งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ลงในวารสาร Annals of Internal Medicine เผยว่า การทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการอดอาหารเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะสูตร 4:3 อาจเป็นกลยุทธ์ลดน้ำหนักที่เห็นผลดีกว่าวิธีจำกัดแคลอรี่แบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย การค้นพบนี้ตอกย้ำเทรนด์การจำกัดเวลาทานอาหารที่กำลังมาแรงในหมู่คนอยากคุมน้ำหนักแบบได้ผลจริงและทำได้ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากน้ำหนักตัวเกิน โดยเฉพาะเมื่อมองถึงสถิติโรคอ้วนที่พุ่งสูงขึ้นทั้งในบ้านเราและทั่วโลก
งานวิจัยนี้ทำโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด ศึกษาในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 165 คน แบ่งคนกลุ่มนี้แบบสุ่มเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มทำ IF แบบ 4:3 กับกลุ่มที่จำกัดแคลอรี่ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม กลุ่ม IF 4:3 จะมี 3 วันในสัปดาห์ที่ต้องลดแคลอรี่ลงฮวบฮาบ (กินแค่ 20% ของที่ร่างกายต้องการ) สลับกับ 4 วันที่กินอาหารสุขภาพได้ตามปกติ ส่วนกลุ่มจำกัดแคลอรี่ ต้องคุมปริมาณแคลอรี่ที่กินในแต่ละวันให้ลดลง 34.3% ทุกวัน
ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่ทำ IF แบบ 4:3 ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 7.6% ของน้ำหนักตัวเดิม เทียบกับกลุ่มจำกัดแคลอรี่ที่ลดได้ 5% แถม 58% ของกลุ่ม IF ยังลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5% ของน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นตัวเลขชี้วัดว่าสุขภาพจะดีขึ้นจริง เช่น คุมความดัน คุมคอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น แต่ถึงผลจะดูดี งานวิจัยก็ย้ำว่าประโยชน์เหล่านี้จะเห็นผลมากน้อยแค่ไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับวินัยของแต่ละคนและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์โดยรวมด้วย
ข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับหมอและที่ปรึกษาด้านสุขภาพในไทย เพราะบ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่องกินและเข้าสังคม การนำ IF มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่กระทบวิถีสังคมมากนัก อาจช่วยให้คนไทยไปถึงเป้าหมายลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ดร. วิกตอเรีย เอ. คาเทนัคชี หัวหน้าทีมวิจัย เน้นว่า IF ทำได้สะดวกกว่า ซึ่งอาจจะทำตามได้ง่ายกว่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับการต้องมานั่งนับแคลอรี่ทุกวี่ทุกวัน
ดร. มีร์ อาลี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนและการผ่าตัดลดน้ำหนัก (ซึ่งไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้) ชี้ว่า ยังต้องศึกษากันต่อไปเพื่อหารูปแบบการอดอาหารที่ได้ผลดีที่สุด เพราะแต่ละคนก็ตอบสนองต่อรูปแบบการกินต่างกันไป เช่นเดียวกัน บุคลากรสาธารณสุขในไทยก็ควรคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา เวลาให้คำแนะนำเรื่องอาหารแนวนี้ ความยืดหยุ่นของ IF ทำให้เราปรับแนวทางให้เข้ากับแต่ละคนได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้สำเร็จและยั่งยืน
ในมุมมองของคนไทย การทำ IF อาจเข้ามาช่วยแก้โจทย์พฤติกรรมการกินที่เป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายด้านโภชนาการในบ้านเราได้ การตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง และการสนับสนุนให้ปรับเรื่องอาหารการกินผ่านกิจกรรมในชุมชน อาจช่วยให้ผู้คนค้นพบหนทางสู่สุขภาพที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน โมนิค ริชาร์ด นักโภชนาการ แนะนำว่าควรเริ่มทำ IF แบบค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มจากการมีกลุ่มสนับสนุน เพื่อสร้างกำลังใจและความรับผิดชอบร่วมกัน
เมื่อมองในแง่ประวัติศาสตร์ของไทย การอดอาหารเป็นช่วงๆ ก็ดูจะเข้ากันได้กับประเพณีถือศีลอดในพุทธศาสนาช่วงเข้าพรรษาและพิธีกรรมอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้คนไทยเปิดรับและทำตามได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจึงควรได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาแนวทางการอดอาหารที่เคารพต่อวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมเหล่านี้ เพื่อให้แนวทางนี้เข้าถึงและปรับใช้ได้กับคนหลากหลายกลุ่ม
ในอนาคต ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังคงค้นคว้าถึงผลกระทบของการทำ IF ในวงกว้างต่อไป การรณรงค์ให้ความรู้ด้านสุขภาพในไทยก็สามารถนำผลวิจัยเหล่านี้มาปรับใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสรรค์โปรแกรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยจัดการปัญหาน้ำหนักตัว แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญที่ดีขึ้นของคนไทยโดยรวม
จากงานวิจัยชิ้นนี้ คนไทยที่กำลังคิดจะลดน้ำหนักอาจลองพิจารณาการทำ IF เป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลสุขภาพแบบองค์รวม อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับแนวทางให้เข้ากับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของตัวเองยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเช่นเคย การผสมผสานทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพใจที่ดี จะช่วยให้เส้นทางสู่การมีน้ำหนักที่เหมาะสมและรักษามันไว้ได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล:
- บทความ Medical News Today
- เอกสารทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจาก PubMed และแหล่งข้อมูลทางวิชาการอื่นๆ