ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน JAMA Network Open เผยข้อมูลน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสุขภาพของคุณแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการเสียชีวิตของมารดาที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาหลังคลอดไปนานแล้ว ผลวิเคราะห์ชี้ว่าเกือบ 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตของมารดาในสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นหลังคลอดนานกว่า 6 สัปดาห์ สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องขยายระยะเวลาดูแลสุขภาพสำหรับคุณแม่มือใหม่

งานศึกษานี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนกอนามัยการเจริญพันธุ์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ซึ่งที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญในการติดตามอัตราการเสียชีวิตของมารดาและชี้ให้เห็นช่องว่างด้านสุขภาพ งานวิจัยพบว่า การเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 28% ระหว่างปี 2018 ถึง 2022 และพุ่งสูงสุดในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19

ดร. โรส แอล. โมลินา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ย้ำถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนครบ 1 ปีหลังคลอด แม้ว่าจะมีแนวปฏิบัติจากองค์กรต่างๆ เช่น วิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งอเมริกา (American College of Obstetricians and Gynecologists) ที่สนับสนุนให้ดูแลหลังคลอดอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังคงไม่ทั่วถึง

สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีอัตราแม่ตายสูงในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นหลังคลอดไปนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และปัญหาจากการใช้สารเสพติด เพื่อแก้ปัญหานี้ หลายรัฐได้ขยายความคุ้มครอง Medicaid จากเดิม 60 วัน เป็น 1 ปีเต็มหลังคลอด แต่การปรับลดงบประมาณจากรัฐบาลกลางที่อาจเกิดขึ้นก็กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความช่วยเหลือที่สำคัญนี้

ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์ยังคงปรากฏชัด โดยผู้หญิงชนพื้นเมืองอเมริกัน ชนพื้นเมืองอะแลสกา และผู้หญิงผิวดำ มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงผิวขาวอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์ โดยรัฐแอละแบมาและมิสซิสซิปปีมีอัตราสูงสุด ขณะที่แคลิฟอร์เนียและมินนิโซตามีอัตราต่ำสุด

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยนี้ตอกย้ำความสำคัญที่ไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงแนวทางการดูแลหลังคลอดเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจว่าทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม ในขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งในไทยกำลังแบกรับภาระงานหนักอยู่แล้ว โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจึงจำเป็นต้องผนวกโปรแกรมดูแลมารดาที่ครอบคลุม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดแนวโน้มที่น่ากังวลเช่นเดียวกันในประเทศ

มาตรการเชิงรุก เช่น การประเมินสุขภาพทันทีหลังคลอด และการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เช่น ความดันโลหิตสูงและปัญหาสุขภาพจิต เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลเชิงป้องกัน โดยเน้นจัดการกับภาวะสุขภาพเดิมที่อาจแย่ลงจากการตั้งครรภ์

ระบบสาธารณสุขไทยควรนำข้อคิดจากงานวิจัยนี้ไปปรับใช้ โดยเน้นขยายความคุ้มครองหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับคุณแม่มือใหม่ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และส่งเสริมระบบสนับสนุนในชุมชน ดังที่การศึกษาชี้ให้เห็น สุขภาพของแม่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อครอบครัวและคนรุ่นต่อไป

ท้ายที่สุด ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในไทยต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพมารดาที่เข้มแข็ง ซึ่งตอบสนองความต้องการดูแลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงคุณแม่มือใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงผลลัพธ์ด้านการดูแลสุขภาพมารดาให้ดีขึ้นได้