หากใครเคยผ่านระบบการศึกษาไทยมาตั้งแต่ยุคก่อนปี ๒๕๔๒ คงคุ้นหูกับการเรียก “อาจารย์” ในโรงเรียนมัธยม และ “ครู” ในโรงเรียนประถม เป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้สะท้อนทั้งระบบราชการ วัฒนธรรม และยุคสมัยได้ลึกซึ้งเพียงใด?
ฉันบรรจุเป็นครูครั้งแรกในปี ๒๕๒๙ ตอนนั้นตำแหน่งที่ได้รับคือ “อาจารย์ ๑ ระดับ ๓” เพราะจบปริญญาตรีมา ซึ่งเหมือนกันทั้งครูประถมและมัธยม หากเป็นผู้จบวุฒิ ป.กศ. จะเริ่มในตำแหน่ง “ครู” เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ “ครู” กับ “อาจารย์” มิได้ต่างกันแค่ถ้อยคำเรียกขาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างตำแหน่งในสายราชการการศึกษาโดยตรง
โดยทั่วไปในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา นักเรียนมักเรียกผู้สอนว่า “อาจารย์” ส่วนในระดับประถมจะเรียกว่า “ครู” ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการเรียกขานในแต่ละระดับที่คุ้นเคยกันมา
ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมักมองว่า “อาจารย์” คือผู้เชี่ยวชาญในวิชาการ มีบุคลิกขรึม มั่นคง เป็นที่พึ่งพาทางวิชาชีพ ขณะที่คำว่า “ครู” ให้ความรู้สึกอบอุ่น ใกล้ชิด เป็นผู้ดูแลและประคับประคองนักเรียนตั้งแต่แรกเริ่ม เปรียบเสมือนร่มเงาในชีวิตของเด็ก ๆ ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้โลกกว้าง แม้จะต่างในภาพจำ แต่ทั้ง “ครู” และ “อาจารย์” ต่างก็มีบทบาทสำคัญและได้รับความเคารพในฐานะผู้ให้และผู้นำทางชีวิตอย่างแท้จริง

แล้วก็ถึงยุคของการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒ เมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลบังคับใช้ ระบบตำแหน่งข้าราชการครูในโรงเรียนก็ได้รับการปรับเปลี่ยนอย่างสำคัญ ตำแหน่งเดิมที่เคยใช้ เช่น “ครู ๑, ครู ๒” หรือ “อาจารย์ ๑, อาจารย์ ๒, อาจารย์ ๓” ถูกเปลี่ยนเป็นตำแหน่ง “ครู” ทั้งหมด โดยจำแนกตามระดับความเชี่ยวชาญ ได้แก่ “ครูชำนาญการ ครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ” ไม่ว่าจะสอนในระดับประถมหรือมัธยม ก็ใช้ตำแหน่งเดียวกันคือ “ครู”
เสียงเรียก “อาจารย์” จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากโรงเรียนระดับพื้นฐาน เหลือไว้เฉพาะในมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา แต่ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของครูผู้เคยอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน
สำหรับฉันเอง ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังชัดเจนในความทรงจำ โดยเฉพาะที่โรงเรียนบ้านกร่างวิทยาคม ซึ่งฉันทำหน้าที่สอนอยู่ในช่วงปี ๒๕๓๘ ถึง ๒๕๖๒ นักเรียนรุ่นต้น ๆ ที่เรียนกับฉันก่อนปี ๒๕๔๒ จะเรียก “อาจารย์” ตามธรรมเนียมเดิม ส่วนรุ่นหลัง ๆ ก็จะเปลี่ยนเป็น “ครู” หรือ “คุณครู” ตามระบบใหม่ ปัจจุบันแม้จะจำศิษย์ว่ารุ่นใดหรือโรงเรียนไหนไม่ได้ แต่ก็พอเดาออก จากคำเรียกนี้เอง
แม้ระบบราชการจะเปลี่ยน แต่ความเคารพของศิษย์ที่มีต่อผู้สอนกลับไม่เคยลดลงเลย ไม่ว่าจะเรียกว่า “ครู” หรือ “อาจารย์” ก็ตาม
ในอีกมุมหนึ่งของสังคมไทย คำว่า “อาจารย์” ยังคงถูกมองว่าน่าเชื่อถือมากกว่า “ครู” ในบางบริบท โดยเฉพาะในระดับวิชาการหรือราชการระดับสูง ทั้งที่ในเชิงวัฒนธรรมดั้งเดิม สมัยที่การศึกษายังจำกัดอยู่ในวัด คำว่า “ครู” ต่างหากที่ทรงพลัง มีความขลัง เป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา เป็นทั้งครูบาอาจารย์ ครูหมอ ครูช่าง หรือแม้แต่ครูเพลง
ครู จึงไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นความหมายของการให้
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่ง หรือการเรียกขานจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ฉันภาคภูมิใจที่สุดตลอดชีวิตรับราชการ คือการได้เป็น "ครู" คำเรียกที่อาจฟังดูธรรมดา แต่เต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง และสะท้อนจิตวิญญาณของผู้ให้โดยแท้จริง
อ้างอิง ;
๑) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
๒) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายหลังการปฏิรูประบบราชการ
๓) บทความ “คำว่าครูในวัฒนธรรมไทย” โดย ศ.ดร.นิยะดา เหล่าสุนทร
-สวัสดีครับครู-คุณครูใจดีทุกคนครับ-สุขภาพแข็งแรงไวๆ นะครับ
ขอบคุณมาก ๆ ครับคุณเพชรน้ำหนึ่ง เช่นกันด้วยนะครับ