“อาตมาสร้างเมรุจนเสร็จ ยังคงเหลือแต่ศาลาฌาปนสถานเท่านั้น ตั้งใจว่าจะช่วยคนยากคนจน คนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จะได้ไม่ต้องทุกข์ยากเวลาจัดงานศพ.."

รถพระทำ 

           ในชุมชนเล็กๆของอำเภอรอบนอก ยังคงเห็นร่องรอยของความแห้งแล้งและทุรกันดารอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะผ่านช่วงเวลาวิกฤตในการคมนาคมขนส่งมาแล้ว เมื่อ ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถทำให้อำเภอแห่งนี้เจริญรุดหน้าเทียบเท่ากับอำเภออื่นๆ อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาแต่อย่างใด  

            โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ที่นี่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมผมถึงต้องมาเยือนอำเภอนี้อีกครั้ง และยืนอยู่บนลานวัดของวัดโบสถ์เก่าในวันหยุดสุดสัปดาห์ 

          จากที่เคยเป็นนักท่องเที่ยวในวันนั้น ต่างกันกับวันนี้ที่ได้เดินทางมารับราชการครู ในอำเภอที่ผมได้เลือกโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อย ส่วนวัดโบสถ์เก่าเป็นวัดแรกที่ผมจะมากราบไหว้และนมัสการเจ้าอาวาส                                                                                                                                                                

          ผมเลือกอำเภอนี้ ก็เพราะเป็นอำเภอที่ถูกขนานนามว่าเป็นอีสานภาคกลาง มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่าง นอกเหนือจากความแห้งแล้งและทุรกันดาร ยังเป็นที่ตั้งของวัดที่มีโบสถ์เก่าแก่อายุกว่า ๒๐๐ ปี เป็นภาพเชิงประจักษ์ที่คุ้นชินสำหรับชาวบ้านและผู้ที่ผ่านไปมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

          ผมครุ่นคิดถึงการปรับตัวปรับใจให้พร้อมรับกับภัยธรรมชาติ คงไม่มีเครื่องมือใดหรือสถานที่แห่งใดที่ดีไปกว่าวัดวาอาราม ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ให้มีความรู้สึกใฝ่ดีมีความขยันหมั่นเพียรและรักความสุขสงบร่มเย็น ในท่ามกลางธรรมชาติของแมกไม้และขุนเขา ที่ยังพอหลงเหลือให้เห็นอยู่พอสมควร

          ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผมเคยเห็นวัดแห่งนี้มาแล้ว วัดที่มีถนนลาดยางผ่านกลางพื้นที่ของวัด อันมีศาสนสถานกระจัดกระจายอยู่สองฟากฝั่งถนน ครั้งนั้นที่ผมเห็นดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเอาเสียเลย มองยังไงก็เหมือนวัดร้าง        

           ศาลาการเปรียญทำด้วยไม้หลังเล็กๆ โบสถ์เก่าและกุฎิสงฆ์ อยู่กันคนละทิศละทาง ท่ามกลางดงไม้ที่หนาทึบ มองเห็นความมืดครึ้มได้ทั้งกลางวันกลางคืน พงหญ้าที่รกรุงรังปกคลุมทางเข้าวัดและเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวระโยงระยางปกคลุมพระอุโบสถ ชวนให้เย็นยะเยือกสันหลังและรู้สึกหวั่นไหวแก่ผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก

          ผมเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้นมาแล้ว ในวันที่มาวัดนี้ครั้งแรก วันนั้นมื่อผมลงจากรถและเดินเข้าวัด พบกิ่งไม้ระเกะระกะในระหว่างทางที่เดินเข้าไป บรรยากาศโดยรอบดูเงียบเชียบและวังเวง เหมือนไม่มีพระจำพรรษา ผมก้มเก็บกิ่งไม้เพื่อจะโยนเข้าข้างทาง พอเงยหน้าขึ้นก็เจอคนแก่ในชุดสีขาวมาเดินอยู่ข้างหน้า   ผมขนลุกซู่จนไปต่อไม่ได้ ตัดสินใจหันหลังกลับมาขึ้นรถในทันที

          ตอนนี้ผมหันซ้ายหันขวาอยู่บนลานวัด ด้านหลังเป็นศาลาการเปรียญหลังใหญ่ รายล้อมด้วยต้นไม้มากมายหลายต้น แสดงว่าทางวัดยังอนุรักษ์ต้นไม้ไว้เหมือนเดิม ด้านข้างศาลาเป็นโรงรถ เลยออกไปเป็นกุฎิหลังงามอยู่ท่ามกลางดงไม้ประดู่และมะค่าโมง น่าจะเป็นกุฎิของท่านเจ้าอาวาส

          พระรูปหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาผม คงแปลกใจที่เห็นผมยืนเพ่งพินิจบริเวณโดยรอบอยู่เป็นนานสองนาน

          “มาหาใครหรือโยม”

          “ผมมาหาท่านเจ้าอาวาสครับ”

          “ท่านนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์” พระชี้มือไปที่โบสถ์เก่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน

          “ท่านครับ รถเก่าๆในโรงจอดรถของวัด ยังวิ่งได้หรือครับ” ผมชี้มือไปที่รถคันเก่าๆมากมายหลายคัน บางคันเก่าจนสนิมเขรอะ แต่จอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งรถเก๋ง รถปิคอัพ รถตู้ รถบรรทุกเล็กหรือรถอีแต๋น รถบรรทุกน้ำและรถแบ็กโฮขนาดกลางที่จอดอยู่ข้างโรงรถ

          “ใช้ได้ทุกคันนะโยม ขึ้นชื่อว่ารถพระทำต้องใช้ได้สิโยม” พระพูดพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย

          ผมข้ามถนนไปยังโบสถ์เก่าของวัด เดินผ่านแผ่นป้ายหินอ่อนสลักข้อความการดำเนินงานบูรณโบราณสถานของสำนักศิลปากรเพื่อให้โบสถ์เก่ามีความมั่นคงแข็งแรงและสวยงาม โดยบูรณะตามรูปแบบเดิม

          จากข้อความของสำนักศิลปากรได้ระบุไว้ว่า ลักษณะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของโบสถ์เก่าหลังนี้ น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย  เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่ออิฐถือปูน ส่วนฐานที่มุมทั้งสี่ของอุโบสถก่อเชิดสูงขึ้นดูแอ่นโค้ง คล้ายท้องเรือสำเภาจีนโบราณ ผนังอุโบสถหนาก่ออิฐฉาบปูน ไม่มีช่องหน้าต่าง ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นและมีประตูทางเข้า 2 ช่อง โครงหลังคาเป็นเครื่องไม้ มุงกระเบื้องเกล็ดปลา หน้าบันไม่มีลวดลาย  

          “โยมมาหาอาตมาเหรอ” เสียงของพระถามผมอยู่ด้านหลัง

          “ครับ” ผมยกมือไหว้  “ผมมาบรรจุเป็นครูที่อำเภอนี้ครับ เคยมาที่วัดนี้เมื่อสิบกว่าปีแล้วครับ”

          “สภาพของวัดเปลี่ยนไปเยอะเลยสิ เมื่อก่อนมีแต่ป่ารกๆ ไม่มีใครกล้าเข้ามาทำบุญหรอก”

          “ผีดุเหรอครับ” ผมถาม

          “เขาก็พูดกันอย่างนั้นนะโยม แต่อาตมาไม่เคยเห็นหรอก นั่งภาวนาแผ่เมตตาอยู่ในโบสถ์ ผีสางคงไม่อยากมารบกวนอาตมาหรอก

          “พระอาจารย์เหนื่อยไหมครับกว่าจะพัฒนาให้เป็นอย่างทุกวันนี้” ผมถามต่อ

          “ไม่เหนื่อยหรอกโยม อาตมากับพระลูกวัดค่อยๆคิดค่อยๆทำไป ตั้งใจจะจัดสภาพภูมิทัศน์โดย  เน้นความร่มรื่นของต้นไม้เป็นหลัก อาตมาไม่ได้ตัดต้นไม้ใหญ่เลยนะโยม เขตวัดด้านหลังยังคงเป็นป่าดั้งเดิม ส่วนที่ว่างๆข้างวัด ๔ - ๕ ไร่ อาตมาก็ปลูกข้าวเพื่อเอาข้าวสารไปแจกให้โรงเรียน”

          “พระอาจารย์เป็นเจ้าอาวาสนานหรือยังครับ”

          “ ๑๔ พรรษาแล้วล่ะโยม”

          “งั้นพระอาจารย์ก็เป็นผู้คิดริเริ่มให้มีการปฏิสังขรณ์โบสถ์เก่าหลังนี้น่ะสิครับ”

          “ถูกต้องแล้วโยม อาตมาคิดว่าโบราณสถานมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและศิลปกรรม รวมทั้งประวัติศาสตร์ของวัดและชุมชน เราต้องช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดไว้มิให้สูญหายไป วัดนี้จึงเป็นที่เคารพและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกล หลั่งไหลกันมาศึกษาและเยี่ยมชมโบสถ์เก่า ตลอดจนเคารพบูชาตามความเชื่อที่ว่าความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้นยังมีอยู่จริง”

          พระอาจารย์พูดพร้อมกับเดินนำผม เพื่อไปนั่งในศาลาทรงไทยที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับพระอุโบสถ

          “ความเชื่อเก่าๆที่บอกเล่าต่อๆกันมา เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่มีอะไรบ้างครับ”   

          “จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ข้างวัด ได้บอกอาตมาว่า   วัดนี้เคยมีสระน้ำประจำหมู่บ้านที่ใช้กันมาแต่โบราณ ชาวบ้านเชื่อว่า ในสระมีระฆังศักดิ์สิทธิ์จมอยู่ มีหลายครั้งแล้วที่มีผู้คนจากต่างถิ่น พากันมาขุดหาระฆังในสระ ทุกครั้งที่ขุดจนพบระฆัง แต่ก็ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ มักจะมีอภินิหาริย์เกิดขึ้นเสมอคือ เมื่อขุดถึงระฆังฝนมักจะตกจนน้ำเต็มสระแล้วระฆังนั้นก็เคลื่อนที่หายไป” 

          “สิบกว่าปีที่ผ่านมาพระอาจารย์พัฒนาไปได้หลายสิ่งหลายสิ่งเลยนะครับ”  

          “อาตมามีความตั้งใจจะทำแค่ ๒ อย่างคือเรื่องเจ็บกับเรื่องตายเท่านั้นแหละโยม” 

          “ยังไงเหรอครับ”             

          “ที่โรงพยาบาลยังไม่มีศูนย์ฟอกไต คนที่เป็นโรคไตต้องไปรักษาที่จังหวัด มันลำบากมากและหมดค่าใช้จ่ายมิใช่น้อยเลยนะโยม อาตมาก็เลยบริจาคเงินผ้าป่าและกฐินไปให้โรงพยาบาล ทำมาหลายปีแล้ว เพื่อให้เขานำเงินไปสร้างศูนย์ ตอนนี้เห็นว่าใกล้จะเสร็จแล้ว” 

           “เรื่องตายล่ะครับ พระอาจารย์”

          “อาตมาสร้างเมรุจนเสร็จ ยังคงเหลือแต่ศาลาฌาปนสถานเท่านั้น ตั้งใจว่าจะช่วยคนยากคนจน คนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จะได้ไม่ต้องทุกข์ยากเวลาจัดงานศพ..คุยกันเท่านี้ก่อนนะโยม อาตมาต้องไปทำงานแล้ว”

          ผมเดินตามพระอาจารย์ไปติดๆ สงสัยและอยากรู้ว่าพระอาจารย์จะไปทำงานที่ไหน เผื่อว่าจะได้ช่วยหยิบฉวยบ้าง เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วย

          พระอาจารย์กับผมเดินผ่านโรงรถ ก่อนที่จะมุ่งตรงสู่ถนนทางเข้าที่ตั้งเมรุ

          “รถเก่าที่จอดอยู่ในโรงรถ ได้มาอย่างไรครับ”

          “ญาติโยมเขาบริจาคให้ทางวัด อาตมาก็เลยซ่อมเอาไว้ใช้งาน บางคันก็ต้องยกเครื่องใหม่ ยังคงวิ่งได้อีกหลายปี”

           “พระอาจารย์ซ่อมเองเลยหรือครับ”                                                                  

           “ซ่อมเองหมดทุกคันนั่นแหละ มันไม่ได้ยากอะไรหรอกโยม ซ่อมเองประหยัดเงินไปได้เยอะ รถเหล่านี้พระต้องใช้ในการพัฒนาวัด บางคันก็ต้องใช้รับกิจนิมนต์ บางทีโยมในหมู่บ้านก็มาขอยืมไปใช้บ้าง ก็ช่วยเหลือกันไป”

          ผมพูดไม่ออกบอกไม่ถูก รู้สึกทึ่งในความสามารถและแนวคิดของพระอาจารย์รูปนี้ ผู้มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ผมเดินตามพระอาจารย์ไปเรื่อยๆ สักครู่ก็มาถึงบริเวณที่ก่อสร้างศาลาฌาปนสถาน ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆเมรุ  มีหลุมที่ถูกขุดไว้บ้างแล้ว เพื่อเตรียมเทเสาและคานคอนกรีต ใกล้ๆกันมีรถแบ็กโฮเก่าคันเล็กๆจอดอยู่ พระอาจารย์รวบจีวรให้ทะมัดทะแมง แล้วก้าวขึ้นไปนั่งในรถ ท่านหันมามองผม

          “เดินทางปลอดภัยนะโยม”

          “ครับ” ผมพนมมือไหว้ลาพระอาจารย์

          เสียงเครื่องยนต์จากรถแบ็กโฮเล็กดังขึ้นพร้อมควันโขมง พระอาจารย์เริ่มตักดินออกจากหลุม ผมเดินออกมาจากวัด ด้วยหัวใจที่สดชื่นและเบาหวิว เป็นความรู้สึกซาบซึ้งจากคำพูดและแนวคิดของพระอาจารย์ ตลอดจนผลงานรถพระทำที่ผมจะจดจำตลอดไป  

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์