การเปิดตัวศูนย์ดูแลภาวะวิกฤต Kem and Carolyn Gardner Crisis Care Center ที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา นับเป็นก้าวสำคัญของการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นโมเดลที่น่าสนใจและอาจนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพจิตในบ้านเราได้ ดร. บ็อบ คาร์เตอร์ ซีอีโอของ University Health อธิบายว่า จุดเด่นของศูนย์นี้คือเป็นที่แรกที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือ (walk-in) ได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอคติหรือรอคิวนานเหมือนในห้องฉุกเฉินทั่วไป เพราะแทนที่จะต้องไปห้องฉุกเฉินซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับวิกฤตทางใจโดยตรง การมีศูนย์ดูแลเฉพาะทางแบบนี้จะช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสามารถเข้าถึงการดูแลที่เข้าใจและตรงจุดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเทศไทยซึ่งมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกื้อกูลและดูแลจิตใจกันในชุมชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สามารถเรียนรู้และนำนวัตกรรมจากยูทาห์มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทสังคมไทยได้ วิกฤตสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือปัญหาจากการใช้สารเสพติด ล้วนต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน แต่บ่อยครั้งผู้ป่วยและญาติกลับต้องเจอกับความยากลำบากเมื่อไปโรงพยาบาล อย่างในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ การต้องรอคิวนานๆ ในห้องฉุกเฉิน แถมบุคลากรด้านสุขภาพจิตก็อาจมีไม่เพียงพอ ยิ่งทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที ซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก

ศูนย์ที่ยูทาห์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันสุขภาพจิต Huntsman Mental Health Institute จึงเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับการสร้างศูนย์ดูแลภาวะวิกฤตเฉพาะทางในประเทศไทย ศูนย์ลักษณะนี้ควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตประจำอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับมือกับปัญหาทางจิตเวชฉุกเฉินได้หลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นที่ฝึกอบรมบุคลากรด้านสุขภาพจิตรุ่นใหม่ของไทยได้ เหมือนกับที่ศูนย์ในยูทาห์ได้วางแผนไว้เช่นกัน

คุณรัสเซล เบลท์ คนหนึ่งที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ดูแลวิกฤตทางจิตใจ เล่าจากประสบการณ์ตรงว่า การได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีในวันนั้นได้ช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ เรื่องราวของเขาตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องหันมาเสริมสร้างระบบรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตให้เข้มแข็งกว่าเดิม การนำโมเดลศูนย์ดูแลภาวะวิกฤตมาปรับใช้ จะเป็นการเปิดประตูสู่การช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดอัตราการฆ่าตัวตายและป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตลุกลามบานปลาย

ในการผลักดันเรื่องนี้ จุดแข็งของวัฒนธรรมไทยถือเป็นข้อได้เปรียบ แนวคิดเรื่อง “ความสุข” ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยนั้นให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนว่าสังคมไทยมีความเข้าใจและพร้อมเปิดรับการพัฒนาระบบสุขภาพจิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การนำเอาวิถีปฏิบัติแบบไทยๆ อย่าง “การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน” มาผสมผสาน จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้การดูแลในศูนย์เหล่านี้เป็นไปอย่างรอบด้านมากขึ้น โดยผสานจิตเวชศาสตร์สมัยใหม่เข้ากับความเข้าใจในมิติทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

ในอนาคต การพัฒนาศูนย์ดูแลภาวะวิกฤตในประเทศไทยจะช่วยลดภาระของห้องฉุกเฉินตามโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้การดูแลผู้ป่วยทั้งในภาวะวิกฤตทางร่างกายและจิตใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น การขับเคลื่อนโมเดลนี้ควรคำนึงถึงบริบทเฉพาะของระบบสาธารณสุขไทย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการสร้างความเข้าใจในสังคม เพื่อให้เกิดการยอมรับและแรงสนับสนุนอย่างแท้จริง

สำหรับผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย โจทย์ที่ต้องเร่งดำเนินการนั้นชัดเจน: คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพจิตเฉพาะทาง พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมรอบด้าน และส่งเสริมการรณรงค์ให้ความรู้เพื่อทลายกำแพงอคติที่มีต่อการดูแลสุขภาพจิต การลงมือทำสิ่งเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาระบบรับมือวิกฤตสุขภาพจิตของไทยให้ก้าวหน้าขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

แหล่งข้อมูล: