ว่าด้วย เรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

โสณกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

๑๙. สัฏฐินิบาต

๑. โสณกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๕๒๙)

ว่าด้วยพระราชาพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

             (พระเจ้าอรินทมะตรัสว่า)

             [๑] โสณกะสหายเล่นฝุ่นของเรา ใครได้สดับข่าวแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งร้อย ใครได้พบเห็นแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งพัน

             (พระศาสดาได้ตรัสหนึ่งคาถาครึ่งว่า)

             [๒] ลำดับนั้น เด็กน้อยไว้ผม ๕ แหยม ได้กราบทูลว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงประทานทรัพย์หนึ่งร้อย แก่ข้าพระองค์ผู้สดับข่าวแล้วมากราบทูล และขอทรงประทานทรัพย์หนึ่งพัน แก่ข้าพระองค์ผู้ได้พบเห็นโสณกะ ข้าพระองค์จักกราบทูลถึงโสณกะพระสหายเล่นฝุ่นแก่พระองค์

             (พระราชาสดับดังนั้นแล้วตรัสถามว่า)

             [๓] เขาอยู่ในชนบท แคว้น และนิคมไหน พ่อได้พบโสณกะ ณ ที่ไหน พ่อจงตอบเนื้อความที่เราถามนั้นเถิด

             (เด็กน้อยกราบทูลว่า)

             [๔] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ในแคว้นของพระองค์นั่นเอง ณ ภาคพื้นแห่งพระอุทยานของพระองค์นั่นแหละ มีต้นรังใหญ่หลายต้น ซึ่งมีลำต้นตรง มีสีเขียวชะอุ่ม น่ารื่นรมย์ใจ

             [๕] ยืนต้นประสานอาศัยกันและกัน เสมอเหมือนกลุ่มเมฆ น่ารื่นรมย์ เมื่อชาวโลกมีความยึดมั่น ถูกแผดเผาอยู่ โสณกะไม่มีความยึดมั่น เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ ณ โคนต้นรังเหล่านั้น

             [๖] ลำดับนั้นแล พระราชาได้เสด็จไปพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า ตรัสสั่งให้ปรับหนทางให้เรียบเสมอแล้ว ได้เสด็จไปจนถึงที่อยู่ของโสณกปัจเจกพุทธะ

             [๗] ครั้นเสด็จถึงภูมิภาคพระอุทยาน จึงเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นโสณกปัจเจกพุทธะ ผู้นั่งสงบเย็น ในเมื่อชาวโลกเร่าร้อนอยู่

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๘] ภิกษุนี้เป็นคนเข็ญใจหนอ มีศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

             [๙] พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าสดับพระดำรัสนี้แล้ว จึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร บุคคลผู้สัมผัสธรรมด้วยกายไม่จัดว่าเป็นคนเข็ญใจ

             [๑๐] บุคคลใดในโลกนี้รังเกียจธรรม ประพฤติตามอธรรม บุคคลนั้นจัดว่าเป็นคนเข็ญใจ เป็นคนชั่ว มีบาปติดตามไปในภายหน้า

             (พระราชาโพธิสัตว์ตรัสว่า)

             [๑๑] โยมมีชื่อว่าอรินทมะ มหาชนรู้จักโยมว่าพระเจ้ากาสี พระคุณเจ้าโสณกะ พระคุณเจ้าผู้เจริญ มาถึงสถานที่นี้ จำวัดสบายหรือ

             (พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเจริญของสมณะแด่พระราชาว่า)

             [๑๒] ความเจริญข้อที่ ๑ ย่อมมีแม้ในกาลทุกเมื่อแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ข้าวเปลือกไม่เข้าไป(มี)อยู่ในฉาง ในหม้อ ในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นแสวงหาอาหารสำเร็จ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารนั้น เป็นผู้มีวัตรดีงาม

             [๑๓] ความเจริญข้อที่ ๒ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่ไม่มีโทษ และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

             [๑๔] ความเจริญข้อที่ ๓ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่เย็น และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

             [๑๕] ความเจริญข้อที่ ๔ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ความเกี่ยวข้องย่อมไม่มี แก่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวจาริกไปในแคว้น

             [๑๖] ความเจริญข้อที่ ๕ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อบ้านเมืองถูกไฟไหม้ ท่านไม่มีอะไรจะถูกเผาไหม้

             [๑๗] ความเจริญข้อที่ ๖ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อแคว้นถูกโจรปล้น ท่านก็ไม่มีอะไรจะให้โจรปล้น

             [๑๘] ความเจริญข้อที่ ๗ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ หนทางใดที่พวกโจรยึดครองก็ดี หนทางอื่นใดที่มีอันตรายก็ดี ภิกษุผู้มีวัตรดีงาม ถือบาตรและจีวรไปได้อย่างปลอดภัย

             [๑๙] ความเจริญข้อที่ ๘ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ จะหลีกไปยังทิศใดๆ ก็ไปยังทิศนั้นๆ ได้อย่างไม่ต้องห่วงใย

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๒๐] พระคุณเจ้าโสณกะผู้เห็นภัย พระคุณเจ้าสรรเสริญความเจริญของภิกษุเหล่านั้นมากมาย แต่โยมยังติดอยู่ในกามทั้งหลาย จะทำอย่างไรได้เล่า

             [๒๑] กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ โยมก็พึงพอใจ ถึงแม้กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ โยมก็พึงพอใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรหนอโยมจึงจะได้กามทั้ง ๒ ในโลก

             (พระปัจเจกพุทธเจ้ากราบทูลว่า)

             [๒๒] คนทั้งหลายผู้ติดอยู่ในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย กระทำบาปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ

             [๒๓] ส่วนคนเหล่าใดละกามทั้งหลาย เป็นผู้ออกแล้วจากกาม ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ บรรลุถึงความเป็นสมาธิอันแน่วแน่ คนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

             [๒๔] ขอถวายพระพร พระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ โปรดสดับข้ออุปมานั้น บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

             [๒๕] กาตัวหนึ่งมีปัญญาน้อยเพราะไม่มีความคิด เห็นซากศพถูกแม่น้ำคงคาพัดลอยไปในห้วงน้ำใหญ่ จึงคิดว่า

             [๒๖] “ยานนี้เราได้แล้วหนอ และซากศพนี้จักเป็นอาหารมิใช่น้อย ได้เป็นผู้มีใจยินดีไม่เสื่อมคลายในซากศพนั้นเท่านั้น ตลอดคืนตลอดวัน

             [๒๗] เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาอยู่ เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ในป่า ก็ไม่โผบินขึ้นไป

             [๒๘] ก็แม่น้ำคงคาได้ไหลพัดพาเอากาตัวประมาท ยินดีในซากศพตัวนั้นไปยังสมุทร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้

             [๒๙] ก็กาตัวนั้นสิ้นอาหารแล้วจึงตกลงไปในน้ำ จะบินไปข้างหลังก็ไม่ได้ ข้างหน้าก็ไม่ได้ ด้านเหนือก็ไม่ได้ ด้านใต้ก็ไม่ได้

             [๓๐] มันบินไปไม่ถึงเกาะซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้ และมันก็ตกลงไปในสมุทรนั้นเองโดยอาการหมดกำลัง

             [๓๑] อนึ่ง ฝูงปลา จระเข้ มังกร ปลาร้ายชื่อสุสุ ที่อยู่ในสมุทรก็พากันข่มเหงฮุบกินกานั้น ซึ่งกำลังดิ้นรนจนขนปีกขาด

             [๓๒] ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ก็ดี คนเหล่าอื่นที่ยังบริโภคกามก็ดี ถ้าจักยังกำหนัดไม่คายกามเสียก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชนเหล่านั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้ว่า มีปัญญาเพียงดังกา

             [๓๓] ขอถวายพระพรมหาบพิตร นี้เป็นอุปมาที่แสดงเนื้อความอย่างชัดเจน ซึ่งอาตมภาพกล่าวถวายแด่มหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงกระทำหรือไม่ก็ตาม มหาบพิตรก็จักปรากฏตามเหตุนั้น

             (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวสรุปว่า)

             [๓๔] บุคคลผู้มีความเอ็นดู พึงกล่าวเพียงคำเดียวหรือสองคำเท่านั้น ไม่กล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนทาสในสำนักของนาย

             (พระบรมศาสดาตรัสว่า)

             [๓๕] พระโสณกปัจเจกพุทธะผู้มีความรู้อันนับมิได้ ครั้นกล่าวคำนี้แล้วจึงเหาะขึ้นไปในอากาศ พร่ำสอนบรมกษัตริย์แล้วเหาะไปในอากาศ

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๓๖] บุคคลผู้ได้รับการศึกษา ถึงพร้อมด้วยความเฉียบแหลม ที่จะครอบครองราชสมบัติเหล่านี้มีอยู่ที่ไหนหนอ เราจักมอบราชสมบัติให้ เราไม่มีความต้องการราชสมบัติ

             [๓๗] เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอเราอย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             (พวกอำมาตย์ได้ฟังแล้ว จึงกราบทูลว่า)

             [๓๘] พระราชบุตรองค์น้อยของพระองค์ทรงพระนามว่าทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมีอยู่ ขอพระองค์ทรงอภิเษกพระราชบุตรพระองค์นั้นในราชสมบัติเถิด ท้าวเธอจักเป็นพระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๓๙] จงรีบนำทีฆาวุกุมารผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเถิด เราจักอภิเษกในราชสมบัติ เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย

             (พระบรมศาสดาตรัสว่า)

             [๔๐] ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้เชิญเสด็จทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสกับพระโอรสพระองค์เดียว ผู้เป็นที่โปรดปรานพระองค์นั้นว่า

             [๔๑] มีบ้านอยู่หกหมื่นหมู่บ้านสมบูรณ์ทุกอย่าง ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหมู่บ้านเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

             [๔๒] พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             [๔๓] มีช้างอยู่หกหมื่นเชือก เป็นช้างพลาย ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสัปคับทองคำ ปกคลุมด้วยเครื่องปกคลุมทองคำ

             [๔๔] มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นประจำ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลช้างเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

             [๔๕] พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             [๔๖] มีม้าอยู่หกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง คือ ม้าสินธพซึ่งเป็นม้าพาหนะที่มีฝีเท้าเร็ว ชาติอาชาไนย

             [๔๗] มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลม้าเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

             [๔๘] พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             [๔๙] มีรถอยู่หกหมื่นคัน เป็นรถมีหนังเสือเหลืองหุ้มก็มี มีหนังเสือโคร่งหุ้มก็มี ยกธงขึ้นปักแล้ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

             [๕๐] มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลรถเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

             [๕๑] พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             [๕๒] มีแม่โคนมอยู่หกหมื่นตัว เป็นแม่โคสีแดง พร้อมทั้งโคผู้ตัวประเสริฐ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลโคเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

             [๕๓] พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             [๕๔] มีหญิงอยู่หนึ่งหมื่นหกพันนาง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณี ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหญิงเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

             [๕๕] พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

             (พระราชกุมารกราบทูลว่า)

             [๕๖] เสด็จพ่อ เมื่อหม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่ หม่อมฉันได้สดับมาว่า พระมารดาสวรรคตแล้ว เสด็จพ่อ หม่อมฉันเว้นจากเสด็จพ่อแล้ว ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้

             [๕๗] ลูกช้างย่อมติดตามไปข้างหลังช้างป่า ที่เที่ยวไปในซอกเขาที่เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด

             [๕๘] หม่อมฉันก็จะพาเอาบุตรติดตามเสด็จพ่อไปข้างหลังฉันนั้น จักเป็นลูกที่เลี้ยงง่ายของเสด็จพ่อ จักไม่เป็นลูกที่เลี้ยงยากของเสด็จพ่อ

             (พระราชาตรัสตอบว่า)

             [๕๙] อันตรายพึงยึดเรือที่แล่นไปในสมุทร ของพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ไว้ในสมุทรนั้น พ่อค้าพึงพินาศฉันใด

             [๖๐] ลูกกาลีคนนี้พึงเป็นคนกระทำอันตรายแก่เราฉันนั้นเหมือนกัน พวกท่านจงส่งกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท อันเจริญไปด้วยความยินดีเถิด

             [๖๑] ณ ปราสาทนั้น เหล่าหญิงสาว ผู้มีมือประดับด้วยเครื่องประดับทองคำ จักยังกุมารนั้นให้รื่นรมย์ในปราสาทนั้น เหมือนนางอัปสรให้ท้าวสักกะรื่นรมย์ และกุมารนั้นก็จักรื่นรมย์ด้วยหญิงสาวทั้งหลายเหล่านั้น

             [๖๒] ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ส่งเสด็จพระกุมาร จนถึงปราสาทอันเจริญไปด้วยความยินดี เหล่าหญิงสาวเห็นทีฆาวุกุมารผู้ผดุงรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงได้กราบทูลถามว่า

             [๖๓] พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ พระองค์เป็นใครหรือเป็นพระราชบุตรของใคร หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร

             (พระราชกุมารตรัสตอบว่า)

             [๖๔] เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์ ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ เราเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่าทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญ พวกเธอจงเลี้ยงดูบำเรอเรา ขอพวกเธอจงมีความเจริญเถิด เราจะเป็นภัสดาของพวกเธอ

             [๖๕] เหล่าหญิงสาวได้กราบทูลถามทีฆาวุกุมาร ผู้ผดุงรัฐให้เจริญพระองค์นั้น ณ ที่นั้นว่า พระราชาเสด็จถึงไหนแล้ว พระราชาจากที่นี้ไป ณ ที่ไหน

             [๖๖] พระราชาเสด็จล่วงเลยเปือกตมแล้วดำรงอยู่บนบก ทรงดำเนินสู่ทางใหญ่อันปราศจากหนามไม่รกชัฏ

             [๖๗] ส่วนเราดำเนินไปยังหนทางของคนผู้ไปสู่ทุคติ มีทั้งหนามและรกชัฏซึ่งเป็นหนทางไปสู่ทุคติ

             (เหล่าหญิงสาวกราบทูลว่า)

             [๖๘] ข้าแต่พระราชา พระองค์นั้นเสด็จมาดีแล้ว เหมือนราชสีห์คืนสู่ถ้ำ ณ ซอกเขา ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์โปรดทรงอนุศาสน์พร่ำสอน และทรงเป็นใหญ่แห่งหม่อมฉันทั้งปวงเถิด

โสณกชาดกที่ ๑ จบ

-----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

โสณกชาดก

ว่าด้วย เรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงเนกขัมมบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางแห่งภิกษุทั้งหลายผู้กำลังพรรณนาถึงเนกขัมมบารมี ณ โรงธรรมสภา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในกาลนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว.
               จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
               ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสี ของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นแล้ว. ก็ในวันที่จะขนานพระนาม พระชนกและพระชนนีได้ทรงขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า อรินทมกุมาร. แม้บุตรของท่านปุโรหิต ก็ได้คลอดในวันที่พระราชกุมารนั้นประสูติแล้วเหมือนกัน มารดาบิดาได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โสณกกุมาร. พระราชกุมารและกุมารทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
               ครั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปร่างอันสง่างดงาม เป็นผู้พิเศษด้วยรูป ได้ไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปศาสตร์จนจบสิ้น แล้วออกจากเมืองตักกสิลานั้น พากันคิดว่า เราทั้งสองจักศึกษาให้รู้ถึงศิลปะในลัทธิทั้งหมด และการเที่ยวจาริกไปในประเทศ ดังนี้แล้ว จึงพากันเที่ยวจาริกไปโดยลำดับจนถึงเมืองพาราณสีแล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยาน พอวันรุ่งขึ้นจึงพากันเข้าไปยังพระนคร.
               ก็ในวันนั้น มนุษย์บางพวกพากันคิดว่า พวกเราจักจัดทำสถานที่สวดมนต์ของพราหมณ์ จึงจัดแจงข้าวปายาส ปูลาดเสนาสนะ เห็นกุมารทั้งสองคนนั้นเดินมา จึงเชื้อเชิญให้เข้าไปในเรือนแล้ว ให้นั่งบนอาสนะที่ตระเตรียมไว้. บนอาสนะทั้งสองนั้น เขาปูลาดผ้าที่ทำมาจากแคว้นกาสีขาวสะอาด บนอาสนะที่ปูลาดไว้สำหรับพระโพธิสัตว์ ปูลาดผ้ากัมพลสีแดงไว้สำหรับโสณกกุมาร. กุมารนั้นมองดูเครื่องหมายก็รู้ว่า ในวันนี้นั่นแหละ อรินทมกุมารสหายผู้เป็นที่รักของเราจักได้เป็นพระราชา ครอบครองพระนครพาราณสี จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เรา.
               กุมาร แม้ทั้งสองคนนั้นกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็ได้พากันไปยังอุทยานนั่นแหละ ในกาลนั้นเป็นวันที่พระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตมาได้เป็นวันที่ ๗ ราชตระกูลไม่มีพระโอรส. ประชาชนทั้งหลายมีอำมาตย์เป็นหัวหน้า สนานศีรษะแล้วประชุมกัน เทียมผุสยรถปล่อยไปด้วยคิดว่า ผุสยรถจักแล่นไปหาท่านผู้ควรแก่พระราชสมบัติ. ผุสยรถนั้นออกจากพระนคร แล่นไปยังอุทยานโดยลำดับ กลับที่ประตูอุทยาน แล้วหยุดเตรียมรับ ท่านผู้ควรครอบครองพระราชสมบัติให้ขึ้นไป.
               พระโพธิสัตว์ได้นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลแล้ว โสณกกุมารนั่งอยู่ใกล้พระโพธิสัตว์นั้นแล้ว. โสณกกุมารนั้นได้ยินเสียงดนตรี จึงดำริว่า ผุสยรถมาถึงอรินทมกุมาร วันนี้เธอจักเป็นพระราชา จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีให้แก่เรา แต่เราไม่ต้องการด้วยอิสริยยศเลย เมื่อพระกุมารนี้เสด็จไปแล้ว เราจักออกบวช ดังนี้จึงได้ยืนแอบอยู่ในที่กำบังแห่งหนึ่ง ปุโรหิตเข้าไปยังอุทยาน เห็นพระมหาสัตว์หลับอยู่ จึงได้ให้เจ้าพนักงานประโคมดนตรีขึ้น. พระมหาสัตว์ตื่นนอนขึ้น พลิกตัวกลับหลับต่ออีกหน่อยแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่แผ่นศิลา.
               ลำดับนั้น ท่านปุโรหิตประคองอัญชลี กราบทูลพระองค์ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระราชสมบัติถึงแก่พระองค์แล.
               พระมหาสัตว์ถามว่า ราชตระกูลไม่มีพระโอรสหรือ?
               ปุโรหิตทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
               พระมหาสัตว์ตอบรับว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดี.
               ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลายก็พากันอภิเษกพระมหาสัตว์นั้นในอุทยานนั้นทีเดียว แล้วเชิญเสด็จให้ขึ้นรถ กลับเข้าสู่พระนครด้วยบริวารใหญ่. พระโพธิสัตว์นั้นทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. พระองค์มิได้ทรงระลึกถึงโสณกกุมาร เพราะความมีอิสริยยศใหญ่.
               ฝ่ายโสณกกุมารนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ตนเองก็มานั่งที่แผ่นศิลา. ลำดับนั้น ใบไม้สีเหลืองของต้นสาละหลุดร่วงจากขั้วตกลงตรงหน้าของกุมารนั้น เขาพอได้เห็นใบไม้เหลืองนั้นแล้ว จึงคิดว่า ใบไม้นั้นหล่นลงฉันใด แม้สรีระของเราก็จักถึงความชรา หล่นไปฉันนั้น ดังนี้แล้ว จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยสามัญลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของกุมารนั้นก็อันตรธานไป เพศบรรพชิตก็ได้ปรากฏแทน. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อเปล่งอุทานว่า บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี ดังนี้แล้วจึงได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่า นันทมูลกะ.
               ฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นได้ โดยล่วงไปประมาณ ๔๐ ปี แม้จะทรงระลึกถึงพระโสณกะบ่อยๆ ว่า โสณกะสหายของเราไปไหนหนอ ไม่ได้ข่าวที่ใครจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าว หรือว่าข้าพเจ้าได้พบเห็น ประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ ก็มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับประดาแล้ว เป็นผู้อันเหล่าชนผู้ประโคมฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นแวดล้อมแล้ว เสวยสมบัติอยู่ ทรงดำริว่า ผู้ใดได้ยินในสำนักแห่งใครๆ แล้วบอกแก่เราว่า โสณกกุมารอยู่ในที่ชื่อโน้น ดังนี้ เราจักให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ผู้นั้น ผู้ใดเห็นด้วยตัวเองแล้วบอกแก่เรา เราจักให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้นั้น ดังนี้แล้วทรงนิพนธ์อุทานขึ้นบทหนึ่ง
               เมื่อจะทรงเปล่งด้วยทำนองเพลงขับ จึงตรัสเป็นคาถาที่ ๑ ว่า
               เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ผู้ได้ยินข่าวแล้วมาบอกแก่เรา ใครพบโสณกะ ผู้สหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้ว บอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบโสณกะนั้น.
               ลำดับนั้น หญิงนักฟ้อนนางหนึ่งจำเอาอุทานนั้นได้ เหมือนถอดออกจากพระโอษฐ์ของพระราชานั้น จึงขับเป็นเพลงขับ. หญิงคนอื่นๆ ก็ขับเพลงขับนั้นต่อๆ กันมาเป็นลำดับจนถึงนางสนมทั้งหมดก็ได้ขับเพลงขับนั้น ด้วยพากันคิดว่า บทเพลงนี้เป็นบทเพลงขับที่พระราชาของเราทรงโปรดปรานด้วยประการฉะนี้ แม้ชาวพระนครและชาวชนบทก็ได้พากันขับเพลงขับนั้นโดยลำดับเหมือนกัน. แม้พระราชาก็ทรงขับเพลงขับนั้นอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกัน.
               ก็โดยล่วงไปเป็นเวลาประมาณ ๕๐ ปี พระราชาพระองค์นั้นได้มีพระโอรสและพระธิดาเป็นอันมาก พระโอรสองค์ใหญ่มีพระนามว่า ทีฆาวุกุมาร. ในกาลนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าปรารถนาจะพบเห็นพระเจ้าอรินทมราช จึงคิดว่า เราจะไปแสดงถึงโทษในกาม และอานิสงส์ในการออกบวชแล้ว จะชี้ช่องให้พระราชานั้นทรงออกผนวช ดังนี้ จึงเหาะมาโดยอากาศด้วยฤทธิ์แล้ว นั่งในอุทยาน. ในกาลนั้น เด็กชายมีผม ๕ แหยม อายุ ๗ ขวบคนหนึ่งถูกมารดาใช้ให้ไปหาฟืนในป่าใกล้อุทยาน ก็ขับเพลงขับนั้นบ่อยๆ อย่างนั้น.
               ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเรียกกุมารนั้นมา ถามว่า ดูก่อนกุมารเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงไม่ขับเพลงอื่นบ้างเล่า ขับร้องแต่เพลงนี้เพลงเดียวเท่านั้น เจ้าจำเพลงอื่นไม่ได้บ้างหรือ.
               กุมารนั้นตอบว่า จำได้ขอรับ แต่บทเพลงนี้เป็นเพลงที่โปรดปรานแห่งพระราชาของพวกผม เพราะฉะนั้น ผมจึงขับร้องเพลงนั้นบ่อยๆ.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าถามว่า ก็เจ้าเคยเห็นใครๆ ขับร้องตอบเพลงนี้บ้างหรือไม่.
               กุมารนั้นตอบว่า ไม่เคยเห็นเลย ขอรับ.
               พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า เราจักสอนให้เจ้าเรียนเพลงขับตอบนั้น เจ้าจักอาจไปยังสำนักของพระราชาแล้วขับตอบหรือ.
               กุมารนั้นตอบว่า ได้ ขอรับ.
               ลำดับนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อจะบอกเพลงขับตอบแก่กุมารนั้น ก็แลครั้นให้เรียนแล้ว จึงส่งกุมารนั้นไปด้วยคำว่า ดูก่อนกุมาร เจ้าจงไป จงขับร้องเพลงขับตอบนี้กับพระราชา พระราชาจักพระราชทานอิสริยยศใหญ่ให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องการอะไรด้วยฟืน จงรีบไปเถิด.
               กุมารนั้นรับว่า ดีแล้ว เรียนเพลงขับตอบแล้ว ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้จนกว่าผมจะพาพระราชามา ดังนี้แล้ว รีบไปหามารดากล่าวว่า คุณแม่ครับ แม่จงอาบน้ำให้ผมแล้ว รีบแต่งตัวให้ผมเร็ว วันนี้ผมจะเปลื้องแม่ให้พ้นจากความยากจน. ครั้นมารดาอาบน้ำแต่งตัวให้แล้ว จึงมายังประตูวังแล้วกล่าวว่า นายประตูขอรับ ขอท่านจงกราบทูลแด่พระราชาว่า มีเด็กคนหนึ่งมากล่าวว่า ผมจะขับเพลงขับตอบกับพระองค์ ยืนคอยอยู่ที่ประตูวัง. นายประตูรีบไปกราบทูลแด่พระราชา.
               พระราชาตรัสสั่งให้เรียกเด็กมาว่า จงมาเถิด แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักขับเพลงขับตอบกับเรา หรือ.
               เด็กนั้นกราบทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงขับเถิด.
               เด็กนั้นกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ขับในที่นี้ไม่ได้ ก็แต่ว่า พระองค์จงให้พวกราชบุรุษเที่ยวตีกลองป่าวประกาศในเมืองแล้ว ให้มหาชนประชุมกัน ข้าพระองค์จักขับในท่ามกลางมหาชน.
               พระราชาให้ทำตามที่กุมารนั้นกล่าว เสด็จประทับนั่งในท่ามกลางราชบัลลังก์ ในมณฑปที่เขาประดับประดาแล้ว สั่งให้พระราชทานอาสนะที่สมควรแก่เด็กคนนั้นแล้ว ตรัสว่า บัดนี้ เจ้าจงขับเพลงขับของเจ้าได้แล้ว.
               กุมารนั้นจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์จงขับก่อน ข้าพระองค์จักขับตอบในภายหลัง.
               ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงขับก่อนจึงตรัสคาถาว่า
               เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ผู้ได้ยินข่าวแล้วมาบอกแก่เรา ใครพบโสณกะ ผู้สหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้วบอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบโสณกะนั้น.

               เมื่อพระราชาทรงขับอุทานคาถาแรก อย่างนี้แล้ว
               พระศาสดาผู้ตรัสรู้เองโดยเฉพาะ เมื่อจะทรงประกาศคาถาที่เด็กผู้มีผม ๕ แหยมขับตอบ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า
               ลำดับนั้น มาณพน้อยผู้มีผม ๕ แหยม ได้กราบทูลพระราชาว่า พระองค์จงทรงพระราชทานทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ข้าพระองค์ผู้ได้ยินข่าว แล้วมากราบทูล
               ข้าพระองค์พบเห็นโสณกะพระสหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้ว จึงกราบทูลแด่พระองค์ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแก่ข้าพระองค์ผู้พบเห็นโสณกะ.
               ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งว่า เราจะให้ทรัพย์แก่ผู้ที่ได้ยินข่าวนั้นแล้วมาบอกแก่เรา ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์นั้นแก่ข้าพระองค์ทีเดียว อนึ่ง พระองค์ตรัสว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบเห็นแล้วกลับมาบอก ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์แม้นั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าพระองค์พบเห็นสหายที่รักของพระองค์แล้ว จึงได้ทูลพระองค์ว่า บัดนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นโสณกะผู้นี้แล้ว.
               เนื้อความต่อแต่นี้ไป บัณฑิตพึงเข้าใจได้โดยง่ายทีเดียว.
               บัณฑิตพึงทราบพระคาถาของพระสัมพุทธเจ้าโดยนัยพระบาลีนั่นแล.
               พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า โสณกกุมารนั้นอยู่ในชนบท แว่นแคว้น หรือนิคมไหน ท่านได้พบเห็นโสณกกุมาร ณ ที่ไหน เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด.
               กุมารกราบทูลว่า
               ขอเดชะ ต้นรังใหญ่หลายต้นมีลำต้นตรง มีสีเขียวเหมือนเมฆ เป็นที่ชอบใจน่ารื่นรมย์ อันอาศัยกันและกัน ตั้งอยู่ในภาคพื้นพระราชอุทยาน ในแว่นแคว้นของพระองค์นั่นเอง พระโสณกะ เมื่อสัตวโลกมีความยึดมั่น เป็นผู้ไม่ยึดมั่น เมื่อสัตวโลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ที่โคนแห่งต้นรังเหล่านั้น.
               ลำดับนั้นแล พระราชาตรัสสั่งให้ทำทางให้ราบเรียบแล้ว เสด็จไปยังที่อยู่ของพระโสณกะพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จประพาสไปในไพรวัน ก็เสด็จถึงภูมิภาคแห่งอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโสณกะผู้นั่งอยู่ เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว.
               เมื่อทรงสำคัญซึ่งพระโสณกะนั้นว่า เป็นคนกำพร้า เพราะว่า พระองค์ยังทรงยินดีในกิเลสอยู่ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
               ภิกษุนี้เป็นคนกำพร้าหนอ ศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้.
               พระโสณกะได้ฟังพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลผู้ถูกต้องธรรมด้วยนามกาย ไม่ชื่อว่า เป็นคนกำพร้า
               ผู้ใดในโลกนี้ นำเสียซึ่งธรรม ประพฤติตามอธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เป็นคนกำพร้า เป็นคนลามก มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอถวายพระพร.
               พระโสณกะนั้นติเตียนพระโพธิสัตว์ด้วยถ้อยคำอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ทรงทำเป็นเหมือนไม่ทรงทราบว่า พระโสณกะติเตียนพระองค์ ทรงบอกนามและโคตรของพระองค์.
               เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระโสณกะนั้น จึงตรัสคาถาว่า
               มหาชนรู้จักนามของข้าพเจ้าว่า อรินทมะ และรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้ากาสี ดูก่อนท่านโสณกะ การอยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่ท่านผู้อยู่ในที่นี้แลหรือ.
               ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงทูลตอบพระราชานั้นว่า ขอถวายพระพร ขึ้นชื่อว่าความไม่สำราญ ย่อมไม่มีแก่อาตมภาพผู้อยู่ในอุทยานนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้อาตมภาพจะอยู่ในที่อื่นๆ ก็ยังไม่มีเลย ดังนี้แล้ว.
               จึงเริ่มคาถาแสดงความเจริญของสมณะ แด่พระราชาพระองค์นั้นว่า
               (ข้อที่ ๑) ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน ทุกเมื่อ (คือ) ทรัพย์และข้าวเปลือก ย่อมไม่เข้าไปในฉาง ในหม้อ และในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาอาหารอันสำเร็จแล้ว มีวัตรอันงาม เยียวยาอัตภาพให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตนั้น.
               ข้อที่ ๒ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาต ที่ไม่มีโทษ และกิเลสอะไรๆ ย่อมไม่ประทุษร้าย
               ข้อที่ ๓ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตอันดับแล้ว และกิเลสอะไร ย่อมไม่ประทุษร้าย.
               ข้อที่ ๔ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวไปในแว่นแคว้นไม่มีความข้อง.
               ข้อที่ ๕ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อไฟไหม้พระนครอยู่ อะไรๆ สักหน่อยหนึ่งของภิกษุนั้น ย่อมไม่ไหม้.
               ข้อที่ ๖ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อโจรปล้นแว่นแคว้น อะไรๆ สักหน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นก็ไม่หาย.
               ข้อที่ ๗ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุผู้มีวัตรงาม ถือบาตรและจีวร ไปสู่หนทางที่พวกโจรรักษา หรือไปสู่หนทางที่มีอันตรายอื่นๆ ย่อมไปได้โดยสวัสดี.
               ข้อที่ ๘ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุจะหลีกไปยังทิศใดๆ ก็ไม่มีห่วงใยไปยังทิศนั้นๆ.
               ความเจริญที่ ๘ คือภิกษุไม่ต้องเหลียวแลที่อยู่ เพราะไม่มีบริขารอะไรๆ ที่ตนเก็บไว้ในวิหาร เกินกว่าบริขารที่เนื่องในกาย จะต้องไปสู่ทิศใด ก็ไปสู่ทิศนั้นได้อย่างไม่ต้องห่วงใย เหมือนกุลบุตรทั้ง ๒ ผู้บวชแล้วในถูปาราม บรรพชิตรูปที่แก่กว่า ออกจากเมืองอนุราธบุรีแล้ว เดินทางไป ฉะนั้น.
               พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าแสดงความเจริญแห่งสมณะ ๘ อย่างด้วยประการฉะนี้ แต่แท้ที่จริง ท่านเป็นผู้สามารถจะแสดงความเจริญแห่งสมณะให้ยิ่งกว่านั้นได้ตั้งร้อยตั้งพัน จนหาประมาณมิได้.
               ฝ่ายพระราชาทรงละเลยซึ่งถ้อยคำของพระโสณกะนั้น เพราะทรงยินดียิ่งในกาม จึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยความเจริญแห่งสมณะ.
               เมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์มีพระทัยน้อมไปในกาม จึงตรัสว่า

              ข้าแต่ภิกษุ ท่านสรรเสริญความเจริญเป็นอันมากของภิกษุเหล่านั้น ส่วนข้าพเจ้ายังกำหนัดในกามทั้งหลาย จะทำอย่างไร กามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ เป็นที่รักของข้าพเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจักได้โลกทั้งสองด้วยเหตุไรหนอ.
               ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทูลกะพระราชานั้นว่า
               นรชนผู้กำหนัดในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่นอยู่ในกาม กระทำบาปกรรมแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ
               ส่วนนรชนเหล่าใด ละกามทั้งหลายออกไปแล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหนๆ ย่อมบรรลุถึงความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเกิดขึ้น นรชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ
               ดูก่อนพระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักแสดงอุปมาถวายมหาบพิตร ขอมหาบพิตรจงทรงสดับข้ออุปมานั้น บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยข้ออุปมา มีกาตัวหนึ่งเป็นสัตว์มีปัญญาน้อย ไม่มีความคิด เห็นซากศพช้างลอยอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ในแม่น้ำคงคา จึงคิดว่า เราได้ยานนี้แล้วหนอ และซากศพช้างนี้จักเป็นอาหารจำนวนมิใช่น้อย ใจของกาตัวนั้นยินดีแล้วในซากศพช้างนั้น ตลอดทั้งคืนทั้งวัน
               เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำมีรสเหมาะส่วน เห็นต้นไม้อันใหญ่ในป่า ก็ไม่ย่อมบินไป แม่น้ำคงคามีปกติไหลลงสู่มหาสมุทร พัดเอากาตัวนั้นตัวประมาท ยินดีในซากศพช้างไปสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นที่ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย
               กานั้นหมดอาหารแล้ว ตกลงในน้ำไปข้างหลัง ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวาไม่ได้ ไปไม่ถึงเกาะ สิ้นกำลังจมลงในท่ามกลางทะเล อันเป็นที่ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย
               ฝูงปลา จระเข้ มังกร และปลาร้ายที่เกิดในมหาสมุทร ก็ข่มเหงรุมกินกานั้นตัวมีปีกอันใช้การไม่ได้ดิ้นรนอยู่ ฉันใด
               ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นผู้ยังบริโภคก็ดี ถ้ายังกำหนัดในกามอยู่ ไม่ละทิ้งกามเสีย นักปราชญ์ทั้งหลายรู้ว่า ชนเหล่านั้นเป็นอยู่ด้วยปัญญาเสมอกับกา ฉันนั้นเหมือนกันแล
               ดูก่อนมหาบพิตร อุปมาข้อนี้ อาตมภาพแสดงอรรถอย่างชัดแจ้ง ถวายมหาบพิตรแล้ว พระองค์จักทรงทำหรือไม่ ก็จะปรากฏด้วยเหตุนั้น.
               ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูล จึงได้ถวายโอวาทแด่พระองค์ ก็ถ้าพระองค์จักทรงทำตามโอวาทนั้นไซร้ พระองค์ก็จักทรงบังเกิดในเทวโลก หากพระองค์จักไม่ทรงทำตามโอวาทนั้น พระองค์จักจมอยู่ในเปือกตม คือกาม ในกาลที่สุดแห่งพระชนมชีพจักบังเกิดในนรก. พระองค์เองจักทรงทราบสวรรค์หรือนรก ด้วยเหตุนั้นอย่างนี้ ส่วนอาตมภาพพ้นแล้วจากภพทั้งปวง ไม่ต้องถือปฏิสนธิอีกต่อไป.
               ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ถวายโอวาทนี้แด่พระราชาพระองค์นั้นได้แสดงถึงแม่น้ำแล้ว แสดงถึงซากศพช้างที่ถูกน้ำพัดพาลอยไปในแม่น้ำคงคา แสดงถึงกาตัวจิกกินซากศพ แสดงถึงการที่จิกกินซากศพแล้วดื่มน้ำของกาตัวนั้น แสดงถึงการที่มองดูไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ใจ แสดงถึงการเข้าไปสู่มหาสมุทรของซากศพที่ลอยไปในแม่น้ำ แสดงถึงการที่ไม่ได้ที่จับอาศัยบนซากช้างแล้ว ถึงความพินาศไปในท่ามกลางมหาสมุทรของกา.
               บรรดาสิ่งเหล่านั้น สงสารอันหาเบื้องต้นและที่สุดมิได้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเปรียบเหมือนแม่น้ำ. กามคุณ ๕ อย่างในสงสาร เปรียบเหมือนซากศพช้างที่ลอยอยู่ในแม่น้ำ. ปุถุชนที่เป็นคนพาล เปรียบเหมือนกา. กาลแห่งปุถุชนผู้บริโภคกามคุณแล้วเกิดโสมนัส เปรียบเหมือนกาลที่กาจิกกินซากศพแล้วดื่มน้ำ. การเห็นอารมณ์ ๓๘ ประการด้วยอำนาจการสดับฟังของปุถุชนผู้ติดข้องอยู่ในกามคุณทั้งหลาย เปรียบเหมือนการเห็นไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ใจของกา ตัวติดข้องอยู่ในซากศพนั่นแล. ท่านผู้เป็นบัณฑิตพึงเห็นการถึงความพินาศในมหานรกของปุถุชนผู้เป็นคนพาล ผู้ยินดีในกามคุณ มีความชั่วเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ไม่สามารถจะได้ที่ตั้งอาศัยในกุศลธรรมว่า เปรียบเหมือนกาลที่กา เมื่อซากศพเข้าไปสู่มหาสมุทรแล้ว ไม่สามารถจะได้ที่จับอาศัย ก็ถึงความพินาศไปฉะนั้น.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าถวายโอวาทแด่พระราชาพระองค์นั้น ด้วยข้ออุปมานี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้หวังจะทำโอวาทนั่นแหละให้ตั้งอยู่อย่างมั่นคง.
               จึงกล่าวคาถานี้ว่า
               บุคคลผู้อนุเคราะห์พึงกล่าวเพียงคำเดียว หรือสองคำ ไม่พึงกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น เปรียบเหมือนทาสที่อยู่ในสำนักแห่งเจ้านาย ฉะนั้น.
               พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเหาะขึ้นไปด้วยฤทธิ์ แล้วสั่งสอนพระราชาว่า ถ้าพระองค์จักทรงผนวช หรือไม่ทรงผนวชก็ตาม อาตมภาพก็ได้ถวายโอวาทแด่พระองค์แล้ว ดูก่อนมหาบพิตร ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. ดังนี้แล้วจึงไปสู่เงื้อมภูเขาชื่อนันทมูลกะ ตามเดิม.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาอันบุคคลนับไม่ได้ ครั้นทูลดังนี้แล้วพร่ำสอนบรมกษัตริย์ในอากาศ แล้วหลีกไป.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเป็นผู้มีปัญญา อันบุคคลนับไม่ได้ด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้ อันเป็นโลกุตระ ที่ใครๆ นับไม่ได้ พอท่านกล่าวคำนี้แล้ว ก็เหาะขึ้นไปด้วยฤทธิ์ พร่ำสอนบรมกษัตริย์อย่างนี้ว่า ถ้าพระองค์จักทรงผนวช ก็เป็นเรื่องของพระองค์ผู้เดียว หรือถ้าพระองค์จักไม่ทรงผนวช ก็เป็นเรื่องของพระองค์อีกเช่นกัน อาตมภาพถวายโอวาทแด่พระองค์แล้ว ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์ประทับยืน ทอดพระเนตรดูพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นผู้ไปอยู่โดยอากาศ เพียงเท่าที่จะมองเห็นได้ ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นลับสายพระเนตรไปแล้ว จึงกลับได้ความสลดพระทัย ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มีชาติต่ำ โปรยธุลีละอองเท้าลงบนศีรษะของเรา ผู้เกิดแล้วในวงศ์กษัตริย์อันมิได้ปะปนระคนด้วยวงศ์อื่น เขาเหาะขึ้นสู่อากาศไปแล้ว แม้ตัวเราก็ควรจะออกบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.
               ท้าวเธอทรงปรารถนาที่จะมอบราชสมบัติแล้วทรงผนวช.
               จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
               บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรให้เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาท และบุคคลผู้ถึงความฉลาด เหล่านี้อยู่ที่ไหน เราจักมอบราชสมบัติ เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ เราจะไม่โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา.
               เมื่อพระราชาทรงมอบราชสมบัติอยู่อย่างนี้
               พวกอำมาตย์ได้สดับแล้ว จึงกราบทูลว่า
               พระโอรสหนุ่มของพระองค์ ทรงพระนามว่า ทีฆาวุ จะทรงบำรุงรัฐให้เจริญได้มีอยู่ ขอพระองค์จงทรงอภิเษกพระโอรสนั้นไว้ในพระราชสมบัติ พระโอรสนั้นจักได้เป็นพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย.
               เบื้องหน้าแต่นั้น บัณฑิตพึงทำคาถาที่พระราชาตรัสแล้วให้เป็นตัวอย่างแล้ว พึงทราบคาถาสัมพันธ์ด้วยอุทานโดยนัยพระบาลีนั้นแล.
               พระราชาตรัสว่า
               ท่านทั้งหลาย จงรีบเชิญทีฆาวุกุมาร ผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเถิด เราจักอภิเษกเธอไว้ในราชสมบัติ เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย.
               พวกอำมาตย์สดับพระดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จึงพากันไปเชิญเสด็จทีฆาวุราชกุมารมา. แม้พระราชาก็ทรงมอบพระราชสมบัติแก่พระราชกุมารนั้นแล้ว.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

               ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ไปเชิญทีฆาวุราชกุมาร ผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า พระราชาทอดพระเนตรเห็นเอกอัครโอรส ผู้น่าปลื้มพระทัยนั้น จึงตรัสว่า ลูกรักเอ๋ย คามเขตของเราหกหมื่น บริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ลูกจงบำรุงเขา พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.
               ช้างหกหมื่นเชือกประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายรัดล้วนทองคำ เป็นช้างใหญ่มีร่างกายปกปิด ด้วยเครื่องคลุมล้วนทองคำ อันนายควาญช้างผู้ถือโตมร และขอขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงช้างเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.
               ม้าหกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าสินธพ เป็นม้าอาชาไนยโดยกำเนิด เป็นพาหนะเร็ว อันนายสารถีผู้ถือแส้และธนูขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงม้าเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก
               พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.
               รถหกหมื่นคัน หุ้มเกราะไว้ดีแล้ว มีธงอันยกขึ้นแล้ว หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองก็มี หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งก็มี ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีถือแล่งธนูสวมเกราะขึ้นประจำ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงรถเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.
               แม่โคนมหกหมื่นตัวมีสีแดง ประกอบด้วยโคจ่าฝูงตัวประเสริฐ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงโคเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.
               สตรีหมื่นหกพันนาง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงสตรีเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจักไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.

               ลำดับนั้น พระกุมารจึงกราบทูลพระองค์ว่า
               ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันได้สดับว่า เมื่อหม่อมฉันเป็นเด็กๆ พระชนนีทิวงคต หม่อมฉันไม่อาจจะเป็นอยู่ห่างพระบิดาได้ ลูกช้างย่อมติดตามหลังช้างป่า ตัวเที่ยวอยู่ในที่มีภูเขา เดินลำบาก เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้าง ฉันใด หม่อมฉันจะอุ้มบุตรธิดา ติดตามพระบิดาไปข้างหลัง จักเป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงยาก ฉันนั้น.
               พระราชาตรัสตอบว่า
               อันตรายทำเรือที่แล่น อยู่ในมหาสมุทรของพวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ให้จมลงในมหาสมุทรนั้น พวกพ่อค้าพึงถึงความพินาศ ฉันใด ลูกรักเอ๋ย เจ้านี้เป็นผู้กระทำอันตรายให้แก่พ่อ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
               พระราชกุมารไม่อาจจะกราบทูลถ้อยคำอะไรๆ อีกได้.
               ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงบังคับพวกอำมาตย์ จึงตรัสว่า
               ท่านทั้งหลายจงพาราชกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท อันยังความยินดีให้เจริญเถิด พวกนางกัญญาผู้มีมือประดับด้วยทองคำ จักยังกุมารให้รื่นรมย์ในปราสาทนั้น เหมือนนางเทพอัปสรยังท้าวสักกะให้รื่นรมย์ ฉะนั้น และกุมารนี้จักรื่นรมย์ด้วยนางกัญญาเหล่านั้น
               ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงเชิญพระราชกุมารไปยังปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญ พวกนางกัญญาเห็นทีฆาวุกุมารผู้ยังรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงพากันทูลว่า พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือว่าเป็นท้าวสักกปุรินททะ พระองค์เป็นใคร หรือเป็นพระราชโอรสของใคร หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร.
               ทีฆาวุราชกุมารจึงตรัสตอบว่า
               เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อทีฆาวุ ผู้ยังรัฐให้เจริญ เธอทั้งหลายจงบำเรอเรา ขอความเจริญจงมีแก่เธอทั้งหลาย เราจะเป็นสามีของเธอทั้งหลาย.
               พวกนางกัญญาในปราสาทนั้น ได้ทูลถามพระเจ้าทีฆาวุผู้บำรุงรัฐนั้นว่า พระราชาเสด็จไปถึงไหนแล้ว พระราชาเสด็จจากที่นี้ไปไหนแล้ว.
               ทีฆาวุราชกุมาร จึงตรัสตอบว่า
               พระราชาทรงก้าวล่วงเสียซึ่งเปือกตม ประดิษฐานอยู่บนบก เสด็จดำเนินไปสู่ทางใหญ่ อันไม่มีหนาม ไม่มีรกชัฏ ส่วนเรายังเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทาง อันให้ถึงทุคติ มีหนาม รกชัฏ เป็นเครื่องไปสู่ทุคติแห่งชนทั้งหลาย.
               นารีทั้งหลายจึงกราบทูลว่า
               ข้าแต่พระราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้วดุจราชสีห์มาสู่ถ้ำ ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอนุศาสน์พวกหม่อมฉัน ขอพระองค์ทรงเป็นอิสราธิบดีของพวกหม่อมฉันทั้งปวง เถิด.

               พระมหาสัตว์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงรับสั่งให้อภิเษกทีฆาวุราชกุมารนั้นในที่นั้นนั่นเอง แล้วให้กลับเข้าไปสู่พระนคร. ส่วนพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นเสด็จออกจากพระราชอุทยาน เข้าไปป่าหิมวันต์ สร้างบรรณศาลาที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ แล้วทรงผนวชเป็นฤๅษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไป.
               ฝ่ายมหาชนก็เชิญเสด็จพระกุมารไปยังกรุงพาราณสี. พระกุมารนั้นทรงกระทำประทักษิณพระนคร แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท.
               ลำดับนั้น พวกนางฟ้อนเหล่านั้นจึงพากันคิดว่า พระราชาทรงละทิ้งพวกเรา เสด็จออกบรรพชาเสียก่อนแล้ว ถึงพระกุมารนี้เล่าก็เป็นผู้มีพระหฤทัยกำหนัดในกามทั้งหลาย ถ้าพวกเราจักไม่ยอมอภิรมย์กับพระองค์ พระองค์ก็จะพึงเสด็จออกบรรพชาเสียอีก พวกเราจักกระทำอาการ คือการอภิรมย์แก่พระองค์. ลำดับนั้น พวกนางฟ้อน เมื่อจะให้พระกุมารรื่นรมย์ด้วย จึงได้กราบทูลคาถาสุดท้ายแล้ว.
               พวกนารีเหล่านั้น ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็ประโคมดุริยดนตรีทั้งปวงขึ้น ทำการฟ้อนรำขับร้องมีประการต่างๆ ให้เป็นไปแล้ว เกียรติยศได้ยิ่งใหญ่ขึ้นแล้ว. ทีฆาวุราชกุมารนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยเกียรติยศ ก็มิได้ทรงระลึกถึงพระบิดาเลย ได้เสวยราชสมบัติโดยธรรมเป็นไปตามยถากรรมแล้ว.
               แม้พระโพธิสัตว์ได้ทรงกระทำฌานและอภิญญา ให้บังเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดแห่งพระชนมชีพก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์ แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน ก็ได้เคยออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
               จึงได้ทรงประชุมชาดกว่า
               พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว ในกาลนั้น
               ทีฆาวุกุมาร ในกาลนั้น ได้เป็น ราหุลกุมาร
               บริษัทที่เหลือ ในกาลนั้น ได้เป็นพุทธบริษัท
               ส่วนพระเจ้าอรินทมะ ในกาลนั้น ก็คือ เราตถาคต แล.


               -----------------------------------------------------