ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน มุมมองใหม่จากประสาทจิตแพทย์ ดร. อลาสแตร์ ซานธ์เฮาส์ ได้จุดประเด็นชวนคิดถึงแนวโน้มที่อาจมีการวินิจฉัยภาวะสุขภาพจิตกันมากเกินจำเป็น หนังสือเล่มล่าสุดของเขา No More Normal: Mental Health in an Age of Overdiagnosis (หมดสมัยของคำว่าปกติ: สุขภาพจิตในยุคแห่งการวินิจฉัยเกินจริง) ชี้ว่า แม้การตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตจะเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันก็อาจทำให้คนจำนวนไม่น้อยตีความอาการที่ตัวเองเป็นว่าเป็นความผิดปกติทางจิต ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่เข้าข่ายด้วยซ้ำ สำหรับคนไทยแล้ว การทำความเข้าใจประเด็นถกเถียงระดับโลกนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเท่าทันวาทกรรมเรื่องสุขภาพจิตในสังคมของเรา

ดร. ซานธ์เฮาส์ มองว่า ทัศนคติที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการวินิจฉัยสุขภาพจิตได้สร้างสภาวะที่ผู้คนมีแนวโน้มจะถูก “ตีตรา” ว่าป่วยเป็นโรคทางจิตเวชได้ง่ายขึ้น จากความรู้สึกและประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกปกติของมนุษย์ หัวใจสำคัญในข้อโต้แย้งของเขาอยู่ที่การขีดเส้นแบ่งระหว่างปฏิกิริยาทางอารมณ์ตามธรรมชาติกับอาการป่วยทางจิตที่แท้จริง ข้อกังวลของเขาไม่ได้มีแค่เรื่องการมองอารมณ์ธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องทางการแพทย์ไปเสียหมด แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรของระบบสาธารณสุข เช่น NHS (ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ) ที่ต้องแบกรับภาระผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อมาเพื่อวินิจฉัยภาวะอย่าง ADHD และออทิสซึม ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

บทความได้หยิบยกตัวอย่างหลายกรณีจากประสบการณ์ตรงของ ดร. ซานธ์เฮาส์ ที่แสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างความทุกข์ใจทั่วไปกับโรคซึมเศร้า หรือระหว่างลักษณะนิสัยปกติกับภาวะ ADHD นั้นอาจเลือนราง เขาเน้นย้ำว่าโรคซึมเศร้าที่แท้จริงนั้นมีอาการแตกต่างจากความทุกข์ใจทั่วไปอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะเด่นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในการพูดจา ท่าทาง และคุณภาพในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มุมมองนี้น่าจะสะท้อนบริบทในประเทศไทยได้เช่นกัน ที่ซึ่งเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมมักส่งผลต่อการรับรู้เรื่องสุขภาพจิต และบางครั้งผู้คนยังลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเพราะกลัวอคติหรือการถูกตีตราจากสังคม

ดร. ซานธ์เฮาส์ สังเกตเห็นว่ามีการวินิจฉัยภาวะ ADHD และออทิสซึมในผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น โดยชี้ไปที่ “ผลกระทบแบบวนกลับ” (looping effect) ซึ่งหมายถึงวงจรที่เมื่อคนรับรู้เรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้คนหันมามองว่าตนเองอาจมีภาวะดังกล่าวมากขึ้นตามไปด้วย บางครั้งโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการวินิจฉัยที่รัดกุม ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในไทย ที่แม้จะมีแคมเปญรณรงค์ต่างๆ ช่วยเพิ่มความเข้าใจให้สังคม แต่ก็อาจไม่ได้มาพร้อมกับการสนับสนุนด้านการวินิจฉัยที่ทั่วถึง หรือความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพจิตที่เพียงพอเสมอไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจในข้อโต้แย้งของ ดร. ซานธ์เฮาส์ คือความเข้าใจเรื่อง ‘บาดแผลทางใจ’ (trauma) ที่ซับซ้อน เขาวิจารณ์การใช้คำนี้ในปัจจุบัน ซึ่งเขาเชื่อว่าได้เบี่ยงเบนไปจากความหมายดั้งเดิมที่หมายถึงประสบการณ์เลวร้ายที่คุกคามถึงชีวิตอย่างแท้จริง นี่เป็นประเด็นสำคัญที่สังคมไทยควรขบคิด ในบริบทที่แนวคิดดั้งเดิมเรื่องความเข้มแข็งทางใจ (resilience) ได้รับการยกย่อง แต่การตีความเรื่องบาดแผลทางใจในยุคปัจจุบันอาจกำลังท้าทายแนวคิดเหล่านั้น

การหาจุดสมดุลระหว่างการยอมรับความสำคัญของสุขภาพจิตกับการป้องกันไม่ให้เกิดการมองทุกอย่างเป็นเรื่องทางการแพทย์มากเกินไปนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องการการพูดคุยอย่างรอบด้าน ดร. ซานธ์เฮาส์ เสนอทางเลือกอื่น เช่น “การสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม” (social prescribing) ซึ่งเป็นการแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน วิธีนี้อาจสอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับชุมชนและความสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพันและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สามารถเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ยาในการดูแลสุขภาวะทางใจได้

เมื่อมองไปข้างหน้า ขณะที่ประเทศไทยยังคงปรับรับแนวปฏิบัติด้านสุขภาพจิตระดับสากลเข้ามาใช้ ประเด็นเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการทำความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและแนวทางที่ละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม หนังสือของ ดร. ซานธ์เฮาส์ ได้เสนอแง่มุมที่กระตุ้นให้ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปได้ฉุกคิดว่า เมื่อใดที่เราควรจะตีความความทุกข์ว่าเป็นความผิดปกติ หรือเมื่อใดที่เราควรหันไปสำรวจเส้นทางของการเติบโตและสร้างความเข้มแข็งทางใจแทน

สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้กำหนดนโยบาย หนทางข้างหน้าคือการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต การสร้างความมั่นใจในกระบวนการวินิจฉัยที่แม่นยำ และการสนับสนุนทางเลือกที่หลากหลายในการดูแลสุขภาวะ นอกเหนือไปจากการใช้ยา จึงขอเชิญชวนผู้อ่านชาวไทยร่วมพิจารณาประเด็นถกเถียงระดับโลกเหล่านี้ และไตร่ตรองถึงนัยยะสำคัญในบริบทของสังคมไทยเราเอง