ความเครียดจากตารางชีวิตที่แน่นเอี้ยดกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนเจอในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด บทความน่าสนใจใน The New York Times โดย Jancee Dunn ได้แนะวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการ ‘กลัวเวลาไม่พอ’ ซึ่งเป็นปัญหาสุดฮิต ดังที่ผลสำรวจจาก Pew Research Center ก็ตอกย้ำเรื่องนี้ว่า 60% ของผู้คนรู้สึกว่าตารางชีวิตตัวเองยุ่งเหยิงเกินไปในบางครั้ง ข้อคิดดีๆ ในบทความและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ชี้ทางให้เรากลับมาคุมเวลาของตัวเองและลดความเครียดลงได้

ผลการศึกษาชี้ว่า อาการ ‘กลัวเวลาไม่พอ’ มักเกิดจากการตั้งเดดไลน์ที่ไม่สมเหตุสมผลให้ตัวเอง หรือความเครียดที่เกิดจากความเร่งด่วนของคนอื่น Chris Guillebeau ผู้เขียนหนังสือเล่มใหม่ “Time Anxiety: The Illusion of Urgency and a Better Way to Live” (อาการกลัวเวลาไม่พอ: ภาพลวงตาของความเร่งด่วนและวิถีชีวิตที่ดีกว่า) แนะนำให้ลองออกจากบ้านหรือไปตามนัดให้เร็วกว่าเดิมสัก 10-15 นาที แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ Guillebeau ยืนยันว่าวิธีนี้ช่วยลดความเครียดได้ดีมาก น่าเสียดายที่หลายคนไม่กล้าทำเพราะเสียดายเวลา กลัวจะว่างเกินไป ทั้งที่ผลวิจัยชี้ว่างานต่างๆ มักใช้เวลามากกว่าที่เราคิด ซึ่งหมายความว่าการเผื่อเวลาจะช่วยลดโอกาสที่จะสายได้มากกว่าจะทำให้มีเวลาว่างเหลือเฟือจริงๆ

อีกมุมมองที่น่าสนใจมาจาก Thomas Curran รองศาสตราจารย์จาก London School of Economics และผู้เขียนหนังสือ “The Perfection Trap: Embracing the Power of Good Enough” (กับดักความสมบูรณ์แบบ: โอบรับพลังของความพอดี) Curran ย้ำว่าเราต้องเลิกคิดว่าจะทำทุกอย่างใน to-do list ได้ครบ เขาแนะนำว่า เมื่อหมดวัน ควรใช้เวลาตอนท้ายวันนั่งนึกถึงสิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้วบ้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังใจผ่านสิ่งที่เรียกว่า “การดื่มด่ำกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ”

Dr. Amantha Imber นักจิตวิทยาองค์กร เสริมว่า การวางแผน ‘เรื่องสำคัญที่สุด’ ที่จะทำในวันรุ่งขึ้นไว้ตั้งแต่คืนนี้ จะช่วยลดความลังเลในตอนเช้าได้ นอกจากนี้ Guillebeau ยังแนะให้ลองตั้งคำถามกับ ‘ความด่วน’ ของงานที่คนอื่นโยนมา เพื่อกระตุ้นให้เราคิดใหม่ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำเดี๋ยวนี้จริงๆ

สำหรับคนไทย คำแนะนำเหล่านี้ยิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ที่ชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ การปรับมุมมองเรื่องการจัดตารางเวลาสามารถลดความเครียดได้อย่างเห็นผล และช่วยให้ชีวิตการงานกับชีวิตส่วนตัวสมดุลขึ้น ความเครียดแบบนี้ถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับสังคมไทย ที่แต่เดิมเคยชินกับจังหวะชีวิตที่สบายๆ กว่านี้ การเปลี่ยนแปลงสู่ไลฟ์สไตล์ที่เร็วขึ้น ทำให้คนไทยจำเป็นต้องปรับตัวโดยนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้

เมื่อพิจารณากลยุทธ์เหล่านี้ แนวคิดที่ว่าเราไม่จำเป็นต้อง ‘ทุ่มสุดตัว’ หรือทำทุกอย่างให้ ‘เป๊ะเว่อร์’ ตลอดเวลา น่าจะโดนใจคนไทยจำนวนมากที่เจอแรงกดดันคล้ายๆ กันว่าต้องเก่ง ต้องเพอร์เฟกต์อยู่เสมอ Minda Harts ที่ปรึกษาองค์กร กล่าวถึงความท้าทายนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบหนักกับคนบางกลุ่มในสังคมตะวันตก แต่เนื่องจากปัญหานี้เป็นเรื่องสากล คำแนะนำนี้จึงใช้ได้ทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะให้ออกว่าเมื่อไหร่ที่การทำงานแค่ระดับ ‘เอาแค่พอดี’ หรือ ‘ทำเท่าที่จำเป็น’ ก็เพียงพอแล้ว โดยตระหนักว่าการทุ่มเทมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นเสมอไป

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและคนรอบข้างเป็นอันดับต้นๆ คำแนะนำของ Dr. Curran ที่ให้ตีความ ‘เวลาที่มีค่า’ ใหม่ โดยเน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าการทำงานหามรุ่งหามค่ำนั้น สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับเวลาของครอบครัวและความผูกพันในชุมชน ลองง่ายๆ แค่ตั้งเวลาเตือนให้พักจากงาน ไปใช้เวลากับคนที่เรารัก ก็สามารถช่วยสร้างชีวิตที่เติมเต็มและสมดุลมากขึ้นได้

ในระยะยาว การปรับใช้แนวทางเหล่านี้ในสังคมไทยอาจช่วยลดปัญหาสุขภาพกายและใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังได้ การส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้และความยืดหยุ่นในการบริหารเวลา สามารถเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาที่เน้นเรื่อง ‘สติ’ และ ‘ทางสายกลาง’

สำหรับใครที่อยากนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้ หัวใจสำคัญคือค่อยๆ ลองปรับทีละนิด: วางแผนเผื่อเวลาสำหรับนัดหมาย ประเมิน ‘ความด่วน’ ของงานต่างๆ ใหม่ ยอมรับความจริงว่าเราทำทุกอย่างให้เสร็จไม่ได้ และให้คุณค่ากับเวลาที่ใช้กับคนที่รักมากกว่าการทำงานตลอดเวลา การทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองเรื่องเวลา จากการแข่งขันที่เคร่งเครียดเป็นการเดินทางที่จัดการได้และมีความสุขมากขึ้น