ช่วงหลังมานี้ เวลาเราคุยกันเรื่องความวิตกกังวลเวลาเข้าสังคม มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจแต่คนมักมองข้าม นั่นคือ การรับรู้เวลา ของเราเอง ไอ้ที่เราชอบพูดกันว่า “เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็ว” เนี่ย จริงๆ แล้วมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด ความเข้าใจเรื่องนี้อาจเป็นกุญแจดอกใหม่ที่ช่วยให้เรารับมือกับอาการประหม่าเวลาเจอผู้คนได้ โดยเฉพาะในมุมที่เรามองเวลาตอนกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากฮังการีที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Scientific Reports เมื่อปี 2023 พบว่าการรับรู้เวลาต่างกันไปในแต่ละวัย เด็กเล็กๆ จะมองว่าเวลาผูกติดกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่ผู้ใหญ่กลับรู้สึกว่าเวลาที่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ มันนานเป็นพิเศษ ความแตกต่างตรงนี้แหละที่ส่งผลต่อวิธีที่ผู้ใหญ่อย่างเราเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางสังคมต่างๆ

งานวิจัยนี้น่าสนใจสำหรับคนไทยไม่น้อย เพราะความเข้าใจเรื่องการรับรู้เวลามันเกี่ยวโยงกับวิถีปฏิบัติที่คุ้นเคยในบ้านเรา เช่น การมีสติ และ การทำสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนในสังคมไทยปฏิบัติกันอยู่แล้ว การฝึกฝนเหล่านี้ช่วยฝึกให้เราอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งมีประโยชน์มากในการลดความกังวลเวลาเข้าสังคม และด้วยวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีและความปรองดองในสังคม การรู้ว่ามุมมองเรื่องเวลามีผลต่อความวิตกกังวลยังไง ก็ช่วยให้เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมเราได้ดียิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์เอเดรียน เบจัน (Adrian Bejan) อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า พออายุมากขึ้น เครือข่ายเซลล์ประสาทในสมองเราก็ซับซ้อนขึ้น การประมวลผลข้อมูลต่างๆ ก็ช้าตามไปด้วย ความเร็วที่ลดลงนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วขึ้น ซึ่งน่าแปลกที่มันเชื่อมโยงกับอาการวิตกกังวลเวลาเข้าสังคมได้ ซินดี้ ลัสติก (Cindy Lustig) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ก็เห็นด้วย พร้อมชี้ว่า ประสบการณ์เรื่องเวลาของเราแบ่งเป็น การจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน กับ การนึกถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งการแบ่งแบบนี้สำคัญมากเวลาเราดูว่าความวิตกกังวลมันส่งผลยังไง ที่มักทำให้สถานการณ์ที่ต้องเจอผู้คนดูน่ากลัวหรือรับมือยากเกินจริง

สำหรับคนไทยเราแล้ว ข้อคิดเหล่านี้ถือว่าให้มุมมองที่น่าสนใจทีเดียว การที่คนไทยเราให้ความสำคัญกับการ “ใจเย็น” เวลาเข้าสังคม ก็สอดคล้องกับเทคนิคฝึกสติแบบใหม่ๆ ที่เน้นการอยู่กับปัจจุบัน คำแนะนำที่ให้ลองเปิดใจมองโลกรอบตัวเหมือนตอนเป็นเด็ก ด้วยความสงสัยใคร่รู้และใส่ใจอย่างเต็มที่ อาจช่วยให้ผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยช่วยลดความกังวลโดยเปลี่ยนโฟกัสจากความกลัวว่าจะโดนตัดสินในแง่ลบ ไปเป็นการใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเต็มที่

ศาสตราจารย์อดัม แอนเดอร์สัน (Adam Anderson) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ได้เสนอแนวทางที่นำไปปรับใช้ได้ โดยเชื่อมโยงการรับรู้เวลากับจังหวะการเต้นของหัวใจ คนไทยอาจพบว่าการฝึก กำหนดลมหายใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำสมาธิอยู่แล้ว เป็นวิธีที่ได้ผลดีในการช่วยให้หัวใจเต้นช้าลงและทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลงด้วย ซึ่งช่วยคลายความรู้สึกวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังชี้อีกว่า การได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นก็เปลี่ยนการรับรู้เวลาของเราได้เหมือนกัน เรื่องนี้อาจนำมาปรับใช้กับวิถีชีวิตและกิจกรรมทางวัฒนธรรมของไทยได้ เช่น การลองไปในที่ใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ หรือหางานอดิเรกทำ ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องมือดีๆ ที่ช่วยต่อสู้กับอาการประหม่าเวลาเข้าสังคม

ปัจจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็มีส่วนหล่อหลอมมุมมองเรื่องเวลาให้เข้ากับวิถีสังคมเหมือนกัน เทศกาลสำคัญของไทยอย่าง สงกรานต์ (ปีใหม่ไทย) ก็มีธรรมเนียมที่เน้นการทิ้งเรื่องเก่าๆ ไว้ข้างหลังแล้วเริ่มต้นใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือการส่งเสริมให้เราอยู่กับปัจจุบันและปรับมุมมองที่เรามีต่อเวลา

ในอนาคต เมื่อมีการศึกษาเรื่องความคิดและอารมณ์ที่เกี่ยวกับเวลาลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราน่าจะเจอวิธีรับมือกับความวิตกกังวลเวลาเข้าสังคมที่เหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น เทคนิคที่เน้นการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ การซึมซับประสบการณ์อย่างเต็มที่ และการฝึกสติ น่าจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น และนำไปปรับใช้ในสถานการณ์ทางสังคมต่างๆ ได้กว้างขึ้น

สรุปคือ การนำมุมมองเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ การชวนให้คนไทยหันมาฝึกสติ ลองปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ และตั้งใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่เพียงช่วยลดอาการประหม่าเวลาเจอผู้คน แต่ยังช่วยให้มีความสุขกับชีวิตโดยรวมมากขึ้นด้วย นี่คือเหมือนคำเชิญชวนให้เราเปิดรับทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างเต็มที่ โดยใช้ภูมิปัญญาดีๆ ที่มีอยู่ในวัฒนธรรมของเรา มาช่วยรับมือกับความท้าทายทางใจในยุคนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและกลยุทธ์ต่างๆ สามารถอ่าน งานวิจัยใน Nature Scientific Reports ที่อ้างถึง และข้อมูลเชิงลึกจาก ศาสตราจารย์เอเดรียน เบจัน