ในยุคที่เศรษฐกิจเอาแน่เอานอนไม่ได้ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็กลายเป็นเรื่องชวนปวดหัวที่หลายคนหนีไม่พ้น บทความชิ้นล่าสุดจาก New York Times เขาไปสำรวจมาว่า ความเครียดเรื่องเงินของชาวอเมริกันที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป พร้อมกับแนะแนวทางที่เอาไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยคลายกังวล เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ในตอนนี้ เพราะตลาดทั่วโลกกำลังปั่นป่วนอย่างหนัก ซึ่งไม่ได้กระทบแค่สหรัฐฯ แต่ลามไปถึงเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย
การเข้าใจที่มาที่ไปของความกังวลเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก บทความชิ้นนี้อ้างผลสำรวจของ Discover ที่บอกว่า คนอเมริกันถึง 4 ใน 5 กำลังกลุ้มใจเรื่องสถานะการเงินของตัวเอง เรื่องหลัก ๆ ที่ทำให้กังวลก็มีทั้งเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาพรวมเศรษฐกิจ แถมความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจอาจจะถดถอย กับตลาดหุ้นที่ผันผวน ก็ยิ่งมาซ้ำเติมความกลัวพวกนี้เข้าไปอีก ทำให้รู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินกันมากขึ้น
คุณเมแกน แมคคอย นักบำบัดทางการเงิน (financial therapist) บอกว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมาหลายปีตั้งแต่ช่วงโควิดระบาด ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือน “ยังตั้งหลักไม่ได้” ความเครียดนี้ส่งผลเสียหนักต่อทั้งสุขภาพกายและใจ มีงานวิจัยชี้ว่า ความกังวลเรื่องเงินเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและโรคหัวใจวาย ที่แย่ไปกว่านั้น มันยังอาจกระตุ้นให้ตัดสินใจเรื่องเงินแบบปุบปับ ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์การเงินของตัวเองแย่ลงไปอีก
คุณแอนน์ เลสเตอร์ อดีตผู้บริหารจาก J.P. Morgan Asset Management ก็เตือนว่า อย่าเพิ่งตื่นตูมปรับแผนการเงินตามความกลัว เธอย้ำว่าต้องมองระยะยาวเข้าไว้ เธอบอกว่า แม้ตลาดหุ้นจะผันผวนน่าตกใจในระยะสั้น แต่ประวัติศาสตร์ก็บอกเราว่า ตลาดมักจะฟื้นตัวกลับมาได้เสมอเมื่อเวลาผ่านไป และสุดท้ายก็จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ดี
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำหลายกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความกังวลเรื่องเงินให้ได้ผล เช่น การคงมุมมองลงทุนระยะยาวไว้ และพยายามอย่าเช็คพอร์ตลงทุนบ่อยเกินไป เพราะอาจยิ่งทำให้ฟุ้งซ่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเชิงพฤติกรรมอธิบายว่า การเช็คบ่อย ๆ จะยิ่งไปกระตุ้นอคติในใจเราที่เรียกว่า ‘การกลัวความสูญเสีย’ (loss aversion) ซึ่งความเจ็บปวดเวลาขาดทุนมันส่งผลแรงกว่าความสุขตอนได้กำไรเยอะ
คำแนะนำที่เอาไปใช้ได้จริงข้อหนึ่งคือ ให้หยุดคิดสักแป๊บก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน ดร. นาโอมิ วิน นักวิเคราะห์พฤติกรรม แนะนำให้รออย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนจะซื้อขายอะไรก็ตาม การพักให้ใจเย็นลงแบบนี้จะช่วยให้สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่ใช้เหตุผลและการตัดสินใจ กลับมาคุมเกมได้ดีกว่าสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) ที่ทำงานตามอารมณ์
นอกจากนี้ การหันมาใส่ใจสิ่งที่พอจะควบคุมได้ในเรื่องการเงินช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ก็ช่วยให้เรารู้สึกมีอำนาจในมือมากขึ้น การเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน การพัฒนาทักษะตัวเอง และการลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย ล้วนเป็นสิ่งที่เราลงมือทำได้เอง การหากิจกรรมอื่น ๆ ที่ควบคุมได้มาทำแทน เช่น จัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ ก็ช่วยคลายเครียดเรื่องเงินได้เหมือนกัน
สำหรับคนไทยเรา กลยุทธ์พวกนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจบ้านเราเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ประเทศไทยเราเองก็เจอความท้าทายทางเศรษฐกิจมาหลายปีแล้วเหมือนกัน การนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ ก็น่าจะช่วยลดความเครียดเรื่องเงินของแต่ละคนในช่วงเวลาที่อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอนแบบนี้ได้
การลองคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดและเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า ก็เป็นอีกวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อลดความกังวลเรื่องเงิน การวางแผนรับมือปัญหาการเงินที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้เราอุ่นใจ เหมือนเวลาซ้อมหนีไฟ ไม่ใช่ว่าคิดว่าจะเกิดไฟไหม้แน่ ๆ แต่ซ้อมไว้เพื่อเตรียมพร้อมถ้ามันเกิดขึ้นจริง
สุดท้าย การใจดีกับตัวเอง (self-compassion) จะช่วยลดการโทษตัวเองที่มักเกิดขึ้นเวลาเจอปัญหาเรื่องเงิน เพราะสภาพสังคมและเศรษฐกิจมันเต็มไปด้วยปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ การยอมรับความจริงข้อนี้ได้ อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การตัดสินใจเรื่องเงินที่ดีต่อใจมากขึ้น
สรุปก็คือ การเข้าใจมุมมองทางจิตวิทยาของความกังวลเรื่องเงิน และการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้แต่ละคนรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น คนไทยเราสามารถนำข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไปปรับใช้ ไม่ใช่แค่ช่วยจัดการความเครียดตอนนี้ แต่ยังช่วยเตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ดีขึ้นด้วย เวลาเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ ก็ลองปรับให้เข้ากับสถานการณ์การเงินและสภาพของตัวเองดูนะครับ/คะ เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด