นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เลยทีเดียว เมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Göttingen และสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อพลวัตและการจัดระเบียบตัวเอง ได้เปิดตัว “เซลล์ประสาทอินโฟมอร์ฟิก” (Infomorphic Neurons) ที่เรียนรู้เองได้เป๊ะๆ โดยเลียนแบบกระบวนการเรียนรู้สุดซับซ้อนของสมองมนุษย์เรา งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการสร้างเซลล์ประสาทเทียมที่ทำงานได้ใกล้เคียงกับเซลล์ประสาทจริงๆ ในสิ่งมีชีวิตมากขึ้น ความเจ๋งของเซลล์ประสาทพวกนี้คือ มันสามารถจัดระเบียบตัวเอง แถมยังคัดกรองข้อมูลที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ได้เอง ซึ่งต่างจากโครงข่ายประสาทเทียมแบบเดิมๆ อย่างชัดเจน ที่ส่วนใหญ่ยังต้องรอคำสั่งจากภายนอกเพื่อประมวลผลสัญญาณที่เข้ามา

สมองมนุษย์นี่แหละคือสุดยอดวิศวกรรมธรรมชาติ ที่เซลล์ประสาทสามารถคุยกันและประมวลผลข้อมูลในเครือข่ายที่ทั้งเก่งและทำงานแบบกระจายศูนย์ ไม่เหมือนเซลล์ประสาทเทียมทั่วๆ ไป ที่ต้องอาศัยการสั่งการจากศูนย์กลางและเส้นทางการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ตายตัว เซลล์ประสาทในสมองจริงๆ สามารถรับและประมวลผลสัญญาณจากเซลล์ข้างๆ ได้โดยตรง ทำให้ยืดหยุ่นกว่า แถมประหยัดพลังงานกว่าเยอะ เซลล์ประสาทอินโฟมอร์ฟิกที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ก็เลียนแบบกลไกนี้เป๊ะๆ โดยสามารถแยกแยะได้เองว่าข้อมูลที่เข้ามาอันไหนมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ทำให้แทบไม่ต้องพึ่งการควบคุมจากภายนอกเลย

นักวิจัยได้ไอเดียเด็ดมาจากเซลล์รูปพีระมิด (Pyramidal cells) ในสมองส่วนเปลือกนอก (Cerebral cortex) โดยเน้นสร้างเซลล์ประสาทที่เก่งเฉพาะด้านของตัวเอง แถมยังทำงานร่วมกับเซลล์เพื่อนบ้านได้ การออกแบบนี้ช่วยให้เซลล์ประสาทอินโฟมอร์ฟิกตัดสินใจเป้าหมายและวิธีเรียนรู้ได้เองเลย โดยใช้หลักการใหม่ๆ ทางทฤษฎีสารสนเทศเข้ามาช่วยปรับการทำงาน วิธีนี้ทำให้เซลล์ประสาทปรับบทบาทของตัวเองในเครือข่ายให้เหมาะสมที่สุด เพิ่มความสามารถในการช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างที่คุณ Marcel Graetz จากสถาบัน Göttingen Campus Institute for Dynamics of Biological Networks อธิบายว่า “ตอนนี้เราเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าข้างในเครือข่ายมันเกิดอะไรขึ้น และเซลล์ประสาทเทียมแต่ละตัวมันเรียนรู้กันยังไง” การมุ่งเน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้ของแต่ละหน่วย ทำให้มั่นใจได้ว่าเซลล์ประสาทเหล่านี้ไม่เพียงแต่จัดระเบียบตัวเองได้เท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและจัดการความซ้ำซ้อนได้ เหมือนเซลล์จริงๆ ในสมองเป๊ะๆ

สำหรับบ้านเรา เรื่องนี้น่าจับตามองมาก ทั้งในแง่การศึกษาและเทคโนโลยี ถ้าเราเอาโครงข่ายประสาทเทียมเจ๋งๆ แบบนี้มาใช้ในโครงการ AI ของไทยได้ รับรองว่าจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เลย ตั้งแต่การดูแลสุขภาพไปจนถึงการศึกษา เพราะมันทำให้เครื่องจักรเรียนรู้และปรับตัวได้แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องให้คนคอยป้อนข้อมูลตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น อาจทำให้เรามีเครื่องมือวินิจฉัยโรคที่เก่งขึ้นเยอะ สามารถปรับแนวทางการรักษาให้เป๊ะกับผู้ป่วยแต่ละคนได้ หรือมีโปรแกรมการเรียนที่ปรับเนื้อหาให้เข้ากับเด็กแต่ละคนได้ดีขึ้น

ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดอยู่แล้ว มักจะนำนวัตกรรมระดับโลกมาปรับใช้และผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ของประเทศ การมาของเซลล์ประสาทอินโฟมอร์ฟิกนี่แหละ จะมาต่อยอดตรงนี้ได้เลย เปิดศักราชใหม่ให้วงการ AI บ้านเรา การลองหาทางนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย จะช่วยให้มั่นใจว่านวัตกรรมเหล่านี้ตอบโจทย์เป้าหมายใหญ่ของประเทศ

มองไปข้างหน้า การทำงานแบบอิสระของเซลล์ประสาทอินโฟมอร์ฟิกอาจปูทางสู่ AI ที่เก่งและมีประสิทธิภาพกว่ารุ่นเก่าๆ เยอะ เมื่อเทคโนโลยีนี้พัฒนาเต็มที่ อาจทำให้เรามีหุ่นยนต์ที่ปรับตัวเก่งใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น และสามารถผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของเราได้อย่างเนียนๆ

สำหรับคนไทยที่ไม่อยากตกขบวนความก้าวหน้านี้ ต้องคิดแล้วว่าจะปรับตัวยังไงในโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้ การหาความรู้เพิ่มเติมด้าน AI การสนับสนุนงานวิจัยในประเทศ และการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จะช่วยให้ประเทศไทยยังคงเกาะติดกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ สำหรับคนที่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย การทำความเข้าใจผลกระทบของความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยในการวางกลยุทธ์ที่ใช้ประโยชน์จากการพัฒนา AI ควบคู่ไปกับการพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรมและสังคม

ต้องจับตาดูเรื่องนี้กันต่อไป โดยหมั่นอัปเดตข้อมูลงานวิจัยจากต่างประเทศ และคิดว่าจะนำผลลัพธ์เหล่านี้มาปรับใช้อย่างไรในบริบทของไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน