ในยุคที่ชีวิตมีแต่เรื่องเครียดๆ รุมเร้า ทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องความสมดุลชีวิต การกินอยู่ก็ดันกลายเป็นอีกเรื่องที่ทำให้เราวิตกกังวลไปได้ง่ายๆ ไคลี ซาไกดะ (Kylie Sakaida) นักกำหนดอาหารและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพชื่อดังบน TikTok ที่มีคนติดตามเพียบ แถมยังเป็นเจ้าของหนังสือทำอาหาร “So Easy So Good” ได้แชร์แนวคิดดีๆ ที่เรียกว่า “กินสบายๆ ไม่ต้องเครียด” (stress-free eating) เธอบอกว่าวิธีนี้ช่วยลดความกดดันที่หลายคนเจอเวลาต้องเลือกกินอะไรสักอย่างได้เยอะเลย เธอบอกกับ CNBC ว่า แค่ทำให้การเตรียมอาหารเป็นเรื่องง่ายขึ้น และทิ้งความคิดที่ว่า “ถ้าไม่เป๊ะก็ล้มเลิกไปเลย” ก็ช่วยให้เราเครียดเรื่องกินน้อยลงไปมากแล้ว

ซาไกดะชี้ว่า การที่เรากดดันตัวเองว่าต้อง “เลือกกินแต่ของดีๆ เท่านั้น” อาจทำให้รู้สึกท้อแท้เกินไป วิธีแก้คือ แทนที่จะไปโฟกัสว่าต้องตัดอะไรออกไป ให้ลองเปลี่ยนมาเน้น “เพิ่ม” สิ่งดีๆ เข้าไปแทน เพื่อให้อาหารโดยรวมของเรามันดีต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น แทนที่จะหักดิบเลิกกินเนื้อสัตว์ไปเลย ลองหาโปรตีนจากพืชมาเสริมในมื้ออาหารดู การมองบวกแบบนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อการกิน และลดความกังวลเรื่องการเตรียมอาหารได้

เธอยังอธิบายเพิ่มว่า การเพิ่มอาหารที่มีใยอาหารสูงๆ ในแต่ละวันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะดีต่อระบบย่อยอาหาร ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงสุขภาพลำไส้ด้วย อีกหัวใจหลักของการกินแบบสบายใจก็คือ ดื่มน้ำให้พอ ซาไกดะแนะนำว่าควรดื่มน้ำประมาณวันละ 25 ถึง 30 ออนซ์ (ก็ประมาณ 750 - 900 มิลลิลิตร หรือราวๆ 3-4 แก้ว) เพื่อให้ร่างกายทำงานได้สมดุล (หรือถ้าเอาแบบจำง่ายๆ ที่แนะนำกันทั่วไป ก็คือดื่มให้ได้วันละ 8-10 แก้วนั่นเอง)

ที่สำคัญไปกว่านั้น ซาไกดะบอกว่า ความสะดวกสบายไม่จำเป็นต้องแลกกับสุขภาพเสมอไป เราเลือกใช้อาหารกระป๋องหรือของแช่แข็งมาเป็นตัวช่วยได้สบายๆ การใช้ของอย่างผักหั่นสำเร็จรูป ผลไม้แช่แข็ง หรือถั่วกระป๋อง ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ แถมยังได้สารอาหารที่มีประโยชน์อยู่ “กินของดีต่อสุขภาพ ไม่ได้แปลว่าต้องขลุกอยู่ในครัวเป็นชั่วโมงๆ นะ” เธอเน้นย้ำ

สุดท้าย สิ่งที่ทำให้การกินแบบไม่เครียดมันดีต่อใจสุดๆ ก็คือ การเลิกยึดติดว่าทุกอย่างต้องเป๊ะ อย่างที่ซาไกดะย้ำเตือนเราว่า “อาหารแค่มื้อเดียวไม่ได้ตัดสินอะไรทั้งหมด” เป้าหมายไม่ใช่การกินให้สมบูรณ์แบบทุกมื้อทุกวัน แต่คือการทำให้การเลือกกินของดีๆ เป็นเรื่องง่ายและทำได้จริงในระยะยาวต่างหาก

แนวคิดนี้ก็เข้ากับวัฒนธรรมไทยเราเหมือนกัน ที่หลายคนก็ต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับครอบครัว แถมอาหารไทยเราก็อุดมไปด้วยวัตถุดิบสดใหม่ รสชาติหลากหลาย ซึ่งเอามาปรับใช้กับหลักการนี้ได้เป๊ะๆ เน้นใช้สมุนไพร ผักพื้นบ้านต่างๆ ที่ช่วยให้เราได้กินอาหารใยอาหารสูง สารอาหารแน่นๆ อยู่แล้วตามธรรมชาติ

ในอนาคต ถ้ามีคนหันมาเปิดใจลองกินแบบยืดหยุ่น ไม่เคร่งครัดเกินไปแบบนี้มากขึ้น เราอาจได้เห็นวัฒนธรรมที่มองว่าอาหารคือสิ่งบำรุงร่างกายและความสุขใจ มากกว่าจะเป็นต้นตอของความเครียด สำหรับคนไทยที่อยากลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ ลองเริ่มง่ายๆ เอาเคล็ดลับของซาไกดะสักข้อสองข้อไปปรับใช้ตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้นะ

พอเราทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่สุขภาพกายจะดีขึ้น แต่ภาระทางใจที่มักจะมาพร้อมกับการกินก็จะลดลงไปด้วย ทำให้เรามีความสุขกับอาหารและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับการกินมากขึ้น