เกริ่นนำ
วิมานวัตถุ
คำว่า วิมาน หมายถึง ที่เล่น ที่อยู่ของเหล่าเทวดาซึ่งถือว่าเป็นสถานที่อันประเสริฐ และคำว่าวิมานวัตถุ หมายถึง เรื่องวิมาน หรือที่ตั้งวิมานนั้นๆ
ในวิมานวัตถุนั้น สถานที่เล่นและอยู่อาศัยของเทวดาทั้งหลายมีจำนวนนับอันประเสริฐ ชื่อว่าวิมาน. จริงอยู่ วิมานเหล่านั้นบังเกิดด้วยอานุภาพของกรรมส่วนสุจริตของเทวดาเหล่านั้น รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ มีสีและทรวดทรงอันวิจิตร เพราะประกอบด้วยขนาดพิเศษมี ๑ โยชน์และ ๒ โยชน์เป็นต้น เรียกกันว่าวิมาน เพราะพรั่งพร้อมด้วยความงาม และเพราะต้องนับโดยวิธีพิเศษ.
ถามว่า วิมานวัตถุนี้ ใครกล่าว กล่าวที่ไหน กล่าวเมื่อไร และกล่าวเพราะเหตุไร.
ตอบว่า วิมานวัตถุนี้ดำเนินไปโดยกิจ ๒ อย่าง คือถามและตอบ.
ในกิจ ๒ อย่างนั้น คาถาคำตอบ เทวดาทั้งหลายนั้นๆ กล่าว. ส่วนคาถาคำถาม บางคาถาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส บางคาถาท้าวสักกะเป็นต้นตรัส บางคาถาพระสาวกเถระทั้งหลายกล่าว. แม้ในคาถาคำถามนั้น คาถาส่วนมากท่านพระมหาโมคคัลลานะ ผู้สร้างสมภารคือบุญและญาณ เพื่อเป็นพระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า บำเพ็ญสาวกบารมีมาโดยลำดับถึง ๑ อสงไขย กำไรแสนกัป ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณหมดสิ้น ซึ่งมีคุณพิเศษมีอภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทา ๔ ดำรงอยู่ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่ ๒ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในเหล่าภิกษุสาวกผู้มีฤทธิ์ กล่าวไว้แล้ว.
ก่อนอื่น พระมหาโมคคัลลานะเมื่อจะกล่าวก็เที่ยวเทวจาริกไปเพื่อเกื้อกูลโลก ไถ่ถามเทวดาทั้งหลายในเทวโลก กลับมามนุษยโลกอีก ทำคำถามและคำตอบไว้รวมกัน เพื่อทำผลบุญให้ประจักษ์แก่มนุษย์ทั้งหลาย กราบทูลเรื่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย. ท้าวสักกะตรัสก็โดยถามปัญหา เทวดาทั้งหลายตอบท้าวสักกะนั้นก็ดี ตอบท่านพระมหาโมคคัลลานเถระก็ดี ก็โดยตอบปัญหาเหมือนกัน.
โดยนัยดังกล่าวมานี้ คาถาวิมานวัตถุ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระเถระทั้งหลายและเทวดาทั้งหลายกล่าว ก็โดยถามปัญหา และเทวดาทั้งหลายกล่าวไว้ในที่นั้นๆ ก็โดยตอบปัญหานั้น. ภายหลัง พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายผู้สังคายนาธรรมวินัย รวบรวมยกขึ้นสู่สังคีติว่าวิมานวัตถุอย่างเดียว ก็การตอบบทว่าใครกล่าวเป็นต้น โดยสังเขปทั่ว ๆ ไปในวิมานวัตถุนี้.
ส่วนอาจารย์พวกอื่นๆ กล่าวว่า วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ เกิดใจปริวิตกอย่างนี้ว่า ปัจจุบันนี้ มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อความถึงพร้อมแห่งวัตถุ [ไทยธรรม] ความถึงพร้อมแห่งเขต [ทักขิไณยบุคคล] และความถึงพร้อมแห่งจิตเลื่อมใสของตน [เจตนา] แม้ไม่มี ก็ยังพากันทำบุญนั้น บังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติอันโอฬาร ถ้ากระไร เราจาริกไปในเทวโลก ทำเทวดาเหล่านั้นเป็นประจักษ์พยานให้กล่าวบุญ ตามที่พวกเขาสร้างสมไว้ และผลบุญตามที่ได้ประสบ แล้วกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเป็นดังนั้น พระศาสดาของเรา เมื่อทรงแสดงผลกรรมให้ประจักษ์ชัดแก่มนุษย์ทั้งหลาย เหมือนดังทรงทำพระจันทร์เพ็ญอุทัยขึ้น ณ พื้นนภากาศ ทรงชี้ความที่บุญทั้งหลาย แม้ประมาณเล็กน้อยก็ยังมีผลโอฬาร โดยศรัทธาความเชื่อต่อเนื่องกันได้ ทรงทำวิมานวัตถุนั้นๆ ให้เป็นวัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว จักทรงประกาศพระธรรมเทศนาได้ยิ่งใหญ่. พระธรรมเทศนานั้นก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลความสุขแก่ชนเป็นอันมากแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ท่านลุกขึ้นจากอาสนะ นุ่งผ้า ๒ ชั้นย้อมดีแล้วผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งห่มเฉวียงบ่า เปรียบดังฟ้าแลบ มีลำสายคล้ายหิงคุ์ตามธรรมชาติ [หยาดมหาหิงคุ์] และเปรียบดังยอดเขาอัญชันคิรีเดินได้ ซึ่งฉาบด้วยแสงสนธยา ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง กราบทูลความประสงค์ของตน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว ก็ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณเวียนขวา เข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว ก็ถึงดาวดึงสภพในทันทีนั้นโดยกำลังฤทธิ์ จึงไถ่ถามถึงบุญกรรมตามที่เทวดาทั้งหลายนั้นๆ สร้างสมไว้. เทวดาเหล่านั้นก็บอกกล่าวแก่ท่าน. ท่านกลับจากดาวดึงส์นั้นมายังมนุษย์โลกแล้ว กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยทำนองที่เป็นไปในดาวดึงสภพนั้น.
พระศาสดาก็ได้ทรงรับทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงทำวิมานวัตถุนั้นให้เป็นวัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้วทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร โปรดบริษัทที่มาประชุมกัน.
----------------------
หมายเหตุ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายอสทิสทาน ๗ วันแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ท่านอนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐีก็ถวาย ๓ วันพอสมควรแก่อสทิสทานนั้น นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ถวายมหาทานเหมือนอย่างนั้น. ประวัติความเป็นไปแห่งอสทิสทาน ได้ปรากฏทั่วชมพูทวีป.
ครั้งนั้น มหาชนยกเรื่องขึ้นพูดกันในที่นั้นๆ ว่า ทานจักมีผลมาก ด้วยการบริจาคสมบัติอันโอฬารอย่างนี้ หรือๆ จักมีผลมาก แม้ด้วยการบริจาคพอสมควรแก่ทรัพย์สมบัติของตน.
ภิกษุทั้งหลายฟังคำนั้นแล้ว ก็กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทานมิใช่จักมีผลมาก ด้วยการถึงพร้อมแห่งไทยธรรมอย่างเดียว. ที่แท้ ทานจักมีผลมาก ก็ด้วยความถึงพร้อมแห่งจิตที่เลื่อมใส และด้วยความถึงพร้อมแห่งเขต [ทักขิไณยบุคคล] เพราะฉะนั้น ทานวัตถุเพียงสักข้าวกำมือหนึ่งก็ดี เพียงผ้าเก่าผืนหนึ่งก็ดี เพียงเครื่องลาดทำด้วยหญ้าก็ดี เพียงเครื่องลาดทำด้วยใบไม้ก็ดี เพียงสมอดองน้ำมูตรเน่าก็ดี บุคคลมีจิตเลื่อมใสแล้วตั้งไว้ในทักขิไณยบุคคล ทานแม้นั้นก็จักมีผลมาก รุ่งเรืองมาก แผ่ไพศาลมาก ดังนี้.
จริงอย่างนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพก็ตรัสคำเป็นคาถา ดังนี้ว่า เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า หรือพระสาวกของพระสัมพุทธเจ้านั้น ทักษิณาไม่ชื่อว่าน้อยเลย.
ถ้อยคำนั้นได้แพร่ไปทั่วชมพูทวีป. มนุษย์ทั้งหลายพากันให้ทานตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ แก่สมณพราหมณ์คนยากไร้ คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย ตั้งน้ำดื่มไว้ที่ลานเคหะ ปูอาสนะไว้ที่ซุ้มประตู.