ทุกวันนี้สังคมเราหมุนเร็วเหลือเกิน เรื่องของสุขภาพจิตและการบำบัดก็เริ่มเป็นที่พูดถึงและยอมรับกันในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามุมมองของผู้คนต่อสุขภาวะทางใจกำลังเปลี่ยนไป การเปิดใจยอมรับที่มากขึ้นนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ ดังที่ เอลเลน คิงเรน (Ellen Kingren) นักบำบัดสุขภาพจิต ได้เล่าไว้ใน บทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Star Tribune ว่าอาชีพนี้ทำให้เธอได้เข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้จึงสำคัญมาก ทั้งสำหรับนักบำบัดและผู้ที่กำลังมองหาความช่วยเหลือในบ้านเรา ซึ่งประเด็นสุขภาพจิตยังคงมีความท้าทายเรื่องวัฒนธรรมและช่องว่างระหว่างวัยอยู่
เอลเลน คิงเรน เล่าถึงงานของเธอด้วยความเห็นอกเห็นใจว่า การได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในตัวผู้รับบริการนั้นเป็นเหมือน “ของขวัญล้ำค่า” ในสังคมที่เคยมองว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องน่าอายหรือต้องปิดบัง ประสบการณ์ของเธอชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ๆ ที่เปิดใจและกล้าแสดงความเปราะบางของตัวเองในการเข้ารับการบำบัดมากกว่า (ข้อมูลจาก Child and Family Solutions Center) ช่องว่างระหว่างวัยตรงนี้เผยให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชาว Gen Z เนี่ย เปิดรับการรักษาทางสุขภาพจิตมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการบริการสุขภาพจิตเลยทีเดียว ด้วยแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ยอมรับมากขึ้น ก็มีแววว่าจะมีผู้คนหันมาใช้บริการด้านนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็นำมาทั้งความท้าทายและโอกาสให้นักบำบัดต้องปรับแนวทางการทำงานให้เข้ากับยุคสมัย (ข้อมูลจาก Peachey Counselling)
ผลวิจัยหลายชิ้น เช่น งานที่ตีพิมพ์ใน Google Scholar และ PubMed ก็ยืนยันตรงกันว่า คนรุ่น Millennials และ Gen Z มีมุมมองแง่ลบหรือความรู้สึกตีตราเรื่องสุขภาพจิตน้อยกว่าคนรุ่นก่อนหน้า แนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับทิศทางของโลก ที่แรงกดดันทางสังคมและการรณรงค์สร้างความเข้าใจได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดอคติเรื่องสุขภาพจิต และทำให้คนเข้าถึงการบำบัดได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกัน นักบำบัดเองก็ต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา โดยต้องเรียนรู้และนำความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา เพศ และเชื้อชาติมาปรับใช้ในการทำงาน
สำหรับบ้านเรา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ส่งสัญญาณดีว่า อุปสรรคทางสังคมและวัฒนธรรมเดิมๆ ที่ทำให้คนไม่กล้าไปหาจิตแพทย์หรือนักบำบัด อาจจะค่อยๆ ลดลง แนวโน้มสุขภาพจิตในปี 2025 ก็ยังมีการนำนวัตกรรมการดูแลใหม่ๆ เข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น แผนการดูแลส่วนบุคคลที่ใช้ AI เข้ามาช่วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อแวดวงสุขภาพจิตของไทยที่กำลังคึกคักขึ้น (ข้อมูลจาก Grand Mental Health)
ถ้าเรามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับใช้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็สามารถนำความเข้าใจเรื่องความต่างของวัยนี้มาพัฒนาระบบสุขภาพจิตของเราได้ เพื่อสร้างสังคมที่มองว่าการไปพบนักบำบัดเป็นเรื่องของความเข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แม้ว่าอาจจะต้องอาศัยการให้ความรู้สังคมอย่างต่อเนื่องและระบบสนับสนุนที่แข็งแรง แต่ทิศทางในอนาคตก็ดูมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สังคมที่เปิดกว้างและยอมรับเรื่องนี้มากขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผสมผสานแนวทางที่ละเอียดอ่อนซึ่งคำนึงถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ในอนาคต การขยายการให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนและที่ทำงานจะช่วยเพิ่มความเข้าใจและลดอคติต่างๆ ลงได้ ผู้นำทางสังคมและองค์กรต่างๆ ควรส่งเสริมการพูดคุยที่สนับสนุนให้สุขภาวะทางจิตเป็นประเด็นสุขภาพที่สำคัญสำหรับทุกคน และส่งเสริมให้ผู้คนยอมรับการบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลชีวิต