ช่วงนี้กระแสในโลกออนไลน์และการถกเถียงในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเริ่มหันมาสนใจอาการทางใจอย่างหนึ่ง ที่แม้จะไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่กลับส่งผลกระทบหนักหน่วง ซึ่งคนที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) หลายคนเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองก็เผชิญอยู่เหมือนกัน นั่นคือ ภาวะอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง (Rejection Sensitive Dysphoria หรือ R.S.D.) ถึงแม้จะยังไม่ถูกจัดเป็นโรคอย่างเป็นทางการในคู่มือจิตเวช แต่ R.S.D. ก็คืออาการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงหรือถาโถมเข้ามา เมื่อถูกวิจารณ์ ปฏิเสธ หรือเจอความผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเองก็ตาม ครีเอเตอร์ใน TikTok หลายคนเปรียบความรู้สึกนี้ว่าเหมือน “ลูกโป่งแตก” จนกลายเป็นที่สนใจ มีคนดูเป็นล้านๆ บนโซเชียลมีเดีย แหล่งข้อมูล

แล้วเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยยังไง? ในช่วงที่สังคมไทยตื่นตัวและมีการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจมิติทางอารมณ์ที่มักพ่วงมากับภาวะนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งกับตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัว และคนในแวดวงการศึกษา ยิ่งในวัฒนธรรมไทยที่เน้นความประนีประนอม การรักษาหน้า และการให้เกียรติกัน คนที่เป็นสมาธิสั้นอาจยิ่งรู้สึกอับอายและแปลกแยกได้ง่าย เมื่ออาการทางอารมณ์ทำให้พวกเขาดูแตกต่างออกไป การที่ R.S.D. กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตไทยหยิบมาคุยกัน ก็สะท้อนว่าทัศนคติของสังคมกำลังเปลี่ยนไป และผู้คนก็พร้อมจะเปิดใจคุยเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น

คำว่า R.S.D. เริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนที่เป็นสมาธิสั้นจากงานของ ดร. บิล ดอดสัน จิตแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยสมาธิสั้นมานับพันคน ถึงแม้ ดร. ดอดสัน จะไม่ใช่คนคิดคำนี้ขึ้นมาเอง แต่เขาก็นำแนวคิดนี้มาจากการวิจัยก่อนหน้าเรื่องภาวะซึมเศร้าที่แตกต่างจากปกติ (atypical depression) แล้วมากำหนดเกณฑ์เฉพาะเพื่อช่วยให้นิยามและระบุภาวะ R.S.D. ได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา เขาได้พูดและเขียนถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยอธิบายว่ามันไม่ใช่แค่ความรู้สึกอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ธรรมดาๆ ดร. ดอดสัน ชี้ว่า แม้คนที่มีปัญหาด้านอารมณ์หรือบุคลิกภาพหลายแบบอาจจะอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธ แต่ R.S.D. มีความเชื่อมโยงกับ ADHD เป็นพิเศษ: “คนที่เผชิญกับ R.S.D. ไม่ใช่แค่เซนซิทีฟกับคำวิจารณ์ที่พวกเขารับรู้เท่านั้น แต่ยังตำหนิตัวเองอย่างรุนแรงด้วย และอารมณ์ก็สามารถเปลี่ยนปุบปับ ซึ่งมักจะดิ่งไปสู่ความซึมเศร้าหรือความโกรธเกรี้ยว” เขาอธิบาย แหล่งข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะเห็นด้วย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยเองก็ยังไม่ได้รับรอง R.S.D. อย่างเป็นทางการ และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่าง ดร. เอริก เมสซิอัส หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ ก็มองว่าความอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธเป็นอาการที่พบได้ในความผิดปกติทางอารมณ์หลายๆ แบบ ไม่ใช่แค่ใน ADHD เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น นักบำบัดอย่าง ดร. ลินด์เซย์ บลาส ก็มองว่าคำนี้มีประโยชน์ เพราะมัน “ช่วยอธิบายให้เห็นภาพว่าคำวิจารณ์สามารถทำให้บางคนเจ็บปวดรุนแรงได้ขนาดไหน” โดยเฉพาะกับคนที่เป็นสมาธิสั้น ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกสังคมกีดกันหรือเข้าใจผิดได้ง่ายอยู่แล้ว

อาการของ R.S.D. มักแสดงออกเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงจนบางครั้งดูไม่สมเหตุสมผลกับเรื่องที่เกิดขึ้น เอริน ไรเดอร์ คุณครูสาวที่เป็นสมาธิสั้น เล่าประสบการณ์ว่า แค่แฟนหนุ่มยกเลิกนัดเล็กน้อย ก็ทำให้เธอคิดวนเวียนในแง่ลบและรู้สึกเหมือนอารมณ์ท่วมท้นจนรับไม่ไหว ซึ่งเธอมารู้ตัวทีหลังว่าอาการมันรุนแรงเกินกว่าเหตุการณ์จริงไปมาก เรื่องราวทำนองนี้ก็มีให้เห็นบ่อยๆ ในกลุ่มช่วยเหลือและบนโซเชียลมีเดียในไทย ที่คนรุ่นใหม่มาแชร์ประสบการณ์ความกังวลเมื่อต้องเข้าสังคม การพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ และความไม่มั่นใจในตัวเอง หลังจากเจอเรื่องผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ ในความสัมพันธ์กับคนอื่น

การรับมือกับ R.S.D. ถือเป็นเรื่องท้าทาย ต้องอาศัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งการรู้เท่าทันตัวเอง การทำจิตบำบัด และบางครั้งก็อาจต้องใช้ยาช่วย แต่ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษา R.S.D. โดยเฉพาะ แพทย์จึงมักสั่งจ่ายยาคลายกังวลทั่วไป ซึ่งผลลัพธ์ก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy - CBT) ดูจะได้ผลดีเป็นพิเศษ ดร. เดวิด กูดแมน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ แนะนำ “การบำบัดโดยการเผชิญหน้า (exposure therapy)” ซึ่งเป็นการค่อยๆ ฝึกเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจร่วมกับนักบำบัด เพื่อลดความกลัวการถูกปฏิเสธ ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับมุมมองความคิดแง่ลบ และการสื่อสารอย่างเปิดอก ดร. บลาส แนะนำให้ผู้ป่วยลองพูดประมาณว่า “หนู/ผมรู้ตัวว่าชอบคิดไปในทางร้ายที่สุด แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล อยากจะคุยให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น”

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับลำดับขั้นและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ใกล้ชิด การถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะจากเพื่อน ครู หรือเพื่อนร่วมงาน อาจยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ้นไปอีก เด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นสมาธิสั้นมักเล่าถึงความกดดันที่ต้องพยายามทำให้ได้ตามมาตรฐานสูงๆ ที่พ่อแม่หรือโรงเรียนคาดหวัง ซึ่งพอทำไม่ได้ก็มักจะรู้สึกอับอายและเสียหน้า ทั้งกับตัวเองและครอบครัว ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งทำให้ผลกระทบของ R.S.D. รุนแรงขึ้นเงียบๆ ผลักดันให้คนนั้นกลายเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ชอบหลีกเลี่ยงปัญหา หรือแม้กระทั่งนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชาวไทยและนักวิชาการต่างชาติเห็นตรงกัน แหล่งข้อมูล

ที่ผ่านมา สังคมไทยมีวิธีรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนผ่านวัฒนธรรม ‘ความเกรงใจ’ ซึ่งก็คือการไม่อยากรบกวนหรือสร้างความลำบากใจให้ผู้อื่น สำหรับคนไทยที่เป็นสมาธิสั้นและมีภาวะ R.S.D. วัฒนธรรมนี้อาจทำให้พวกเขาเลือกที่จะเก็บกดความเจ็บปวด ซ่อนปัญหาที่เจอ หรือเลี่ยงที่จะขอความช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างนั้น การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตที่เปิดกว้างขึ้นในโลกออนไลน์ บทบาทของนักจิตวิทยาชาวไทย และแคมเปญรณรงค์ต่างๆ ก็กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ไปทีละน้อย โดยเฉพาะ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็มีโครงการต่างๆ ออกมาเพื่อช่วยลดอคติในสังคม และเพิ่มโอกาสให้เยาวชน รวมถึงคนที่ต้องรับมือกับปัญหาทางอารมณ์ที่เกี่ยวกับ ADHD ได้เข้าถึงบริการให้คำปรึกษา แหล่งข้อมูล

เมื่อสังคมเริ่มเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งโรงเรียนและครอบครัวในไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับมิติทางอารมณ์ของ ADHD ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมภายนอก การสร้างห้องเรียนที่ไม่แบ่งแยก (inclusive classrooms) การมีโปรแกรมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (social-emotional learning) และการอบรมครูให้เข้าใจความหลากหลายทางระบบประสาท (neurodiversity) สามารถช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนที่อ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธและผลกระทบที่ตามมาได้ ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่ โครงการส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงาน และกลุ่มช่วยเหลือดูแลกันเอง (peer support groups) ซึ่งมีทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ก็เป็นช่องทางให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและดูแลใจกันได้

ในอนาคต หากมีงานวิจัยมากขึ้นและเรื่อง R.S.D. เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง นโยบายสุขภาพจิตของไทยจะมีความท้าทายสำคัญสองด้าน คือ การทำให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจภาวะนี้กว้างขวางขึ้น นอกเหนือไปจากการวินิจฉัยแบบเดิมๆ และการทำให้การช่วยเหลือที่ตรงจุดสำหรับภาวะอ่อนไหวทางอารมณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย ADHD แบบองค์รวม นักวิจัยไทยอาจร่วมมือกับต่างประเทศ หรือทำการศึกษาเองเพื่อทำความเข้าใจว่า R.S.D. แสดงอาการอย่างไรในบริบทสังคมไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบำบัดที่เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทยได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอาการตอบสนองรุนแรงต่อคำวิจารณ์หรือการถูกปฏิเสธ รวมถึงครอบครัวและคุณครู ก็มีแนวทางง่ายๆ ที่พอจะทำได้ ลองรับรู้ความรู้สึกตัวเอง โดยไม่ต้องตัดสินหรือโทษตัวเอง ฝึกปรับมุมมองความคิดลบๆ ที่ผุดขึ้นมาอัตโนมัติ ลองถามตัวเองว่า คำวิจารณ์นั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ หรือแค่เรื่องเข้าใจผิดกันนะ? ลองคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจ ครู หรือนักบำบัด และเปิดใจคุยเรื่องความต้องการทางอารมณ์กันมากขึ้นที่บ้านและที่ทำงาน ส่วนโรงเรียนและองค์กรต่างๆ ก็สามารถส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจกันได้ โดยเพิ่มเนื้อหาเรื่องความหลากหลายทางระบบประสาทและความเข้มแข็งทางใจเข้าไปในหลักสูตรสุขศึกษา และที่สำคัญที่สุด อาจเป็นการทำความเข้าใจว่า ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงเมื่อถูกปฏิเสธไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือจุดอ่อน แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จัดการได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็จะเข้าใจมันได้ดีขึ้น

แหล่งข้อมูล: