งานวิจัยล่าสุดจากสวีเดนกำลังจุดประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับภัยสุขภาพใกล้ตัวที่เราอาจคาดไม่ถึง นั่นคือ เครื่องชงกาแฟในที่ทำงาน ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอุปซอลา (Uppsala University) ชี้ว่า กาแฟจากเครื่องชงในออฟฟิศหลายๆ เครื่อง อาจมีสารบางชนิดที่เร่งระดับคอเลสเตอรอลให้สูงขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจในระยะยาวได้ สำหรับชาวออฟฟิศจำนวนมาก ทั้งในไทยและต่างประเทศ การพักเบรกจิบกาแฟถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ทั้งช่วยเติมพลังและเป็นช่วงเวลาพบปะสังสรรค์ แต่หลักฐานใหม่นี้ชี้ว่า กิจวัตรที่เราคุ้นเคยนี้อาจซ่อนความเสี่ยงต่อสุขภาพไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว

การศึกษานี้ได้เก็บตัวอย่างกาแฟจากเครื่องชงในที่ทำงาน 14 เครื่อง มาวิเคราะห์ โดยพุ่งเป้าไปที่สาร คาเฟสตอล (cafestol) และ คาห์วีออล (kahweol) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) หรือที่เรียกติดปากว่า “ไขมันเลว” ผลวิจัยพบว่า เครื่องชงกาแฟหลายแบบที่นิยมใช้กันในออฟฟิศ กรองสารเหล่านี้ออกไปได้ไม่ดีพอ คุณเดวิด อิ๊กแมน (David Iggman) หัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า แม้แผ่นกรองกระดาษในเครื่องชงกาแฟแบบดริปทั่วไปจะดักจับสารเหล่านี้ได้ดี แต่แผ่นกรองโลหะที่มักเจอในเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติในออฟฟิศหลายแห่งกลับทำไม่ได้ ปริมาณสารไดเทอร์พีน (diterpenes) หรือสารตัวร้ายที่เพิ่มคอเลสเตอรอลเหล่านี้ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องและแต่ละครั้งที่ชง ทำให้คนที่ดื่มกาแฟจากเครื่องเหล่านี้เป็นประจำ เสี่ยงมีระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นโดยไม่ทันระวัง (ที่มา: New York Post)

ถึงแม้ประเทศไทยจะมีวัฒนธรรมกาแฟที่แข็งแกร่งและหลากหลาย ตั้งแต่ไร่กาแฟบนดอยสูง ไปจนถึงคาเฟ่เก๋ๆ ในกรุงเทพฯ การหันมาใส่ใจวิธีการชงอาจเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะออฟฟิศในไทยหลายแห่งก็น่าจะใช้เครื่องชงกาแฟลักษณะคล้ายกับที่ศึกษาในงานวิจัยนี้เช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจกระทบต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟสำหรับออฟฟิศในบ้านเรา การเปลี่ยนมาใช้เครื่องชงที่ใช้แผ่นกรองกระดาษอาจเป็นทางออกง่ายๆ แต่ได้ผลในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่มาพร้อมกับการดื่มกาแฟได้ (ที่มา: SciTechDaily)

ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้ตอกย้ำว่า ผลกระทบของกาแฟต่อสุขภาพนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด แม้กาแฟจะมีคุณประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดและภาวะสมองเสื่อม แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอล หากชงโดยไม่มีการกรองที่เหมาะสม สำหรับคนไทย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้กลับมาทบทวนพฤติกรรมการดื่มกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะระดับไขมันเลว (LDL) ที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเหล่านี้ การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกดื่มกาแฟที่ผ่านการกรองอย่างถูกวิธี ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมากในระยะยาว

มองไปข้างหน้า ข้อเสนอแนะที่นำไปปรับใช้ได้จริงสำหรับองค์กรในไทย คือ การลองสำรวจเครื่องชงกาแฟที่ใช้อยู่ และอาจพิจารณาลงทุนเปลี่ยนไปใช้เครื่องรุ่นใหม่ที่ใช้แผ่นกรองกระดาษ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนา การเปิดรับข้อมูลวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลกและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมสุขภาพดี ผลการวิจัยนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยในวงกว้างเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อสุขภาวะที่ดีในระยะยาว

โดยสรุป แม้เครื่องชงกาแฟในที่ทำงานจะเป็นมุมโปรดสำหรับการพักผ่อนและพูดคุย แต่การปรับเปลี่ยนวิธีชงโดยคำนึงถึงสุขภาพมากขึ้นจะให้ประโยชน์อย่างมาก พนักงานออฟฟิศชาวไทยอาจลองลดปริมาณการดื่มกาแฟจากเครื่องชงบางประเภทลง หรือลองเสนอให้องค์กรพิจารณาทางเลือกอื่นในการชงกาแฟ เพื่อให้เรายังคงเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมกาแฟที่ชื่นชอบได้โดยไม่ทำร้ายสุขภาพหัวใจ เมื่อเราใส่ใจเรื่องเหล่านี้ ประเทศไทยก็จะสามารถผสานวัฒนธรรมการดื่มกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับข้อมูลสุขภาพที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกช่วงเวลาพักดื่มกาแฟนั้น ทั้งสดชื่นและดีต่อใจอย่างแท้จริง