งานวิจัยชิ้นใหม่ที่น่าจับตา ตีพิมพ์ในวารสาร Psychophysiology เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสำคัญที่เชื่อมสมองกับร่างกาย อาจช่วยให้คนเราไม่หลงเชื่อง่ายๆ กับภาพลวงตาที่เรียกว่า ‘มือยาง’ (rubber hand illusion) ซึ่งเป็นสภาวะที่ทำให้คนเรารู้สึกไปเองว่ามือยางปลอมๆ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายจริงๆ การค้นพบครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะอาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีบำบัดรักษาแบบใหม่ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่กระทบต่อการรับรู้ร่างกายของตัวเอง

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่เส้นประสาทเวกัส ซึ่งเปรียบเสมือนสายด่วนสื่อสารระหว่างร่างกายกับสมอง ที่ส่งอิทธิพลต่อทั้งอารมณ์ สมาธิ และการรับรู้ตัวตนของเราเอง ด้วยความที่มันอาจส่งผลได้ทั้งต่อสุขภาพจิตและการทำงานของสมอง งานวิจัยนี้จึงหันมาสนใจเทคนิคที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว ที่เรียกว่า การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสผ่านผิวหนังบริเวณหู (transcutaneous auricular vagus nerve stimulation หรือ taVNS) วิธีนี้ง่ายๆ แค่ใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ กระตุ้นบริเวณหูส่วนที่เชื่อมต่อกับเส้นประสาทเวกัส ซึ่งงานวิจัยก่อนหน้านี้ก็เคยชี้ว่าวิธีนี้ช่วยให้คนเรารับรู้สัญญาณภายในร่างกายตัวเองได้ดีขึ้น เช่น รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจได้ชัดเจนขึ้น

นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (VR) สุดล้ำ มาจำลองสถานการณ์ภาพลวงตา ‘มือยาง’ โดยผสมผสานทั้งสิ่งที่เห็น การสัมผัส และจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อหลอกให้รู้สึกว่าทั้งสัมผัสและจังหวะหัวใจนั้นสัมพันธ์กับมือปลอมที่เห็นอยู่ตรงหน้า Alisha Vabba ผู้เขียนงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลี ชี้ว่า ‘อินเทอร์โรเซปชัน’ (interoception) หรือความสามารถที่ร่างกายเรารับรู้สัญญาณภายในตัวเองเนี่ย เป็นกุญแจสำคัญเลยที่จะทำให้เราเข้าใจความรู้สึกเป็นเจ้าของร่างกายและการรับรู้ตัวตน งานวิจัยนี้ทดลองกับคนหนุ่มสาวสุขภาพดี 27 คน โดยให้ลองทั้งกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสจริงๆ และกระตุ้นหลอกๆ หลายครั้ง ผ่านอิเล็กโทรดที่ติดไว้ตรงใบหูเพื่อส่งกระแสกระตุ้นเบาๆ

ผลปรากฏว่า การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสช่วยให้ผู้เข้าร่วมทดลองอ่อนไหวต่อภาพลวงตานี้น้อยลง พูดง่ายๆ คือ โดนหลอกยากขึ้น ซึ่งเหมือนเป็นการปรับสมดุล ให้ร่างกายหันมารับฟังเสียงจากข้างในตัวเองมากขึ้น แทนที่จะเชื่อแต่สิ่งที่ตาเห็นหรือมือสัมผัสจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ดร. Vabba อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อกระบวนการที่สมองรวบรวมข้อมูลจากประสาทสัมผัสต่างๆ (multisensory integration) ซึ่งให้แง่คิดที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาวิธีรักษาความผิดปกติที่เกี่ยวกับการรับรู้ร่างกาย เช่น ภาวะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ใช่ตัวเอง (depersonalization) โรควิตกกังวล หรือแม้แต่อาการปวดเรื้อรัง

ถึงผลการทดลองเบื้องต้นจะดูดีมีอนาคต แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะกลุ่มตัวอย่างยังค่อนข้างเล็ก นักวิจัยจึงเสนอว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นและหลากหลายกว่าเดิม เพื่อดูว่าผลที่ได้จะคงอยู่นานแค่ไหน และมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างในแต่ละคน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย และมีแววว่าจะนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้ เพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้ร่างกายในผู้ที่มีภาวะต่างๆ เช่น PTSD (ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง) โรคการกินผิดปกติ (eating disorders) และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ

สำหรับบ้านเรา งานวิจัยชิ้นนี้ถือว่าเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจในการนำเทคนิค taVNS มาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพจิต ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวโน้มด้านสาธารณสุขทั่วโลกที่พยายามผสมผสานแนวทางใหม่ๆ ทางประสาทวิทยาเข้ากับการรักษา ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างไม่หยุดยั้ง การนำองค์ความรู้แบบนี้มาปรับใช้ ทั้งในแง่งานวิจัยและการรักษาจริงในคลินิก อาจสร้างผลกระทบที่ดีต่อสุขภาพของคนไทยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองในมุมความเชื่อและวัฒนธรรมของไทยเรา ที่ให้ความสำคัญกับการรับรู้เรื่องร่างกายและจิตใจ

เมื่อมองไปข้างหน้า การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสไม่เพียงแต่อาจนำไปสู่วิธีการรักษาทางการแพทย์ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้น บุคลากรการแพทย์และคนทำงานด้านนโยบายในบ้านเราก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป เพื่อพิจารณานำไปปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจเรื่องนี้ ก็อย่าลืมติดตามข่าวคราวความคืบหน้าของงานวิจัยและการทดลองต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคนิคการกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสและการนำไปใช้ประโยชน์กันนะครับ ยิ่งเราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจมากขึ้นเท่าไร งานวิจัยทำนองนี้ก็จะยิ่งมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางระบบสุขภาพของประเทศไทยในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น