ความเข้าใจเรื่องออทิซึมกำลังเปลี่ยนไป เมื่องานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นถึง ‘อคติ’ ที่ฝังอยู่ในระบบ ทำให้เด็กหญิงและผู้หญิงออทิสติกถูกมองข้ามมานาน แต่เดิม เรามักมองว่าออทิซึมเป็นภาวะที่พบมากในเด็กชาย แต่ปัจจุบัน ความซับซ้อนของภาวะนี้ในเพศหญิงกำลังเป็นที่เข้าใจมากขึ้น ดังที่ จีนา ริปปอน (Gina Rippon) นักวิจัย ได้อธิบายไว้ในหนังสือของเธอ “Off the Spectrum: Why the Science of Autism Has Failed Women and Girls” source
ริปปอนได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการวินิจฉัยในอดีตที่มักมองข้ามเด็กหญิง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อที่มีมานาน ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญในสังคมไทย ที่บทบาททางเพศตามขนบเดิมยังมีอิทธิพลอยู่ ข้อมูลชี้ว่าเด็กชายมีโอกาสถูกส่งไปประเมินภาวะออทิซึมมากกว่าเด็กหญิงถึง 10 เท่า ทำให้เด็กหญิงจำนวนไม่น้อยถูกวินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นภาวะอื่น เช่น วิตกกังวลในการเข้าสังคม หรือโรคเกี่ยวกับการกินผิดปกติ กว่าจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิซึมอย่างถูกต้อง งานวิจัยของริปปอนยังอ้างถึงการศึกษาในปี 2023 ที่พบว่า 80% ของเด็กหญิงที่เคยถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นปัญหาทางจิตใจอื่นๆ แท้จริงแล้วอาจมีภาวะออทิซึม source
ต้นตอสำคัญของปัญหานี้ คือการที่งานวิจัยออทิซึมในอดีตมุ่งเน้นศึกษาแต่ในเพศชายเป็นหลัก จากการวิเคราะห์ของริปปอน พบว่าจากการศึกษากว่า 120 ชิ้น ส่วนใหญ่มุ่งเน้นกลุ่มตัวอย่างเพศชายเกือบทั้งหมด ทำให้ผู้หญิงมีสัดส่วนในงานวิจัยไม่ถึง 10% การมองข้ามกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อน แต่ยังส่งผลให้เกิดช่องว่างในการวินิจฉัย ทำให้การรับรู้ภาวะออทิซึมในเด็กหญิงล่าช้าและไม่แม่นยำ source
อคติที่อิงลักษณะของเพศชายเป็นหลักในการวินิจฉัย ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปแนวทางทั้งการแพทย์และการศึกษา เรื่องนี้รวมถึงครูอาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ในไทย ซึ่งมักเป็นด่านแรกที่พบเจอและสังเกตพัฒนาการของเด็ก ครูและบุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องปรับมุมมองและเครื่องมือให้เท่าทันความแตกต่างทางพฤติกรรมระหว่างเพศ เช่น การเก็บซ่อนความรู้สึก หรือการพยายามปรับตัวกลบเกลื่อนอาการ (camouflaging) ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กหญิง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การยอมรับและนำลักษณะอาการออทิซึมที่ต่างกันในแต่ละเพศมาปรับใช้ในเกณฑ์วินิจฉัย จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยและให้ความช่วยเหลือได้แม่นยำขึ้น โดยไม่จำกัดเพศ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเพิ่ม ‘การตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสที่ไวกว่าปกติ’ (hypersensitive sensory responses) เข้าไปในเกณฑ์ DSM-5-TR ฉบับล่าสุด source
สำหรับสังคมไทย ที่การตีตราเรื่องความแตกต่างหรือความพิการยังเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและบริการสุขภาพ ความเข้าใจใหม่นี้จึงมาได้ถูกจังหวะ ในขณะที่การรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องออทิซึมกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะท้าทายมุมมองเดิมๆ และส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับออทิซึมให้รอบด้านยิ่งขึ้น ครู พ่อแม่ผู้ปกครอง และแพทย์ ควรมองหาสัญญาณที่อาจซ่อนอยู่ เช่น การชอบแยกตัว หรือการตอบสนองไวต่อเสียง แสง หรือสัมผัสต่างๆ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะออทิซึม แทนที่จะมองว่าเป็นแค่เด็กขี้อายหรือเป็นนิสัยส่วนตัว
ในภาพรวม ข้อค้นพบนี้ยังกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อสร้างความตระหนักและปรับปรุงการวินิจฉัย สำหรับประเทศไทย การส่งเสริมความเข้าใจและยอมรับความหลากหลายในโรงเรียนอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้เด็กหญิงออทิสติกสามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตในสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่
โดยสรุป จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในแวดวงสาธารณสุขและการศึกษาของไทย จะนำมุมมองเหล่านี้มาปรับใช้ในบริบทของประเทศ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมและเท่าเทียม ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของภาวะออทิซึมอย่างแท้จริง การโอบรับความแตกต่างเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีภาวะออทิซึมโดยตรง แต่ยังช่วยให้สังคมไทยแข็งแกร่งขึ้น จากการเห็นคุณค่าและความสำคัญของทุกคน