ในยุคที่ใครๆ ก็ชื่นชมคนดีมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือสังคม อาจเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่รู้ว่ามีอาการหลงตัวเองประเภทหนึ่งซึ่งแฝงตัวมาในคราบคนดี ที่เรียกว่า ‘ภาวะหลงตัวเองแบบเน้นสังคม’ (Communal Narcissism) กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้น เพราะลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ต่างจากพวกหลงตัวเองแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกัน ที่มักจะอีโก้สูงปรี๊ด เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแบบโจ่งแจ้ง คนหลงตัวเองสายสังคมนี้มักจะแสดงออกว่าแคร์สังคม ทุ่มเทเพื่องานส่วนรวมและงานการกุศลอย่างมาก แต่เบื้องหลังแล้ว แรงจูงใจลึกๆ คืออยากให้คนสนใจ อยากให้คนยอมรับ ไม่ได้ห่วงใยผู้อื่นอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมก็เห็นตรงกัน

ภาวะหลงตัวเองสายสังคมนี้ คนที่ชี้ให้เห็นคนแรกคือนักจิตวิทยาสังคมชื่อ โยเคิน เกเบาเออร์ (Jochen Gebauer) เขาอธิบายถึงคนที่วางตัวเป็นคนสำคัญของสังคม แต่จริงๆ แล้วขับเคลื่อนด้วยความอยากให้คนยกย่องนับถือ ศาสตราจารย์ ดับเบิลยู. คีธ แคมป์เบลล์ (W. Keith Campbell) จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย อธิบายเสริมว่า การหลงตัวเองแบบนี้อาจไม่ได้ดูร้ายแรงเท่าแบบอื่น แต่มันหยั่งรากลึกมาจากความรู้สึกว่าตัวเองดีเลิศกว่าคนอื่นทางศีลธรรม ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ท่าทีใจดี ฉากหน้าใจบุญเหล่านี้ก็แค่เอาไว้หล่อเลี้ยงอีโก้ตัวเอง เปลี่ยนงานบุญงานกุศลให้กลายเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองนั่นแหละ

คนพวกนี้มักจะขยันขันแข็งเรื่องงานการกุศล งานอาสา หรืองานบริการสังคมต่างๆ ถึงภายนอกจะดูดี แต่แรงจูงใจคืออยากให้คนเห็น อยากให้คนชื่นชม ดังที่ มารี-ไลน์ เจอร์เมน (Marie-Line Germain) ชี้ว่า การกระทำแบบนี้มันคือการสร้างภาพว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นด้านคุณธรรม มากกว่าจะใจบุญจริงๆ

สังคมไทยเราที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นชุมชน ก็อาจกลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้คนหลงตัวเองประเภทนี้มีอิทธิพลได้ง่าย วัฒนธรรมที่เน้นเรื่อง ‘การทำบุญ’ การช่วยเหลือส่วนรวม อาจกลายเป็นช่องทางชั้นดีให้คนที่อยากสร้างภาพลักษณ์ตัวเองโดยอ้างเรื่องการช่วยเหลือสังคม สำหรับคนในชุมชน การแยกให้ออกระหว่างผู้นำที่ดีจริงๆ กับคนที่ทำไปเพราะอยากเด่นอยากดังจึงสำคัญมาก

การรับมือกับคนประเภทนี้อาจจะยากหน่อย เพราะภาพลักษณ์ที่สร้างไว้อย่างดี คนที่ต้องทำงานกับคนกลุ่มนี้ ควรเก็บหลักฐานการพูดคุยเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ เผื่อต้องใช้โต้แย้งลูกไม้ต่างๆ การรับมือต้องใจเย็น คุยกันเน้นข้อเท็จจริง เลี่ยงการปะทะคารมใช้อารมณ์ จะช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ การรู้เท่าทันเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเข้าใจความซับซ้อนของภาวะหลงตัวเองสายสังคม การเข้าใจพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะช่วยให้คนในชุมชนรับมือได้ดีขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าการทำดีเพื่อส่วนรวมจริงๆ จะยังคงอยู่ได้ ไม่ใช่ถูกบดบังด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง เมื่อมองในมุมวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวม การแยกให้ออกระหว่างคนที่ช่วยเหลือสังคมจริงๆ กับคนที่แค่ใส่หน้ากากทำดี จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ชุมชนเติบโตได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพ

สรุปแล้ว ภาวะหลงตัวเองสายสังคมก็คือรูปแบบหนึ่งของการยกตัวเองที่แนบเนียน อาศัยการทำเพื่อส่วนรวมมาบังหน้าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เมื่อสังคมเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ก็จะนำไปสู่การพูดคุยเรื่องงานอาสาและงานบุญในมุมมองที่ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น คือเน้นประโยชน์ของชุมชนจริงๆ มากกว่าการเชิดชูตัวบุคคล