความปลอดภัยในแต่ละประเทศ และการหาแหล่งวัตถุดิบสำหรับสูตรที่เรียกว่า “ธรรมชาติ” หรือ “สมุนไพร” ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยมักมองว่าปลอดภัยกว่า
มองไปข้างหน้า งานวิจัยล่าสุดนี้มีแนวโน้มที่จะจุดชนวนให้เกิดการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากอย่างเข้มข้นทั่วโลก หน่วยงานของไทยอย่าง อย. อาจจำเป็นต้องเริ่มการรณรงค์สุ่มตรวจครั้งใหญ่ ปรับปรุงคำแนะนำด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน และอาจถึงขั้นออกมาตรการควบคุมห่วงโซ่อุปทานใหม่สำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้ายาสีฟัน ผู้บริโภคเองก็คงจะตั้งคำถามมากขึ้นกับการกล่าวอ้างลอยๆ ว่าเป็น “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” หรือ “ออร์แกนิก” หากไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใสหรือการรับรองจากหน่วยงานอิสระมาสนับสนุน อาจมีแรงผลักดันระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อกำหนดขีดจำกัดโลหะหนักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลทั้งหมด เหมือนกับที่เป็นมาตรฐานสำหรับอาหารและน้ำดื่มในปัจจุบัน
สำหรับครอบครัวชาวไทย ทันตแพทย์ และผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้ชัดเจนคือ: ตรวจสอบรายการส่วนผสมและแหล่งที่มาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลีกเลี่ยงยาสีฟันที่มีส่วนผสมแร่ธาตุที่ไม่จำเป็นหรือไม่ผ่านการตรวจสอบ อย่างดินเบนโทไนต์ หรือ ไฮดรอกซีอะพาไทต์ เว้นแต่จะมีการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับยาสีฟันที่โฆษณาว่าสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อพิษภัยมากที่สุด หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำ และหากพบผลิตภัณฑ์ที่น่าสงสัยหรือมีอาการผิดปกติทางสุขภาพ ควรแจ้งหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
โดยสรุป แม้งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ จะไม่ได้หมายความว่ายาสีฟันทุกยี่ห้อมีปัญหา แต่ส่วนใหญ่ก็พบระดับโลหะหนักที่น่ากังวล การที่คนไทยให้ความสำคัญกับสุขอนามัยในช่องปากสูง บวกกับความนิยมในแบรนด์นำเข้า หมายความว่าความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วน ทั้งจากฝั่งหน่วยงานกำกับดูแลและระดับครัวเรือน สำหรับตอนนี้ ขอแนะนำให้ผู้บริโภคชาวไทย: เลือกยาสีฟันแบรนด์ที่เปิดเผยแหล่งที่มาของส่วนผสมอย่างโปร่งใส มองหาใบรับรองหรือผลการทดสอบความปลอดภัย และร่วมกันสนับสนุนให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อให้รอยยิ้มของคนไทยยังคงสดใสและปลอดภัยสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป
แหล่งข้อมูล:
- The Guardian: Toothpaste widely contaminated with lead and other metals, US research finds
- Times of India: Dangerous heavy metals detected in popular toothpaste brands
- CDC: Lead in the environment and health effects
- WHO: Lead poisoning and health
- PubMed: Quality and safety investigation of commonly used topical cosmetic preparations
- Wikipedia: Lead contamination in consumer products