ในยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตกำลังเป็นประเด็นร้อนทั่วโลก ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากังวลไม่แพ้กัน นั่นคือ คนทำงานจำนวนมากกำลังเผชิญหน้ากับความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะหมดไฟที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลการศึกษาล่าสุดจาก AXA และ IPSOS ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 16 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้เจาะลึกถึงปัจจัยความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อคนทำงานอายุ 18 ถึง 75 ปี งานวิจัยชิ้นนี้เผยให้เห็นปัจจัยสำคัญที่กัดกร่อนสุขภาวะทางใจ และตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่สังคมไทยต้องหันมาสร้างความตระหนักและหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง

ผลสำรวจซึ่งครอบคลุมหลายประเทศ ตั้งแต่จีน ฝรั่งเศส ตุรกี ไปจนถึงไทย ชี้ให้เห็นภาพรวมที่น่าตกใจว่าสุขภาพจิตของคนทำงานทั่วโลกกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนัก ความไม่มั่นคงทางการเงินและความไม่แน่นอนในอาชีพการงานยิ่งซ้ำเติมผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากการเสพข่าวร้ายผ่านสื่อต่างๆ ตลอดเวลา อัตราการเกิดภาวะทางสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้าและวิตกกังวล ยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจได้รับผลกระทบ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกของคนไทยได้เป็นอย่างดี เพราะแม้สังคมไทยจะมีความละเอียดอ่อนในเรื่องสุขภาพจิต แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการเปิดใจพูดคุยถึงปัญหาเหล่านี้กันมากขึ้น

คุณแพทริก โคเฮน ซีอีโอฝ่ายการตลาดยุโรปและสุขภาพของ AXA เน้นย้ำว่า ปัจจัยความเครียดใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยคุกคามออนไลน์ ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพจิตเลวร้ายลงไปอีก ในบริบทของประเทศไทย ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม (eco-anxiety) กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามในโลกดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้นก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่มั่นคงของผู้คน

ความเครียดจากการทำงานถือเป็นตัวการสำคัญที่บั่นทอนสุขภาพจิต โดยกว่าครึ่งหนึ่งของคนทำงานที่ตอบแบบสำรวจระบุว่าตนเองรู้สึกเครียดกว่าปกติในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์นี้สะท้อนภาพจริงในสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดันของไทย ซึ่งการหาจุดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (work-life balance) เป็นเรื่องท้าทายที่รู้กันดีอยู่แล้ว สถิติที่น่ากังวลเผยว่า พนักงานกว่า 1 ใน 4 ทั่วโลกต้องลาป่วยด้วยเหตุผลทางสุขภาพจิต ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบเห็นได้ในไทยเช่นกัน โดยความเครียดเป็นสาเหตุหลักของการขาดงานในลักษณะนี้

ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจิตนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลทำให้ทั่วโลกสูญเสียวันทำงานไปราว 1.2 หมื่นล้านวันต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลิตภาพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาแรงงานเป็นหลัก การสูญเสียในลักษณะนี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนที่นายจ้างและผู้กำหนดนโยบายต้องเข้ามาแทรกแซงและออกมาตรการช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่วัย 18-24 ปี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ในกลุ่มนี้ อัตราการลาป่วยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดย 42% เคยลาป่วยด้วยเหตุผลนี้ และถึง 85% กำลังเผชิญกับความวิตกกังวล ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ปัจจัยอย่างการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปและแรงกดดันทางสังคมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก คนหนุ่มสาวชาวไทยต้องเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัว เมื่อความคาดหวังทางสังคมมาบรรจบกับแรงกดดันยุคใหม่ ทำให้เห็นช่องว่างด้านสุขภาวะทางใจระหว่างคนต่างรุ่นชัดเจนขึ้น

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ผลการศึกษาจึงเสนอให้มีการสนับสนุนที่ดีขึ้นในที่ทำงาน คุณนีลส์ ไรซ์ ซีอีโอ AXA Global Health สนับสนุนให้นายจ้างออกมาตรการเชิงรุก โดยชี้ว่ามีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 47% ทั่วโลกเท่านั้นที่ระบุว่าที่ทำงานของตนมีนโยบายด้านสุขภาพจิตอยู่แล้ว บริษัทในไทยเองก็มีโอกาสสำคัญในการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อเฟื้อและสนับสนุนพนักงาน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดงานและเพิ่มผลิตภาพไปพร้อมกันได้

แม้ในอดีตสังคมไทยอาจมีมุมมองเชิงลบต่อปัญหาสุขภาพจิต แต่ปัจจุบันทัศนคติเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การยอมรับและแสวงหาทางแก้ไขมากขึ้น การริเริ่มส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดอก การให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต และการบังคับใช้นโยบายที่เหมาะสม สามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างความคาดหวังของพนักงานและการปฏิบัติจริงในที่ทำงานได้

เมื่อมองไปข้างหน้า การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาคธุรกิจ พนักงาน และผู้กำหนดนโยบาย แนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เช่น โครงการฝึกสติ (mindfulness) การเปิดโอกาสให้ทำงานแบบยืดหยุ่น และการทำให้พนักงานเข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและองค์กรของไทยได้ สำหรับผู้อ่านชาวไทย รายงานฉบับนี้เปรียบเสมือนเสียงเรียกร้องให้ทุกคนลงมือทำ กระตุ้นให้แต่ละคนร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน และหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจของตนเอง ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว