ข้อมูลใหม่แกะกล่องจากสถาบันสถิติแห่งชาติโปรตุเกส เผยตัวเลขน่าตกใจ พบว่าชาวโปรตุเกสเกือบ 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 32% กำลังเผชิญกับอาการวิตกกังวล นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ข้อมูลชุดนี้ซึ่งเปิดเผยตรงกับวันอนามัยโลก ยังชี้ให้เห็นความแตกต่างทางเพศอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงได้รับผลกระทบถึง 38.2% เทียบกับผู้ชายที่ 24.7% และเมื่อมองลึกลงไปในระดับความรุนแรง ปัญหาโรควิตกกังวลยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดยพบในผู้หญิงถึง 14.1% ขณะที่ผู้ชายพบเพียง 6.2%

ข้อมูลจากการสำรวจรายได้และคุณภาพชีวิต (ICOR) ประจำปี 2024 นี้ ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเข้ามาดูแลปัญหาสุขภาพจิตของประชากรกลุ่มต่างๆ ในโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีตัวชี้วัดโรควิตกกังวลทั่วไปในระดับรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 4.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน การศึกษาก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อย เพราะพบว่ายิ่งการศึกษาสูง อัตราความวิตกกังวลยิ่งลดลง ซึ่งอาจสะท้อนว่าการศึกษาเป็นเกราะป้องกันปัญหานี้ได้ทางหนึ่ง

ผลการศึกษานี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจมาถึงสังคมไทย ซึ่งกำลังหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาความวิตกกังวลและสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว นับเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยต้องพิจารณาว่าปัจจัยด้านการศึกษาและสถานะทางสังคมเศรษฐกิจส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างไร ในโปรตุเกส ภาวะว่างงานและการไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับระดับความวิตกกังวลที่สูงขึ้น โดยพบว่า 41.9% ของผู้ว่างงานมีอาการของโรควิตกกังวลทั่วไป เทียบกับเพียง 28.4% ในกลุ่มคนทำงาน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาจเป็นเหมือนเกราะป้องกันความวิตกกังวลได้ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่น่าจะนำมาปรับใช้กับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงระดับความพึงพอใจในชีวิตของชาวโปรตุเกส โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3 เต็ม 10 คะแนน ซึ่งขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 7.1 คะแนนในปีที่แล้ว การเพิ่มขึ้นนี้พบได้ในประชากรทุกกลุ่ม แม้จะยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง กล่าวคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ชาย และผู้ที่มีการศึกษาสูง มีแนวโน้มรายงานระดับความพึงพอใจที่สูงกว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้กำหนดนโยบายของไทยในการปรับปรุงโครงการด้านสุขภาพจิตและการสำรวจความพึงพอใจให้สอดรับกับตัวแปรทางประชากรที่คล้ายคลึงกันได้

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนายุทธศาสตร์ด้านสุขภาพจิต การเรียนรู้จากประสบการณ์ของโปรตุเกสน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง การนำระบบการศึกษาและสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เข้มแข็งและครอบคลุมมาปรับใช้ ทั้งในโรงเรียนและที่ทำงาน จะช่วยลดความชุกของปัญหาความวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ การส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในการทำงาน ก็สามารถบรรเทาความวิตกกังวลและยกระดับสุขภาวะโดยรวมของประชาชนได้

สังคมไทยน่าจะได้รับประโยชน์ หากเกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไปสู่การเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น โดยมีการสนับสนุนจากการรณรงค์ให้ความรู้ที่ตรงจุดและโครงการริเริ่มต่างๆ จากภาครัฐ การตระหนักว่าความวิตกกังวลเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ไม่ต่างจากที่โปรตุเกสกำลังเผชิญ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างสังคมที่มีประชากรที่แข็งแรงทั้งกายและใจมากขึ้น

จำเป็นต้องเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้ทรัพยากรด้านสุขภาพจิตเข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่บริการอาจยังมีจำกัด การสร้างระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่พบได้ทั้งในโปรตุเกสและไทย ส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและความพึงพอใจในชีวิตให้กับทุกภาคส่วนของสังคม

ข้อมูลต่างๆ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า การต่อสู้กับความวิตกกังวลเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายมิติ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อยกระดับการศึกษา สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านสุขภาพจิต การมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญเหล่านี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถจัดการกับต้นตอของปัญหาความวิตกกังวล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น