นับเป็นข่าวดีสุดๆ ในแวดวงการต่อสู้กับโรคพาร์กินสัน เมื่อผลการศึกษาทางคลินิกสดๆ ร้อนๆ 2 ฉบับ ได้ให้หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยมีมาว่า การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อาจเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตนี้อย่างได้ผล ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature สัปดาห์นี้ เผยให้เห็นว่า ทั้งสองทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายเซลล์ผลิตโดปามีนที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บเข้าไปในสมองของผู้ป่วย ซึ่งช่วยให้อาการต่างๆ ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง นี่คือก้าวสำคัญหลังจากที่พยายามกันมานานหลายสิบปีเพื่อหาทางทดแทนเซลล์ประสาทที่เสียหายอันเป็นต้นเหตุของโรคพาร์กินสัน สำหรับชาวอเมริกันกว่าล้านคนและผู้คนอีกมากมายทั่วโลก รวมถึงคนไทยที่คาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ราว 150,000 คน งานวิจัยนี้ได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (NPR)
โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่เล่นงานเซลล์ประสาทที่สร้างสารโดปามีนในสมอง ทำให้ผู้ป่วยค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหว มีอาการสั่น ตัวแข็งเกร็ง อ่อนแรง และบางรายอาจมีภาวะสมองเสื่อมตามมาด้วย แม้ปัจจุบันจะมียาและวิธีการกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) ช่วยบรรเทาอาการ แต่ก็ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด และโรคนี้มักจะทรุดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว และเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในเอเชีย ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทอย่างพาร์กินสันเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล กลายเป็นภาระหนักทั้งต่อครอบครัวและระบบสาธารณสุข จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแสวงหาเครื่องมือการรักษาใหม่ๆ ทำให้ความก้าวหน้าจากต่างประเทศและโอกาสในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ในไทยเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
การศึกษาล่าสุดนี้ใช้แนวทางที่ต่างกัน 2 แบบ แต่ทั้งคู่ล้วนอาศัยความสามารถอันน่าทึ่งของสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์พิเศษที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้หลากหลาย รวมถึงเซลล์ประสาทด้วย ในการศึกษาแรก ซึ่งทำในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ผู้ป่วยพาร์กินสัน 12 คน ได้รับการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ประสาทที่ผลิตโดปามีน ซึ่งได้มาจากสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (human embryonic stem cells) ที่พัฒนาโดยบริษัท BlueRock Therapeutics การผ่าตัดได้นำเซลล์เหล่านี้เข้าไปปลูกถ่ายในบริเวณสมองส่วนสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก: ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์ในปริมาณสูง มีอาการดีขึ้นราว 20 คะแนนตามมาตรวัดมาตรฐานของโรคพาร์กินสันภายใน 18 เดือน ขณะที่การตรวจ PET scan ยืนยันว่าเซลล์ใหม่เหล่านี้กำลังผลิตโดปามีนได้จริง “นี่ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง” ดร. ลอเรนซ์ สตูเดอร์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ BlueRock กล่าว พร้อมอธิบายว่า ปกติแล้วอาการของผู้ป่วยจะแย่ลงปีละ 2-3 คะแนน แต่ในการศึกษานี้ พวกเขากลับมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน (Nature)
การทดลองชิ้นที่สองที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ใช้สเต็มเซลล์อีกชนิดหนึ่ง คือ เซลล์ต้นกำเนิดชนิดเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells หรือ iPSCs) ซึ่งสามารถสร้างขึ้นได้จากเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง จึงช่วยเลี่ยงประเด็นถกเถียงด้านจริยธรรมและปัญหาภูมิคุ้มกันที่อาจเกิดจากการใช้เซลล์จากตัวอ่อน นักวิจัยได้ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ประสาทที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บเหล่านี้เข้าไปในสมองของผู้ป่วย 7 คน ผลการศึกษาพบว่า เซลล์ iPSCs สามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ประสาทที่ผลิตโดปามีน อยู่รอดได้ในสมอง และดูเหมือนจะช่วยลดอาการของโรคได้ เช่นเดียวกับการศึกษาในอเมริกาเหนือ และที่สำคัญคือ ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงอย่างอาการเคลื่อนไหวที่ควบคุมไม่ได้ (ซึ่งเคยเป็นปัญหาในการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากทารกในครรภ์ในลักษณะคล้ายกันเมื่อยุค 1980)
ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างแสดงความหวัง แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ดร. มายา ชีสส์ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจาก UTHealth Houston ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาทั้งสองชิ้น ให้สัมภาษณ์กับ NPR ว่า “ตอนนี้เรามีแววว่าจะหยุดยั้งโรคนี้ได้จริงๆ” แต่เธอก็ย้ำว่าเซลล์ที่ปลูกถ่ายเข้าไปจะอยู่ในร่างกายผู้ป่วยไปอีกนาน จึงจำเป็นต้องติดตามผลระยะยาวเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงต่างๆ เช่น การเกิดเนื้องอก ดร. วิเวียน ทาบาร์ หัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาทที่ Memorial Sloan Kettering และหนึ่งในผู้นำการศึกษาของ BlueRock เสริมว่า “ความหวังสูงสุดคือเซลล์เหล่านี้จะไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ผลิตโดปามีน แต่ยังช่วยสร้างวงจรประสาทในสมองที่เสียไปขึ้นมาใหม่ด้วย” นั่นหมายความว่าการรักษาในอนาคตอาจมีศักยภาพถึงขั้นฟื้นฟูการทำงานที่สูญเสียไปได้ ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้ผลวิจัยเหล่านี้น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษคือ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้ไฟเขียวให้การรักษาของ BlueRock เดินหน้าเข้าสู่การทดลองระยะที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่มีขนาดใหญ่และสำคัญก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นการทั่วไป ความสำเร็จนี้นับเป็นสัญญาณที่ดี เพิ่มความหวังว่า หากการศึกษาที่กำลังดำเนินอยู่ยังคงยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพ การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์อาจกลายเป็นทางเลือกมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (Stat News, รายงานการทดลองทางคลินิกใน Nature)
แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีการทดลองทางคลินิกระดับสูงเช่นนี้ แต่ผลลัพธ์เหล่านี้กำลังสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่นักประสาทวิทยาและนักวิจัยไทยให้หันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้ ดร. พงศกร ที. นักประสาทวิทยาชั้นนำของไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “ด้วยสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวและอัตราผู้ป่วยพาร์กินสันที่สูงขึ้นในบ้านเรา ขั้นต่อไปคือการสร้างความร่วมมือทางคลินิกในเอเชีย และเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบสำหรับการอนุมัติการบำบัดด้วยเซลล์” ท่านเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการประเมินอย่างเข้มงวดโดย อย. ของไทย และความเป็นไปได้ในการทดลองระดับภูมิภาค เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและการเข้าถึงได้ของผู้ป่วยชาวไทย ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่ระมัดระวังของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก
งานวิจัยนี้เป็นผลพวงจากความพยายามทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมมากว่า 25 ปี ย้อนไปในทศวรรษ 1980 ความพยายามปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากทารกในครรภ์ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนและมีผลข้างเคียงรุนแรง ต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่านักวิทยาศาสตร์จะหาวิธีที่ไว้ใจได้ในการชักนำให้สเต็มเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทที่ผลิตโดปามีน และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะพัฒนาเทคนิคการแช่แข็ง บรรจุ และส่งมอบเซลล์ที่มีชีวิตไปยังศัลยแพทย์ได้สำเร็จ (Wikipedia) เทคนิคอย่างการใช้เซลล์ iPSCs ที่สร้างจากผู้ป่วยเอง ยังมีแนวโน้มที่จะช่วยเลี่ยงปัญหาการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นในเรื่องจริยธรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้เนื้อเยื่อจากทารกในครรภ์และตัวอ่อน
แม้จะมีความคืบหน้าอย่างน่าทึ่ง แต่ก็ยังมีความท้าทายสำคัญรออยู่ การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ทั้งสองแนวทางนี้ยังไม่ถือเป็นการรักษาให้หายขาด เพราะเซลล์ประสาทที่ปลูกถ่ายเข้าไปก็อาจเสื่อมสภาพไปตามกลไกเดิมที่ทำให้เกิดโรคในที่สุด นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการทำงานในระยะยาว โอกาสที่จะเกิดเนื้องอก และความสามารถของเซลล์ใหม่ที่จะเชื่อมต่อเข้ากับวงจรสมองอันซับซ้อนได้อย่างสมบูรณ์ ดังที่ ดร. ชีสส์ เตือนว่า จำเป็นต้องมีการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลและการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ของไทยจะต้องเตรียมพร้อมรองรับภาระในการติดตามผลดังกล่าวด้วย
หากการรักษาเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทย ในวัฒนธรรมที่ให้ความเคารพผู้สูงอายุ การช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดภาระของผู้ดูแลถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่นี้ยังนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่กำลังเติบโตของกรุงเทพฯ อาจกลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการรักษาทางระบบประสาทขั้นสูงได้ หากมีการวางระบบและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
เมื่อมองไปข้างหน้า คำถามใหญ่ที่สุดคือเรื่องการเข้าถึงและค่าใช้จ่าย แม้ว่าการบำบัดด้วยสเต็มเซลล์อาจกลายเป็นเรื่องปกติในยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “ช่องว่างในการเข้าถึงการรักษา” หากเทคโนโลยียังคงมีราคาแพงเกินไป หรือเข้าไม่ถึงในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โรงพยาบาลของรัฐและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย (บัตรทอง) จะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม โดยต้องอาศัยการสนับสนุนจากการวิจัยในประเทศและความร่วมมือระดับภูมิภาค ความท้าทายอีกประการคือการจัดการกับทัศนคติทางวัฒนธรรมและศาสนาที่มีต่อสเต็มเซลล์ประเภทต่างๆ นวัตกรรม iPSC อาจได้รับการยอมรับในสังคมไทยซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับแหล่งที่มาจากเซลล์ตัวอ่อน
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการคำแนะนำ ข้อคิดสำคัญในตอนนี้คือ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ แม้ว่าการศึกษาเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ยังไม่ใช่การรักษาที่มีให้บริการในประเทศไทยในปัจจุบัน การรักษาตามมาตรฐานทั่วไป (การใช้ยา กายภาพบำบัด และการกระตุ้นสมองส่วนลึก) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการอาการของโรคพาร์กินสันในวันนี้ ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันหรือครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเดินทางไปรักษาที่คลินิกในต่างประเทศ ซึ่งการรักษาด้วย “สเต็มเซลล์ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์” นั้นมีความเสี่ยงทั้งทางร่างกายและการเงิน ควรติดตามประกาศจากสมาคมโรคพาร์กินสันแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นด่านหน้าในการแจ้งข่าวเมื่อมีการทดลองในประเทศหรือการรักษาที่ได้รับการอนุมัติ การเข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูที่เหมาะสม และการมีส่วนร่วมในการสำรวจงานวิจัย จะช่วยให้เสียงของผู้ป่วยและผู้ดูแลชาวไทยมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางการทดลองทางคลินิกในประเทศไทยในอนาคตได้
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดได้มอบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์สามารถผลิตโดปามีนในสมองของผู้ป่วยพาร์กินสันได้อย่างปลอดภัยและช่วยบรรเทาอาการได้อย่างชัดเจน เมื่อการทดลองระยะที่ 3 กำลังจะเริ่มขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะนำความก้าวหน้าเหล่านี้มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วยและการยอมรับของสังคม สำหรับตอนนี้ การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง การติดตามอย่างระมัดระวัง และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาความหวังสำหรับความก้าวหน้าในอนาคต
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับงานวิจัยที่ก้าวล้ำนี้ โปรดดูรายงานต้นฉบับจาก NPR (NPR), คำอธิบายเพิ่มเติมจาก Nature (Nature news), และข้อมูลเชิงลึกจาก Stat News (Stat News) สำหรับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สเต็มเซลล์และโรคพาร์กินสัน สามารถศึกษาได้จาก Wikipedia (Wikipedia: Parkinson’s Stem Cell Therapy)