อุตตราวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๕. อุตตราวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่นางอุตตรา
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
[๑๒๔] เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอยู่ ดุจดาวประกายพรึก
[๑๒๕] เพราะบุญอะไรผิวพรรณเธอจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ
[๑๒๖] เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามว่า เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๑๒๗] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมตามที่พระเถระถามว่า
[๑๒๘] เมื่อดิฉันยังครองเรือนอยู่ มิได้มีความริษยา ความตระหนี่ ความตีเสมอ ดิฉันมีนิสัยไม่มักโกรธ ประพฤติตามคำสั่งสามี และไม่ประมาทในการรักษาศีลอุโบสถเป็นนิตย์
[๑๒๙] ดิฉันเข้าจำอุโบสถศีลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ทุกวัน ๑๔ ค่ำ (คือ วันแรม ๑๔ ค่ำในเดือนขาด) ๑๕ ค่ำและ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ (คือ วันรับ วันขึ้น ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ วันแรม ๗ ค่ำ ๑๓ ค่ำ ๑๔ ค่ำ วันส่ง คือ วันขึ้น-แรม ๙ ค่ำ ๑ ค่ำเช่นเดียวกันทั้งหมด อีกนัยหนึ่ง ปาฏิหาริยปักษ์ หมายถึง อุโบสถที่รักษาประจำตลอด ๓ เดือน ภายในพรรษา ถ้าไม่อาจรักษา ๓ เดือนได้ ก็ให้รักษา ๑ เดือน ในระหว่างวันปวารณาทั้งสอง (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) หรือถ้าไม่อาจรักษาได้ ๑ เดือน ก็รักษาตลอดครึ่งเดือน คือ ตั้งแต่วันปวารณาต้น (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑))
[๑๓๐] ดิฉันสำรวมระวังในศีลตลอดเวลา และแจกจ่ายทานด้วยความเคารพ จึงได้ครอบครองวิมานนี้
[๑๓๑] ดิฉันงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักขโมย จากการประพฤตินอกใจสามี สำรวมระวังจากการพูดเท็จ และเว้นไกลการดื่มน้ำเมา
[๑๓๒] ดิฉันยินดีในศีล ๕ ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าโคดม ผู้มีพระจักษุ มีพระยศ
[๑๓๓] เพราะศีลของตน ดิฉันนั้นจึงมีเกียรติยศบริวารยศ เสวยผลบุญของตนอยู่เป็นสุข ไร้โรค
[๑๓๔] เพราะบุญนั้นผิวพรรณดิฉันจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่ดิฉัน
[๑๓๕] ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอกราบเรียนว่า เพราะบุญที่ได้ทำไว้สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
(เทพธิดาได้กราบเรียนต่อไปว่า)
[๑๓๖] พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอท่านพึงถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า (แล้วกราบทูล) ตามคำของดิฉันว่า “อุตตราอุบาสิกาถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ดิฉันว่าจะได้บรรลุสามัญผลขั้นใดขั้นหนึ่งนั้นไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับที่ทรงพยากรณ์ดิฉันว่า จะได้บรรลุสกทาคามิผลเลย”
อุตตราวิมานที่ ๑๕ จบ
---------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑
๑๕. อุตตราวิมาน
อรรถกถาอุตตราวิมาน
อุตตราวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์.
สมัยนั้น บุรุษเข็ญใจชื่อปุณณะ อาศัยราชคฤหเศรษฐี เลี้ยงชีพอยู่. ภริยาของเขาชื่อว่าอุตตรา. หญิงที่เป็นคนในเรือนชื่อว่าอุตตรา มี ๒ คน รวมทั้งธิดา [ของเขาด้วย]
ต่อมาวันหนึ่ง เขาโฆษณาว่า มหาชนในกรุงราชคฤห์ควรเล่นนักษัตร ๗ วัน.
เศรษฐีฟังเรื่องนั้นแล้วพูดกะปุณณะซึ่งมาแต่เช้าว่า พ่อเอ๋ย คนใกล้บ้านเรือนเคียงของเราประสงค์จะเล่นนักษัตรกัน เจ้าเล่าจักเล่นนักษัตรหรือจักทำงานรับจ้าง.
ปุณณะตอบว่า นายท่าน ธรรมดางานนักษัตร ก็สำหรับคนมีทรัพย์ดอกขอรับ ส่วนในเรือนของกระผมไม่มีแม้แต่ทรัพย์และข้าวสารที่จะกิน ในวันพรุ่งนี้ กระผมไม่ต้องการงานนักษัตร ได้โคก็จักไปไถนา.
เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จงรับเอาโคไป.
เขารับเอาโคงานและไถจ้างงานไป กล่าวกะภริยาว่า แม่นาง ชาวเมืองเล่นงานนักษัตรกัน เพราะเป็นคนจน ฉันก็ต้องไปทำงานรับจ้าง เจ้าหุงต้มอาหารเป็น ๒ เท่าในวันนี้ก่อนแล้วค่อยนำไปให้ฉันนะ แล้วก็ไปนา.
แม้ท่านพระสารีบุตรเถระเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วันแล้ว ออกจากนิโรธสมาบัตินั้น สำรวจดูว่า วันนี้ เราควรจะสงเคราะห์ใครเล่าหนอ ก็เห็นปุณณะเข้าอยู่ในข่ายคือญาณของตน ใคร่ครวญดูว่าปุณณะผู้นี้มีศรัทธาอาจสงเคราะห์เราไหมหนอ ก็รู้ว่าเขามีศรัทธาสามารถสงเคราะห์ได้ และเขาจะได้มหาสมบัติ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย จึงถือบาตรจีวรไปยังที่เขาไถนา เห็นกอไม้กอหนึ่งใกล้ริมบ่อ จึงยืนอยู่.
ปุณณะเห็นพระเถระแล้วหยุดไถนา ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ คิดว่าพระเถระคงต้องการไม้ชำระฟัน จึงทำกัปปิยะไม้ชำระฟันแล้วถวาย. พระเถระจึงนำบาตรและผ้ากรองน้ำให้เขาไป. เขาคิดว่าพระเถระคงต้องการน้ำ จึงรับบาตรและผ้ากรองน้ำนั้น กรองน้ำแล้วถวาย.
พระเถระคิดว่า ปุณณะนี้อยู่หลังเรือนของคนอื่นๆ ถ้าเราจักไปยังประตูเรือนของเขา ภริยาของปุณณะนี้คงจักไม่อาจเห็นเราได้ จำเราจักอยู่ในที่ตรงนี้แหละจนกว่าภริยาของเขานำอาหารเดินทางมา. พระเถระรออยู่หน่อยหนึ่งในที่ตรงนั้นนั่นแหละ รู้ว่าภริยาของเขาเดินทางมาแล้ว ก็ออกเดินบ่ายหน้าไปภายในกรุง. ระหว่างทาง นางเห็นพระเถระ ก็คิดว่า บางคราวเมื่อมีไทยธรรม เราก็ไม่พบพระผู้เป็นเจ้า บางคราวเมื่อเราพบพระผู้เป็นเจ้า ก็ไม่มีไทยธรรม แต่วันนี้ เราพบพระผู้เป็นเจ้าด้วย ไทยธรรมนี้ก็มีอยู่ด้วย พระผู้เป็นเจ้าจักสงเคราะห์เราได้ไหมหนอ. นางลดภาชนะอาหารลงแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขออย่าคิดเลยว่าของนี้ปอนหรือประณีต โปรดสงเคราะห์ดีฉันผู้เป็นทาสเถิด.
ขณะนั้น พระเถระก็น้อมบาตรเข้าไป เมื่อนางเอามือข้างหนึ่งถือภาชนะ เอามืออีกข้างหนึ่งถวายอาหารจากภาชนะนั้น เมื่อถวายได้ครึ่งหนึ่ง ท่านก็เอามือปิดบาตรบอกว่า พอละ.
นางจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า อาหารนี้มีส่วนเดียวไม่อาจแบ่งเป็นสองส่วนได้ ขอท่านโปรดอย่าสงเคราะห์เฉพาะโลกนี้แก่ทาสของท่านเลย สงเคราะห์ถึงโลกหน้าด้วย ดีฉันปรารถนาจะถวายหมดไม่เหลือเลยเจ้าข้า แล้วเอาอาหารทั้งหมดวางลงในบาตรของท่าน ตั้งความปรารถนาว่า ขอดีฉันจงมีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว ด้วยนะเจ้าข้า.
พระเถระกล่าวว่า จงสมปรารถนาเถิด แล้วยืนทำอนุโมทนา นั่งฉัน ณ ที่สะดวกด้วยน้ำแห่งหนึ่ง.
แม้นางก็กลับไปหาข้าวสารหุงเป็นข้าวสวย.
ส่วนปุณณะไถที่ประมาณ ๘ กรีสไม่อาจทนความหิวได้ก็ปลดโค เข้าไปยังร่มไม้แห่งหนึ่ง นั่งมองนางอยู่. ขณะนั้น ภริยาของเขาถืออาหารเดินไป เห็นเขาแล้วก็คิดว่า เขาหิวนั่งมองเรา ถ้าจักตะคอกเราว่า ช่างช้าเหลือเกิน แล้วตีด้วยด้ามปฏักไซร้ กรรมที่เราทำก็จักไร้ประโยชน์ จำเราจักบอกกล่าวเขาเสียก่อน จึงพูดอย่างนี้ว่า นายจ๋า วันนี้ดีฉันทำจิตผ่องใสทั้งวัน โปรดอย่าทำกรรมที่ดีฉันทำไว้แล้วให้ไร้ประโยชน์เลย ดีฉันนำอาหารสำหรับนายมาแต่เช้า ระหว่างทางพบท่านพระธรรมเสนาบดี จึงถวายอาหารสำหรับนายแก่ท่าน แล้วกลับบ้านหุงอาหารแล้วจึงมา นายจ๋า โปรดทำจิตให้ผ่องใสเถิด.
ปุณณะนั้นถามว่า แม่นางพูดอะไร ฟังเรื่องนั้นสักครั้ง แล้วกล่าวว่า แม่นาง เจ้าถวายอาหารสำหรับฉันแก่พระผู้เป็นเจ้า ช่างทำดีแท้ แม้ฉันก็ถวายไม้ชำระฟันและน้ำบ้วนปากแก่ท่านเมื่อเช้าตรู่วันนี้ เขามีใจผ่องใสยินดีถ้อยคำนั้น ลำบากกายเพราะได้อาหารตอนสาย จึงวางศีรษะหนุนตักของนางแล้วก็หลับไป.
ลำดับนั้น เนื้อที่ๆ เขาไถตอนเช้า ละเอียดเป็นฝุ่น กลายเป็นทองสีแดงไปหมด ปรากฏงดงามเหมือนกองดอกกรรณิการ์. เขาตื่นแล้วมองดู กล่าวกะภริยาว่า แม่นาง เนื้อที่ๆ ฉันไถไว้แห่งหนึ่งปรากฏชัดแก่ฉันเป็นทองไปหมด หรือลูกตาของฉันฝาดไป เพราะได้อาหารสายเกินไปหนอ.
ภริยากล่าวว่า นายจ๋า มันปรากฏแก่สายตาของดีฉันก็อย่างนั้นเหมือนกันจ้ะ.
เขาลุกขึ้นเดินไปที่นั้นหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่ง ทุบที่หัวไถก็รู้ว่าเป็นทองจริงๆ คิดว่า โอ! ผลในทานที่เราถวายพระผู้เป็นเจ้าพระธรรมเสนาบดีแสดงในวันนี้แล้วสิหนอ เราไม่อาจปกปิดทรัพย์เท่านี้ไว้บริโภคได้แล้วบรรจุทองเต็มภาชนะอาหารที่ภริยานำมา ไปยังราชสกุล.
พระราชาพระราชทานโอกาสแล้วเข้าไปถวายบังคม เมื่อตรัสถามว่า อะไรกัน พ่อเอ๋ย จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ วันนี้เนื้อที่ๆ ข้าพระบาทไถนา กลายเป็นกองทองไปหมด จะโปรดให้นำทองที่เกิดมาไว้ก็ควรด้วยเกล้า พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า เจ้าเป็นใคร. กราบทูลว่า ข้าพระบาท ชื่อปุณณะ พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า วันนี้เจ้าทำบุญอะไร. กราบทูลว่า ข้าพระบาทถวายไม้ชำระฟันและน้ำบ้วนปากแต่เช้าตรู่แก่ท่านพระธรรมเสนาบดี ส่วนภริยาของข้าพระบาท ถวายอาหารที่เขานำมาสำหรับข้าพระบาทแก่พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลาย เขาว่าผลทานที่ถวายท่านพระธรรมเสนาบดีแสดงออกแล้วในวันนี้นี่เอง ตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย เจ้าจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า โปรดส่งเกวียนหลายพันเล่มให้ขนทองเข้ามาเถิด พระเจ้าข้า.
พระราชาก็ทรงส่งเกวียนไปขน. เมื่อพวกราชบุรุษถือเอาทอง ด้วยพูดว่า สมบัติของพระราชา ทองที่ถือเอาก็กลายเป็นดินไป จึงไปกราบทูลพระราชา. ตรัสถามว่า พวกเจ้าพูดว่ากระไร จึงถือเอา. กราบทูลว่า สมบัติของพระองค์ พระเจ้าข้า. จึงทรงสั่งว่า พ่อเอ๋ย พวกเจ้าจงไปใหม่ กล่าวว่า สมบัติของปุณณะ แล้วถือเอามา. พวกราชบุรุษก็ปฏิบัติตามที่ทรงสั่งไว้. ทองที่ถือเอาๆ ก็เป็นทองดังเดิม.
พวกเขาขนทองมาหมดแล้ว ทำเป็นกองไว้ที่พระลานหลวง กองสูงถึง ๘๐ ศอก. พระราชาจึงทรงสั่งให้ชาวกรุงประชุมกัน ตรัสถามว่า ในพระนครนี้ ทองของใครมีเท่านี้บ้าง. กราบทูลว่า ไม่มี พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า ควรให้อะไรแก่เขาเล่า. กราบทูลว่า ฉัตรตำแหน่งเศรษฐี พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ปุณณะจงเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก แล้วพระราชทานฉัตรตำแหน่งเศรษฐีแก่เขาพร้อมด้วยโภคสมบัติยิ่งใหญ่.
ครั้งนั้น ปุณณะนั้นกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทอยู่ในสกุลอื่นตลอดเวลาเท่านี้ ขอโปรดพระราชทานที่อยู่แก่ข้าพระบาทด้วย. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น จงดู นั่นกองไม้ปรากฏอยู่ จงให้นำกองไม้นั้นมาปลูกเรือนเสีย ตรัสบอกสถานที่เป็นเรือนของเศรษฐีเก่า.
ปุณณเศรษฐีนั้นให้ปลูกเรือน ๒-๓ วันเท่านั้นตรงที่นั้น รวมงานมงคลขึ้นบ้านและงานมงคลฉลองฉัตรตำแหน่งเป็นงานเดียวกัน ได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน.
ครั้งนั้น พระศาสดา เมื่อทรงอนุโมทนาทาน ตรัสอนุปุพพีกถาแก่เขา จบธรรมกถา ปุณณเศรษฐีภริยาและธิดาของเขา ชื่ออุตตรารวม ๓ คนได้เป็นโสดาบัน.
ต่อมา ราชคหเศรษฐีขอธิดาของปุณณเศรษฐีให้บุตรของตน ถูกปุณณเศรษฐีปฏิเสธ จึงกล่าวว่า อย่าทำอย่างนี้เลย ท่านอาศัยเราอยู่ตลอดเวลาเท่านี้จึงได้สมบัติ จงให้ธิดาของท่านแก่บุตรเราเถิด. ปุณณเศรษฐีนั้นกล่าวว่าพวกท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ธิดาของเราเว้นพระรัตนตรัยเสีย ก็อยู่ด้วยไม่ได้ เราจึงไม่ให้ธิดาแก่บุตรของท่านนั้น.
ครั้งนั้น กุลบุตรเศรษฐีคฤหบดีเป็นต้นเป็นอันมาก พากันอ้อนวอนปุณณเศรษฐีนั้นว่า ท่านอย่าทำลายความคุ้นเคยกับราชคหเศรษฐีนั้นเลย โปรดให้ธิดาแก่เขาเถิด.
ปุณณเศรษฐีนั้นรับคำของคนเหล่านั้น แล้วได้ให้ธิดาในดิถีเพ็ญเดือน ๘.
ครั้งนั้น ตั้งแต่มีสามี อุตตราธิดานั้นไม่ได้เข้าไปหาภิกษุหรือภิกษุณี ถวายทานหรือฟังธรรมเลย เมื่อเวลาล่วงไป ๒ เดือนครึ่ง จึงถามหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตนว่า บัดนี้ในพรรษายังเหลืออยู่เท่าไร. หญิงรับใช้จึงตอบว่า ครึ่งเดือน เจ้าค่ะแม่เจ้า.
อุตตราธิดานั้นจึงส่งข่าวบอกบิดามารดาว่า เหตุไร บิดามารดาจึงจับลูกขังไว้ในเรือนจำอย่างนี้ บิดามารดาเฆี่ยนดีฉัน ประกาศให้เป็นทาสของคนอื่นเสียยังจะดีกว่า ไม่ควรให้แก่สกุลมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ ตั้งแต่ดีฉันมาแล้ว ก็ไม่ได้ทำบุญแม้สักอย่างหนึ่ง เป็นต้นว่าเห็นภิกษุ.
คราวนั้น บิดาของนางจึงประกาศความเสียใจว่า ธิดาของเราตกทุกข์จึงส่งทรัพย์ไป ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ และส่งข่าวไปว่าในนครนี้มีโสเภณีชื่อสิริมา รับทรัพย์วันละพันทุกวัน จงเอาทรัพย์นี้นำนางมามอบแก่สามีแล้ว จงทำบุญตามชอบใจของตนเถิด.
นางอุตตราธิดาก็กระทำอย่างนั้น เมื่อสามีเห็นนางสิริมาจึงถามว่า นี้อะไรกัน จึงกล่าวว่า นายท่าน สหายของฉันจะปรนนิบัติท่านตลอดครึ่งเดือนนี้ ส่วนดีฉันประสงค์จะให้ทาน ฟังธรรมตลอดกึ่งเดือนนี้.
สามีนั้นเห็นหญิงนั้นสวยก็เกิดความสิเนหา จึงรับคำว่า ดีซิจ๊ะ.
ฝ่ายนางอุตตราธิดานิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดอย่าไปที่อื่น รับอาหารในที่นี้นี่แหละตลอดครึ่งเดือนนี้ ถือเอาปฏิญญาของพระศาสดาดีใจว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป เราจักได้บำรุงพระศาสดาและฟังธรรมจนถึงวันมหาปวารณา. สั่งว่า พวกเจ้าจงต้มข้าวต้มอย่างนี้ จงหุงข้าวสวยอย่างนี้ จงทอดขนมอย่างนี้ เที่ยวจัดแจงกิจทุกอย่างในโรงครัวใหญ่.
ลำดับนั้น สามีของนางมุ่งหน้าไปยังโรงครัวใหญ่ด้วยคิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันมหาปวารณา ยืนใกล้หน้าต่างตรวจดูว่า หญิงโง่งั่งคนนั้นกำลังเที่ยวทำอะไรหนอ เห็นนางนั้นมอมแมมด้วยเหงื่อเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าเที่ยวจัดแจงอยู่อย่างนั้น คิดว่า โอ หญิงโง่เง่าไม่ได้เสวยสิริสมบัตินี้ในฐานะเช่นนี้ เที่ยวปลื้มใจว่าจักบำรุงเหล่าสมณะโล้น ดังนี้หัวเราะแล้วลับไป.
เมื่อสามีนั้นลับไปแล้ว นางสิริมาซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ สามีของนางนั้น คิดว่าผู้นี้เห็นอะไรหนอจึงหัวเราะ จึงมองไปทางหน้าต่างนั้นนั่นแหละ เห็นนางอุตตราธิดาก็คิดว่าผู้นี้เห็นหญิงนี้เองจึงหัวเราะ และผู้นี้คงสนิทชิดชมกับหญิงผู้นี้แน่.
ได้ยินว่า นางสิริมานั้นเป็นหญิงภายนอก อยู่เสวยสมบัตินั้นในเรือนนั้นครึ่งเดือน ไม่รู้ความที่ตนเป็นหญิงภายนอก สำคัญว่าตนเป็นแม่เรือน.
นางจึงผูกอาฆาตในนางอุตตราธิดา คิดว่าเราจะก่อทุกข์แก่หญิงคนนี้ ลงจากปราสาทเข้าโรงครัวใหญ่ คว้ากระบวยตักเนยใสที่เดือดในที่ทอดขนมไปตรงข้างหน้านางอุตตราธิดา.
นางอุตตราธิดาเห็นนางสิริมากำลังเดินมา จึงแผ่เมตตาไปยังนางว่า สหายของเราได้ทำอุปการะแก่เรา จักรวาลก็ยังแคบเกินไป พรหมโลกก็ยังต่ำเกินไป สหายของเรามีคุณยิ่งใหญ่ ถึงเราก็อาศัยนางจึงได้ให้ทานฟังธรรม ถ้าเรามีความโกรธในสหายผู้นี้ เนยใสนี้จงลวกเรา ถ้าเราไม่มีความโกรธ เนยใสก็จงอย่าลวกเรา.
ถึงเนยใสที่เดือดแม้นางสิริมาราดลงบนศีรษะของนางอุตตราธิดานั้น ก็เป็นประหนึ่งน้ำเย็น.
ขณะนั้น นางสิริมาคิดว่าเนยใสนี้คงจักเย็น จึงเอากระบวยตักใหม่ถือเดินมา. พวกทาสีของนางอุตตราเห็นก็ตะคอกว่า เฮ้ยอีหญิงดื้อ เจ้าไม่ควรจะราดเนยที่เดือดบนศีรษะเจ้านายของข้า ลุกขึ้นรุมตบถีบจนนางสิริมาล้มลง. นางอุตตราธิดาแม้จะห้ามก็ห้ามไม่ได้. ครั้งนั้น นางยืนอยู่ข้างบนห้ามทาสีทุกคนแล้วสอบสวนนางสิริมาว่า เหตุไร เจ้าจึงทำกรรมหนักเช่นนี้ ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ชโลมด้วยน้ำมันยาที่เคี่ยวถึงร้อยครั้ง.
ขณะนั้น นางสิริมารู้สึกว่าตนเป็นหญิงภายนอก จึงคิดว่า เราราดเนยใสที่เดือดบนศีรษะหญิงผู้นี้ เพราะเหตุเพียงสามีหัวเราะ กระทำกรรมหนักแล้ว หญิงผู้นี้ไม่สั่งทาสีจับเรา แม้เวลาที่พวกทาสีทำร้ายเราก็ยังห้ามปรามทาสีทุกคน ได้กระทำสิ่งที่ควรทำแก่เราทีเดียว ถ้าเราไม่ขอขมานาง ศีรษะของเราก็คงจะแตก ๗ เสี่ยง จึงหมอบลงใกล้เท้าอุตตราธิดานั้น กล่าวว่า แม่นายโปรดอดโทษแก่ดีฉันเถิด.
อุตตราธิดากล่าวว่า เราเป็นธิดามีบิดา เมื่อบิดาของเราอดโทษ เราก็จะอดโทษให้. นางสิริมากล่าวว่า สุดแต่แม่นายเถิด ดีฉันจะให้ปุณณเศรษฐีบิดาของท่านอดโทษให้.
อุตตราธิดากล่าวว่า ท่านปุณณเศรษฐีเป็นชนกบิดาในวัฏฏะของดีฉัน แต่เมื่อชนกบิดาในวิวัฏฏะอดโทษแล้ว ดีฉันจึงจะอดโทษให้.
นางสิริมาถามว่า ก็ใครเล่าเป็นชนกบิดาในวิวัฏฏะของท่าน.
นางตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
นางสิริมากล่าวว่า ดีฉันไม่คุ้นกับพระองค์นี้ ดีฉันจะทำอย่างไรเล่า?
นางอุตตราธิดากล่าวว่า พรุ่งนี้ พระศาสดาจักทรงพาภิกษุสงฆ์มาในที่นี้ เธอก็จงถือสักการะตามแต่จะได้มาในที่นี้นี่แหละ จงให้พระองค์งดโทษให้.
นางสิริมากล่าวว่า ดีละแม่เจ้า แล้วก็ลุกขึ้นไปเรือนตนสั่งหญิงรับใช้ ๕๐๐ คนจัดแจงของเคี้ยวของกินและกับข้าวต่างๆ รุ่งขึ้นก็ถือสักการะนั้นมายังเรือนของนางสิริมา ไม่อาจจะวางของลงในบาตรของภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขได้ จึงยืนอยู่ นางอุตตราธิดาก็รับของนั้นมาทั้งหมดแล้วจัดการให้.
ครั้นพระศาสดาเสวยเสร็จ ฝ่ายนางสิริมาพร้อมกับบริวารก็หมอบลงแทบเบื้องบาทพระศาสดา.
ขณะนั้น พระศาสดาตรัสถามนางว่า เจ้ามีความผิดอะไร.
นางสิริมากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อวันวาน ข้าพระองค์กระทำกรรมชื่อนี้ ขณะนั้นสหายของข้าพระองค์จึงห้ามเหล่าทาสีที่จะทำร้ายข้าพระองค์ ได้กระทำอุปการะแก่ข้าพระองค์โดยแท้ ข้าพระองค์นั้นสำนึกรู้คุณของนางจึงขอขมานาง แต่นางกล่าวกะข้าพระองค์ว่า เมื่อพระองค์งดโทษ นางจึงจะงดโทษ.
พระศาสดาตรัสถามว่า อุตตรา เขาว่าอย่างนี้จริงหรือ. นางอุตตราธิดาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จริงเจ้าข้า สหายราดเนยใสเดือดบนศีรษะของข้าพระองค์เจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสถามว่า เมื่อเป็นดังนั้น เจ้าคิดอะไร.
นางอุตตราธิดาทูลว่า ข้าพระองค์คิดอย่างนี้ว่า จักรวาลก็แคบเกินไป พรหมโลกก็ต่ำเกินไป สหายของข้าพระองค์มีคุณยิ่งใหญ่ ด้วยว่าข้าพระองค์อาศัยนางจึงได้ให้ทานและฟังธรรม ถ้าว่าข้าพระองค์มีความโกรธในนาง ขอเนยใสนี้จงลวกข้าพระองค์ ถ้าไม่โกรธขอเนยใสอย่าลวก แล้วก็แผ่เมตตาไปยังนางพระเจ้าค่ะ
พระศาสดาตรัสว่า ดีละ ดีละอุตตรา ชนะความโกรธอย่างนี้ก็สมควร ด้วยว่าขึ้นชื่อว่าผู้โกรธ ผู้ไม่โกรธพึงชนะ ผู้ด่า ผู้ไม่ด่าก็พึงชนะ ผู้บริภาษ ผู้ไม่บริภาษก็พึงชนะ ผู้ตระหนี่ถี่เหนียว อันเขาพึงชนะได้ด้วยการให้ทรัพย์สิ่งของของตน ผู้พูดเท็จอันเขาพึงชนะด้วยการพูดจริง
เมื่อทรงแสดงความข้อนี้ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเน
ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ
พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะความไม่ดี ด้วยความดี
พึงชนะความตระหนี่ ด้วยการให้ พึงชนะผู้พูดเท็จ ด้วยคำจริง.
จบคาถาก็ได้ตรัสกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ จบสัจจะ นางอุตตราธิดาก็ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล. สามี บิดาของสามีและมารดาของสามี กระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล. แม้นางสิริมากับบริวาร ๕๐๐ ก็ได้เป็นโสดาบัน.
ต่อมา นางอุตตราธิดาตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกตามนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง พบนางอุตตราเทวธิดา จึงถามด้วยคาถาว่า
ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่างไปทุกทิศ ประหนึ่งดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ท่านครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาโดยอาการที่ท่านถามถึงกรรมที่มีผลอย่างนี้ กล่าวตอบว่า
ดีฉันอยู่ครองเรือน ไม่มีความริษยา ความตระหนี่ และการตีเสมอ ดีฉันไม่เป็นคนมักโกรธ อยู่ในโอวาทของสามี เป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิจ
ในวันอุโบสถ ดีฉันถืออุโบสถประกอบไปด้วยองค์ ๘ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ วันรับ-วันส่ง ดีฉันสำรวมในศีลทุกเมื่อ มีความระมัดระวัง ชอบให้ทาน จึงครองวิมานอยู่
ดีฉันเว้นขาดจากปาณาติบาต มุสาวาท อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารและเว้นไกลจากการดื่มน้ำเมา ยินดีในสิกขาบท ๕ รอบรู้อริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระยศ ผู้มีพระจักษุ
ดีฉันนั้นมียศด้วยยศเสวยบุญของตน มีความสุข มีอนามัย ก็ด้วยศีลของตนเอง เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกดแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกกล่าวแก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
นางอุตตราเทพธิดาสั่งความท่านพระโมคคัลลานะว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านพึงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ตามคำของดีฉันว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อว่าอุตตราถวายบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์เลยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงพยากรณ์ดีฉันไว้ในสามัญญผลอันใดอันหนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ดีฉันไว้ในสกทาคามิผลแล้ว.
จบอรรถกถาอุตตราวิมาน
-----------------------------------------------------