ช่วงหลังมานี้ มีงานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นที่หันมาสนใจเทรนด์การกินอย่างการทำ IF (Intermittent Fasting) และดูเหมือนว่าวิธีนี้อาจจะลดน้ำหนักได้ดีกว่าแนวทางเดิมๆ อย่างการจำกัดแคลอรี่ (Calorie Restriction หรือ CCR) เสียอีก ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเผยว่า การทำ IF ไม่ใช่แค่ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้มากกว่า แต่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าทำตามได้ง่ายกว่า และทำต่อเนื่องได้นานกว่าด้วย นับเป็นมุมมองใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการรับมือกับปัญหาโรคอ้วน ที่กำลังเป็นเรื่องน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในบ้านเราและทั่วโลก
งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine ได้ลองเปรียบเทียบผลลัพธ์การลดน้ำหนักระหว่างกลุ่มที่ทำ IF แบบมีตารางเวลากับกลุ่มที่จำกัดแคลอรี่ในแต่ละวัน ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ทำ IF ลดน้ำหนักได้เฉลี่ยถึง 7.7 กิโลกรัมตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ทำการศึกษา ขณะที่กลุ่มจำกัดแคลอรี่ลดได้ประมาณ 4.8 กิโลกรัม ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ อัตราการถอดใจเลิกทำกลางคันในกลุ่ม IF ต่ำกว่าด้วย อยู่ที่น้อยกว่า 20% เทียบกับเกือบ 30% ในกลุ่มที่ต้องคอยนับแคลอรี่อย่างเคร่งครัด
ผลวิจัยนี้ถือว่าท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการคุมอาหารโดยเน้นนับแคลอรี่อย่างเดียวคือวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุดในการจัดการน้ำหนัก ดร.มาเรีย คอนโดรนิโคลา จากห้องปฏิบัติการวิจัยเมตาบอลิซึม มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ชี้ให้เห็นความสำคัญตรงนี้ว่า “การทำ IF อาจช่วยลดความรู้สึกโหยหรือรู้สึกว่าต้องอดทนตลอดเวลา ทำให้คนเราทำตามแผนการกินที่มีแบบแผนได้นานขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ดูจะเข้ากับจังหวะการเผาผลาญของร่างกายตามธรรมชาติได้ดีกว่าด้วย” แหล่งข้อมูล
สำหรับบ้านเรา ที่มีวัฒนธรรมการกินอันเป็นเอกลักษณ์และหลากหลาย การทำความเข้าใจและปรับใช้ IF อาจเป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพ คนไทยอาจจะรู้สึกว่า แม้ IF จะดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับการปฏิบัติที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น การถือศีลอดในช่วงเข้าพรรษาของชาวพุทธ หรือช่วงเดือนรอมฎอนของพี่น้องชาวมุสลิม ซึ่งก็มีการงดเว้นอาหารเป็นช่วงเวลาเหมือนกัน
ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์กันว่า ในอนาคต IF อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคฮิตในสังคมไทย จึงมีแนวโน้มที่จะต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูผลกระทบระยะยาวต่อระบบเผาผลาญ และประโยชน์อื่นๆ ว่าครอบคลุมไปถึงเรื่องความไวต่ออินซูลิน หรือการเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นหรือไม่ ดังที่มีการศึกษาในงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูล
สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองนำ IF มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แนะนำว่าควรเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจจะลองจากรูปแบบง่ายๆ อย่างสูตร 16:8 คืออด 16 ชั่วโมง และมีช่วงเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง ซึ่งมักจะปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้ไม่ยาก แต่เหมือนกับการปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารครั้งใหญ่ๆ ทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีโรคประจำตัว
หากต้องการข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำเพิ่มเติม ควรอ่านข้อมูลจากแหล่งข่าวสุขภาพที่ไว้ใจได้ หรืออาจลองเข้าร่วมกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการกินเพื่อสุขภาพเหล่านี้ก็ได้