ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ เมื่อนักวิจัยพบว่าวัคซีนที่ใช้ป้องกัน โรคงูสวัด ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดผื่นคันสุดทรมาน อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของ ภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงวัยได้ด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อดังอย่าง Nature ซึ่งเผยว่าคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม น้อยลงถึง 20% ภายในช่วง 7 ปีหลังฉีด การค้นพบครั้งนี้เลยเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเรา โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป น่าจะลองพิจารณาฉีดวัคซีนตัวนี้ นอกเหนือจากการป้องกันอาการหนักๆ ของโรคงูสวัดเอง
ข่าวนี้ยิ่งสำคัญกับประเทศไทยเราเข้าไปใหญ่ เพราะกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ เต็มตัวเหมือนหลายประเทศทั่วโลก ทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก การค้นพบว่าวัคซีนงูสวัดอาจช่วยป้องกันได้จึงเปรียบเหมือน แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ งานวิจัยที่ทำในแคว้นเวลส์ ซึ่งศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุราว 80 ปีที่ได้รับวัคซีนงูสวัดรุ่นแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็ยิ่งตอกย้ำถึงประโยชน์ที่อาจมีมากกว่าแค่การป้องกันงูสวัดตามที่ตั้งใจไว้แต่เดิม
ดร. ปาสคาล เกลด์เซทเซอร์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อธิบายว่าผลวิจัยนี้ “น่าเชื่อถือมาก” และยังเน้นด้วยว่าผู้หญิงซึ่งปกติแล้วเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมมากกว่า อาจจะได้ประโยชน์จากวัคซีนนี้มากเป็นพิเศษ การศึกษานี้ได้ติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้คนกว่า 280,000 ราย เพื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ฉีดวัคซีนกับกลุ่มที่ไม่ได้ฉีด (ซึ่งตอนนั้นใครจะได้ฉีดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์อายุ) ผลที่ออกมาก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนอาจมีส่วนช่วยปกป้องสมองได้จริงๆ
ดร. มาเรีย นาเจล จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด แอนชูตซ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสที่ส่งผลต่อระบบประสาท ก็เห็นด้วยกับมุมมองนี้ครับ เธอบอกว่าเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคงูสวัดนั้น มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งก็เป็นการย้ำว่าวัคซีนอาจเป็น เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ลงได้ เช่นเดียวกับ ดร. อนุปัม เจนา แพทย์จากฮาร์วาร์ด ก็มองว่าการค้นพบนี้ “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” โดยเฉพาะในบริบทของสังคมสูงวัยที่กำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่เพิ่มขึ้น
พอเราเข้าใจเรื่อง โรคงูสวัด มากขึ้น ก็จะเห็นภาพความเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อมชัดขึ้นครับ โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อ ไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส พอเราหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสตัวนี้จะเข้าไปซ่อนอยู่ในปมประสาทเงียบๆ พอร่างกายเราภูมิตก (มักจะเพราะอายุมากขึ้นหรือป่วย) ไวรัสนี้ก็สามารถ กำเริบกลับมาใหม่ (reactivate) ทำให้เกิดผื่นแดงๆ ตามแนวเส้นประสาท พร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อน และอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงตามมา เช่น ปวดปลายประสาทเรื้อรัง หรือมีปัญหากับการมองเห็น ที่น่ากังวลคือ มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการที่ไวรัสนี้กลับมากำเริบ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ กระตุ้นให้เกิดภาวะสมองเสื่อม โดยผ่านกลไกการอักเสบและการติดเชื้อในหลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดในสมองตามมาได้
ความเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อมนี้ อาจมีที่มาจากคุณสมบัติของไวรัสเองที่ ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายหลอดเลือด นอกจากนี้ มันยังอาจไปกระตุ้นให้เกิดการสะสมของ อะไมลอยด์ (amyloid) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เกี่ยวพันกับโรคอัลไซเมอร์ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างไวรัสตระกูลเริม (Herpesviruses ซึ่งรวมถึงไวรัสงูสวัดด้วย) กับภาวะสมองเสื่อมมาบ้างแล้ว แต่การศึกษาชิ้นนี้นับเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในแง่ของการป้องกัน (จากการฉีดวัคซีน) อย่างชัดเจน
ระบบสาธารณสุขของไทยเรา สามารถนำข้อมูลที่น่าสนใจนี้ไปพิจารณา ปรับใช้ในแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ ได้เลย การส่งเสริมให้คนฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดอาจกลายเป็น มาตรการสุขภาพแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ นอกจากจะช่วยลดความทุกข์ทรมานจากโรคงูสวัดแล้ว ยังอาจมีส่วนช่วย ชะลอความเสื่อมถอยของสมอง (cognitive decline) ได้อีกด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลให้หน่วยงานสาธารณสุขบ้านเราพิจารณาจัดแคมเปญรณรงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน ซึ่งมีรายงานว่าปัจจุบันยัง ไม่ถึง 40% ในกลุ่มเป้าหมาย (คนที่เข้าเกณฑ์ควรฉีด)
ในขณะที่นักวิจัยยังคงเดินหน้าศึกษาเรื่องนี้กันต่อไป รวมถึงการทดสอบ วัคซีนรุ่นใหม่ๆ อย่าง ชิงกริกซ์ (Shingrix) ที่มีประสิทธิภาพป้องกันงูสวัดได้ดีกว่าเดิม แนวทางในอนาคตจึงอาจไม่ใช่แค่การต่อสู้กับโรคๆ หนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ก้าวสำคัญในกลยุทธ์การป้องกันภาวะสมองเสื่อม ด้วย อย่างไรก็ตาม คำแนะนำในการดูแลสุขภาพสมองโดยรวมยังคงเหมือนเดิมครับ คือ หมั่นใช้สมองอยู่เสมอ พบปะผู้คนเข้าสังคม และที่สำคัญมากๆ คือ การควบคุมความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ให้ดี ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวโยงกับภาวะสมองเสื่อมโดยตรง
ท้ายที่สุด ด้วย วัฒนธรรมของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและสุขภาพ การที่เราเข้าใจประโยชน์ที่หลากหลายของวัคซีนตัวนี้มากขึ้น อาจมีส่วนช่วย กำหนดแนวทางการตัดสินใจทั้งในระดับครอบครัวและนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทยในฐานะสังคมผู้สูงอายุ จึงอยากแนะนำให้ครอบครัวคนไทย ลองปรึกษาคุณหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการฉีดวัคซีน โดยมองถึงประโยชน์ไม่ใช่แค่การป้องกันโรคในวันนี้ แต่รวมถึงผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวด้วยครับ