ในยุคที่เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็ฮิตติดตลาดอย่างรวดเร็ว พร้อมคำโฆษณาสารพัดว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น มีชีวิตชีวา แต่ล่าสุด อลิซ เลวิตต์ (Alice Levitt) ได้แชร์อุทาหรณ์เตือนใจผ่านเว็บไซต์ AOL เกี่ยวกับการกินอาหารเสริมมากเกินไป ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดสำหรับคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยเราด้วย บทความนี้เล่าประสบการณ์ตรงของคุณเลวิตต์ที่ป่วยหนักจากการถาโถมกินอาหารเสริมกว่า 20 ชนิดต่อวัน ตอกย้ำว่าเราต้องระมัดระวังและตระหนักถึงการใช้อาหารเสริมอย่างปลอดภัยจริงๆ
สำหรับคนไทย เรื่องนี้ยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและสำคัญมาก ท่ามกลางกระแสใส่ใจสุขภาพที่มาแรงและตลาดอาหารเสริมบ้านเราที่โตวันโตคืน มีผลสำรวจจากต่างประเทศพบว่า ผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 คนในสหรัฐฯ และยุโรป กินอาหารเสริมอย่างน้อยวันละ 1 ชนิด ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์การกินอาหารเสริมที่เพิ่มขึ้นในไทยเช่นกัน ความสนใจที่พุ่งสูงนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากพลังการตลาด กระแสในโซเชียลมีเดีย บวกกับค่านิยมที่คนหันมาดูแลตัวเองเชิงป้องกันกันมากขึ้น
ถ้ากินอย่างพอเหมาะพอดี อาหารเสริมก็ช่วยเสริมสารอาหารที่ร่างกายอาจจะขาดไปได้ แต่การกินมากเกินไปก็เสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง ดังประสบการณ์ของคุณเลวิตต์ที่เจอดีกับอาหารเสริมอย่างเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) และแคลเซียม ถือเป็นบทเรียนราคาแพง การกินโอเวอร์โดสแบบนี้อาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงถึงชีวิต ทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่แย่ลง หรือแม้กระทั่งตีกับยาประจำที่หมอสั่ง นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งคนไทยหลายคนอาจจะไม่ได้ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนหาซื้อมากินเอง บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการปรึกษาแพทย์สำคัญแค่ไหน ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างก็สนับสนุน อย่างที่คุณเบธ เซอร์โวนี (Beth Czerwony) จากคลีฟแลนด์คลินิก (Cleveland Clinic) บอกไว้ว่า “การกินอาหารเสริมไม่ควรมาแทนที่การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่เป็นแค่ตัวเสริมเท่านั้น”
ในบ้านเรา เรื่องการควบคุมอาหารเสริมที่อาจจะยังไม่เข้มงวดเท่าที่ควรก็เป็นอีกประเด็นที่น่าห่วง ตามกฎหมายไทย ซึ่งคล้ายๆ กับที่อเมริกา ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไม่ต้องผ่านการทดสอบเข้มข้นเหมือนยา ช่องว่างตรงนี้อาจทำให้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างแตกต่างกันไป ยิ่งทำให้ผู้บริโภคต้องระวังตัวมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร. เดวิด ดับเบิลยู. วิกเตอร์ ที่ 3 (David W. Victor III) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ เตือนว่า อาหารเสริมที่เราเห็นทั่วๆ ไปนี่แหละ อาจเป็นพิษได้ถ้ารับเข้าร่างกายมากเกิน อย่างวิตามินเอและดี มันสะสมในร่างกายได้ ส่งผลเสีย เช่น ตับพัง ระดับแคลเซียมในเลือดสูงจนทำลายไต ข้อมูลแบบนี้สำคัญมากสำหรับคนไทย ที่บางทีเราก็กินวิตามินโดสสูงๆ ตามคำบอกเล่าหรือความเชื่อส่วนตัวกันเป็นเรื่องปกติ เพราะอยากเห็นผลเร็วๆ กระแสที่คนหันไปพึ่งวิธีธรรมชาติหรืออาหารเสริม บางทีก็อาจทำให้มองข้ามคำแนะนำจากแพทย์แผนปัจจุบันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอหรือบุคลากรสาธารณสุขต้องเข้าใจเวลาให้คำแนะนำคนไข้
ถ้ามองในมุมวัฒนธรรมไทย การแพทย์แผนไทยก็มีบทบาทมานาน เราใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพกันมาแต่โบราณ แต่อย่างเรื่องของคุณเลวิตต์ก็ย้ำชัดว่า แม้แต่ของจากธรรมชาติก็อันตรายได้ถ้าใช้ไม่ถูกทาง ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการแพทย์สมัยใหม่จึงสำคัญมากในการให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้บริโภคชาวไทย
ในอนาคต หน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลต่างๆ ในไทยมีบทบาทสำคัญมากในการส่งเสริมให้คนใช้อาหารเสริมอย่างปลอดภัย อาจทำได้ผ่านแคมเปญรณรงค์ต่างๆ ที่ต้องเน้นย้ำเรื่องความพอดี โอกาสที่จะตีกับยาที่กินอยู่ และการหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อย่างแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขเอง
สรุปคือ แม้อาหารเสริมจะมีประโยชน์ แต่ควรมองเป็นแค่ส่วนเสริมของอาหารหลักที่มีประโยชน์ ไม่ใช่ตัวแทน คนไทยเราควรปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญก่อน โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวซับซ้อน หรือกินยาตามหมอสั่งอยู่แล้ว เรื่องของคุณเลวิตต์เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีถึงภัยเงียบของการกินอาหารเสริมเกินขนาด และย้ำว่าการตัดสินใจเรื่องสุขภาพต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและความเข้าใจ สำหรับคนไทย การเลือกใช้อาหารเสริมในยุคนี้ที่ทั้งเติบโตและซับซ้อน จึงต้องทำด้วยความรอบคอบและมีความรู้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องแนะนำ แต่เป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ