งานวิจัยชิ้นใหม่จากเยอรมนีเผย เทคนิคกระตุ้นสมองแบบนุ่มนวล ไม่ต้องผ่าตัด ที่เรียกว่า การกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลกศีรษะ (tDCS) อาจช่วยให้คนเราตัดสินใจได้เร็วขึ้นและคิดได้ยืดหยุ่นขึ้นจริง แต่แค่ เพียงเล็กน้อย เท่านั้น จากการทดลองที่เน้นไปยังส่วนของสมองที่เกี่ยวกับการวางแผนและตัดสินใจ นักวิจัยพบว่ารูปแบบการกระตุ้นที่ต่างกัน สัมพันธ์กับการตัดสินใจที่เร็วขึ้น หรือในทางกลับกัน ก็ทำให้คนยึดติดกับความคิดเดิมๆ มากขึ้น ผลวิจัยนี้ไม่เพียงให้ความกระจ่างว่าสมองส่วนไหนสำคัญต่อความยืดหยุ่นทางความคิด แต่ยังจุดประเด็นชวนคิดที่น่าสนใจและทันยุคทันสมัย สำหรับคนไทยและทั่วเอเชียที่กำลังมองหาอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพสมอง หรือวิธีพัฒนาการเรียนรู้ที่อวดอ้างว่าจะช่วยให้คิดได้เฉียบคมขึ้น

งานวิจัยนี้จัดทำโดยมหาวิทยาลัย Martin Luther University Halle-Wittenberg ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cognitive Neuroscience โดยเน้นศึกษาการกระตุ้น สมองส่วนหน้า ดอร์โซแลเทอรัล พรีฟรอนทัล คอร์เท็กซ์ (dorsolateral prefrontal cortex) ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการของสมองที่คอยจัดการเรื่องการวางแผน การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และการควบคุมตัวเอง แหล่งข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิค tDCS ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ผ่านหนังศีรษะด้วยขั้วไฟฟ้าที่วางไว้เหนือบริเวณดังกล่าว ในขณะที่อาสาสมัครผู้ใหญ่ 40 คน ต้องสลับกันทำแบบทดสอบแก้ปัญหาทางภาพและเสียง อาสาสมัครเข้ารับการทดสอบภายใต้ 3 เงื่อนไข: แอโนดัล (กระตุ้นเพื่อเพิ่มการทำงาน), แคโทดัล (กระตุ้นเพื่อลดการทำงาน) และ กระตุ้นหลอก (ไม่มีการกระตุ้นจริง) โดยทั้งอาสาสมัครและนักวิจัยต่างไม่รู้ว่ากำลังใช้การกระตุ้นแบบไหนในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดลองที่รัดกุมเพื่อป้องกันอคติ

ผลการทดลองชี้ว่า เมื่อสมองส่วนนี้ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น (แบบแอโนดัล) ผู้เข้าร่วมสามารถตัดสินใจเลือกงานได้เร็วขึ้น เฉลี่ยราว 100 มิลลิวินาที แม้จะเป็นเวลาสั้นจิ๋ว แต่ก็นับว่ามีนัยสำคัญทางสถิติในมุมมองจิตวิทยาการทดลอง ในทางตรงกันข้าม เมื่อการทำงานของสมองถูกลดทอนลง (แบบแคโทดัล) คนมักจะยึดติดกับลำดับงานเดิมที่เคยเลือกไว้ แสดงถึงความยืดหยุ่นทางความคิดที่น้อยลง ศาสตราจารย์ Torsten Schubert อธิบายว่า “สมองส่วนนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนและประเมินทางเลือกต่างๆ” ทีมวิจัยตีความผลการค้นพบนี้ว่า การเพิ่มหรือลดการทำงานของสมองส่วนหน้า ดอร์โซแลเทอรัล พรีฟรอนทัล คอร์เท็กซ์ ส่งผลต่อความคล่องตัวทางความคิดที่คนเราใช้ในการจัดการหลายๆ งานพร้อมกัน แหล่งข้อมูล

แม้เวลาหนึ่งร้อยมิลลิวินาทีอาจดูเหมือนแค่ชั่วพริบตา—เร็วปรี๊ด—แต่มันก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ในห้องทดลอง (ที่ซึ่งหน่วยมิลลิวินาทีส่งผลต่อกระบวนการซับซ้อนได้) ดร. Sebastian Kübler หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า “ดูเหมือนว่า tDCS จะเปลี่ยนแปลงความสามารถของคนในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป” อย่างไรก็ตาม เขากับเพื่อนนักวิจัยรีบชี้แจงว่า: ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็น้อยมาก และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น จังหวะเวลาที่เป๊ะ ตำแหน่งที่กระตุ้น และลักษณะสมองของแต่ละคน พวกเขาเตือนว่า “คำโฆษณาเกินจริง” เกี่ยวกับอุปกรณ์ tDCS ตามท้องตลาดที่อ้างว่าช่วยเพิ่มพลังสมองนั้น “ไม่น่าเชื่อถือ… งานวิจัยของเราแค่แสดงให้เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมอย่างดี วิธีนี้สามารถส่งผลต่อกระบวนการทางความคิดอย่างการตัดสินใจได้จริง”

ความสนใจในเทคโนโลยี tDCS เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และกลุ่มคนชอบลองของใหม่ๆ ทั่วเอเชียและในไทย ส่วนหนึ่งเพราะคำอ้างว่าอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ หรือแม้แต่อารมณ์ได้ ซึ่งฟังดูเย้ายวนใจมากในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเรียนและการสอบแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับพ่อแม่ นักเรียน หรือคนทำงานชาวไทยที่กำลังสนใจแกดเจ็ต “ช็อตสมอง” ที่ขายกันทางออนไลน์หรือตามห้าง เพราะแม้แต่ในห้องแล็บที่ควบคุมอย่างดี ผลลัพธ์ก็แค่พอประมาณ ไม่ใช่มหัศจรรย์พลิกชีวิต

มองในภาพรวม งานวิจัยล่าสุดนี้สอดคล้องกับข้อถกเถียงระดับโลกที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการใช้ tDCS นอกเหนือจากวงการแพทย์ เดิมที tDCS ถูกพัฒนามาเพื่อช่วยผู้ป่วยฟื้นตัวจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ที่ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่สนใจของกลุ่ม “neurohacking” หรือพวกที่ชอบลองใช้ tDCS ด้วยตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสมอง แม้จะมีคำเตือนจากแพทย์ถึงความเสี่ยงที่ยังไม่รู้แน่ชัดก็ตาม บทความ PubMed และ งานวิจัย MDPI งานวิจัยทางจิตวิทยาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา—รวมถึงในเยอรมนี ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ—แสดงให้เห็นผลกระทบต่อความเร็วในการตัดสินใจและความหุนหันพลันแล่น แต่ผลลัพธ์ก็แกว่งไปมามาก และบ่อยครั้งแทบไม่มีผลต่อ อภิปัญญา (metacognition - การรู้คิดเกี่ยวกับความคิดตนเอง) หรือความคิดสร้างสรรค์ในระดับที่ลึกขึ้น สำหรับนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวลง สนามสอบ หรือผู้ใหญ่ที่ต้องรับมือกับงานกองโต การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยขนาดนี้ ไม่น่าจะสร้างความแตกต่างที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

ในประเทศไทย ความสนใจเรื่องเทคโนโลยีสมองไม่ใช่เรื่องใหม่ คำสอนทางพุทธศาสนาก็เน้นย้ำถึงพลังของ สมาธิ มานาน และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ “brain gyms” หรือสถาบันฝึกสมอง และแอปฝึกสมองต่างๆ ก็ได้รับความนิยมในหมู่ครอบครัวและ โรงเรียนเตรียมฯ (หรือโรงเรียนชั้นนำอื่นๆ) แต่ประสาทวิทยาศาสตร์ก็ย้ำเตือนเราว่า ปัจจัยที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นยังคงเป็นการนอนหลับให้พอ กินอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย และฝึกใช้ความคิดอย่างสม่ำเสมอ—นี่คือ พื้นฐานสุขภาพสมองที่แท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยก่อนหน้านี้ได้สำรวจประเด็นทางจริยธรรมของการใช้เครื่องกระตุ้นสมองด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหรือการทำงาน ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขไทยอาจต้องพิจารณาออกกฎระเบียบ หรือให้คำแนะนำที่ชัดเจนแก่ประชาชน เพื่อป้องกันคำกล่าวอ้างเกินจริง หรืออันตรายจากการลองผิดลองถูก การใช้ tDCS เพื่อการบำบัดทางการแพทย์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมเสมอ

ก้าวต่อไปของงานวิจัยด้านนี้คืออะไร? นักวิจัยบอกว่าพวกเขากำลังศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูว่า tDCS ส่งผลต่อโจทย์ทางความคิดที่ซับซ้อนและใกล้เคียงชีวิตจริงมากขึ้นได้อย่างไร รวมถึงผลต่ออารมณ์ ความหุนหันพลันแล่น และสุขภาพจิต บางส่วนตั้งเป้าที่จะปรับการกระตุ้นให้เข้ากับลักษณะสมองของแต่ละคน ซึ่งอาจนำไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะบุคคลได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และระยะยาวกว่านี้ ก่อนที่จะนำไปกำหนดนโยบายหรือคำแนะนำทางการศึกษาได้อย่างมั่นใจ ในประเทศไทยที่ครอบครัวให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และ ปัญญา บทเรียนที่ได้คือ ควรติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะหันไปพึ่งทางลัด

สำหรับใครที่อยากเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจของตัวเอง—ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ—หลักฐานยังคงชี้ไปที่การสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ: พักผ่อนให้พอ ฝึกสติ กินอาหารมีประโยชน์ และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หากสนใจอุปกรณ์กระตุ้นสมอง ควรอ่านงานวิจัย ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และจำไว้ว่า: ปัญญา พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา ไม่ใช่แค่การกดสวิตช์ ดังที่ ดร. Kübler เตือนไว้ tDCS สามารถ “เปลี่ยนแปลงความสามารถของบุคคลในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร” ได้เพียงในลักษณะที่จำเพาะเจาะจงและเล็กน้อยมากเท่านั้น—และผลกระทบในระยะยาวยังคงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการทำงานของ tDCS และผลกระทบต่อการคิดที่เป็นประเด็นถกเถียง สามารถอ่านบทความวิจัยต้นฉบับได้ ที่นี่, บททบทวนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจาก PubMed, และบทสรุปจาก Munich Eye.