ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็ก เผยข้อมูลที่น่าตกใจ ตอกย้ำความน่ากลัวของภาวะเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance - AMR) โดยพบว่าในปี 2022 เพียงปีเดียว มีเด็กเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อที่ดื้อยามากกว่า 3 ล้านคน ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่สูงขึ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า AMR ถือเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อสุขภาพของประชากรโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ในทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาวะ AMR เกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคมีการปรับตัวจนยาปฏิชีวนะที่เคยใช้รักษาได้ผล กลับใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ซึ่งเป็นภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก

การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหลายแห่ง เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และธนาคารโลก เพื่อสะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงของการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในช่วงเวลาเพียง 3 ปี ที่อาจซ้ำเติมให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นจากการระบาดของโควิด-19 อัตราการติดเชื้อดื้อยาในเด็กพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจถึงสิบเท่า ส่งสัญญาณเตือนว่าต้องเร่งหาทางแก้ไขโดยด่วน ต้นตอสำคัญของวิกฤตนี้คือการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมและเกินความจำเป็น โดยมักจะมีการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อไว้ก่อน โดยเฉพาะก่อนการผ่าตัดหรือการทำเคมีบำบัด จนยาปฏิชีวนะถูกใช้ราวกับเป็นยาครอบจักรวาล ทั้งที่จริงแล้วไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ได้

การใช้ “ยาปฏิชีวนะกลุ่มเฝ้าระวัง” (watch antibiotics) ซึ่งโดยปกติจะสงวนไว้ใช้รักษาการติดเชื้อที่รุนแรง พุ่งสูงถึง 160% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 126% ในแอฟริกา ระหว่างปี 2019 ถึง 2021 จากข้อมูลของ ดร. ยานฮง เจสสิกา หู จากสถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อก และศาสตราจารย์ เฮิร์บ ฮาร์เวลล์ จากโครงการคลินตันเพื่อการเข้าถึงสุขภาพ เช่นเดียวกัน “ยาปฏิชีวนะทางเลือกสุดท้าย” (reserve antibiotics) ซึ่งเปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายในการรักษาการติดเชื้อรุนแรงที่ดื้อยาหลายขนาน ก็มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 45% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพุ่งสูงถึง 125% ในแอฟริกาในช่วงเวลาเดียวกัน หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการควบคุม อาจนำไปสู่ภาวะที่ทางเลือกในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเหลือน้อยลงจนน่าใจหาย

สำหรับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ผลกระทบจากปัญหานี้ถือว่ารุนแรง เพราะต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลการใช้ยาปฏิชีวนะ ควบคู่ไปกับข้อจำกัดด้านระบบสาธารณสุข ในอดีต พื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านในไทย เช่น ตลาดนัดจตุจักร เคยเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก นอกจากนี้ การแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่น อาจส่งผลต่อรูปแบบการใช้ยาปฏิชีวนะในแบบที่คาดไม่ถึงได้

ศาสตราจารย์ฮาร์เวลล์เตรียมนำเสนอผลการศึกษาเหล่านี้ในการประชุมสมาคมจุลชีววิทยาคลินิกและโรคติดเชื้อแห่งยุโรป (European Society of Clinical Microbiology and Infectious Diseases) ที่กรุงเวียนนา โดยจะเน้นย้ำถึงผลกระทบของเชื้อดื้อยาในระดับโลก “เชื้อดื้อยาเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน เราทำการศึกษานี้เพื่อตอกย้ำว่าเด็กคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อดื้อยาอย่างไม่เป็นธรรม” เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีกลยุทธ์แก้ไขปัญหาแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทางออกสำคัญอยู่ที่มาตรการป้องกัน เช่น การเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลและน้ำสะอาด และการส่งเสริมสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด มาตรการเหล่านี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้

ดร. ลินด์ซีย์ เอ็ดเวิร์ดส์ จากคิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการศึกษานี้ โดยชี้ว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยที่น่ากังวลสำหรับผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขทั่วโลก หากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง เชื้อดื้อยาอาจบั่นทอนความก้าวหน้าด้านสุขภาพเด็กที่สั่งสมมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด

สำหรับประเทศไทย การรับมือกับผลกระทบของเชื้อดื้อยาต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลาย การรณรงค์ให้ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล การสร้างความตระหนักในสังคมถึงภัยของเชื้อดื้อยา และการปลูกฝังความรู้ด้านสุขอนามัยตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่งและมีความรู้ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตที่กำลังลุกลามนี้ ในขณะที่เชื้อดื้อยากำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง การดำเนินมาตรการเชิงรุกเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการปกป้องคนรุ่นต่อไป และเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของโลก