Stat News สื่อดังตีแผ่เรื่องน่าห่วงเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเวลเนสที่กำลังโตวันโตคืน ชี้ว่าอาจมีส่วนโดยไม่ตั้งใจในการแพร่เชื้อโรคอย่างไข้หวัดนก H5N1 อุตสาหกรรมนี้ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ มักจะเน้นทางเลือกธรรมชาติและไม่ค่อยเชื่อมั่นในหลักการวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่กับคนเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสัตว์และระบบสาธารณสุขโดยรวม การแพร่ระบาดของโรคนี้ยิ่งน่ากังวลเมื่อมาเจอกับกระแสฮิตเรื่องดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแนวเวลเนส
ในขณะที่เทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบดิบและการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแนวทางเลือกกำลังมาแรง—คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะพุ่งพรวดเป็นสองเท่าภายในปี 2030—ความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายก็ยิ่งสูงตามไปด้วย ต่างจากอาหารสัตว์เลี้ยงปรุงสุกหรือแบบสำเร็จรูปที่ผ่านความร้อนฆ่าเชื้อโรค อาหารดิบกลับถูกกลุ่มผู้สนับสนุนยกย่องว่าเป็น “อาหารที่เหมาะสมตามหลักชีววิทยา” แต่ข้อมูลทางระบาดวิทยากลับชี้ให้เห็นภาพตรงกันข้าม คือ อาหารดิบอาจทำให้สัตว์เลี้ยง และลามมาถึงคน ต้องสัมผัสกับเชื้อโรคมากมาย รวมถึงไวรัส H5N1 น่าตกใจที่พบว่ามีแมวบ้านในแคลิฟอร์เนียต้องตายไปแล้ว หลังกินอาหารดิบที่ปนเปื้อนเชื้อนี้
ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อผู้ทรงอิทธิพลในวงการเวลเนสบางส่วนมักโหมประโคมถึงความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการที่เหนือกว่าของอาหารดิบ แต่หน่วยงานทางการกลับออกมาเตือนว่าวิธีปฏิบัติดังกล่าวอาจเอื้อให้ไวรัสอย่าง H5N1 อยู่รอดและแพร่กระจายได้ นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ที่ดูเหมือนจะลดบทบาทหรืออาจถึงขั้นยุบศูนย์สัตวแพทย์ศาสตร์ของ FDA (องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังและรับมือการระบาด ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอุตสาหกรรมนี้จะรับมือกับโรคระบาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
สำหรับประเทศไทย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและมีคนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบที่ตามมาจึงน่าวิตกอย่างยิ่ง ด้วยการค้าขายระหว่างประเทศที่มากขึ้นและความนิยมเลี้ยงสัตว์แปลก การควบคุมความปลอดภัยของอาหารอย่างเข้มงวดจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ภาคเกษตรกรรมของไทย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ก็ต้องเฝ้าระวังขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสปนเปื้อนในปศุสัตว์ ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อ H5N1 ได้
บทเรียนจากโรคระบาดสัตว์สู่คนในเอเชียที่ผ่านมาได้ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านสุขภาพครั้งสำคัญมาแล้ว จากความเข้าใจนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขของไทยที่มีอยู่สามารถนำมาต่อยอดได้ โดยการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงที่เข้มงวดขึ้น และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างปลอดภัย การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ ควบคู่ไปกับการสื่อสารที่เข้าใจง่าย อาจช่วยลดช่องว่างทางความเข้าใจและต่อสู้กับข้อมูลที่บิดเบือนได้
เมื่อมองไปข้างหน้า ภาครัฐและผู้ผลิตในไทยควรพิจารณากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ เช่น การบังคับใช้ฉลากที่โปร่งใส ตรวจสอบเชื้อโรคอย่างเข้มงวด และให้ความสำคัญกับคำแนะนำทางโภชนาการที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาออกแคมเปญคล้ายกับที่เคยใช้ในช่วงโควิด-19 เพื่อหักล้างความเชื่อผิดๆ และสนับสนุนมาตรการด้านสุขภาพที่อิงหลักวิทยาศาสตร์
สรุปคือ เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทยควรหลีกเลี่ยงอาหารสัตว์เลี้ยงแบบดิบเนื่องจากความเสี่ยงที่มีอยู่และโอกาสในการเป็นพาหะนำโรค การเลือกอาหารที่ปรุงสุกและปลอดเชื้อจะช่วยปกป้องสุขภาพของสัตว์เลี้ยง และยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุขโดยรวมได้ นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสอย่าง H5N1 และปรึกษาสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คนไทยสามารถมีส่วนร่วมป้องกันปัญหาด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูบทความต้นฉบับใน Stat News