เหตุการณ์ร้องเรียนหลายกรณี ส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องปรับปรุงวิถีปฏิบัติหลายเรื่องของ มทส. ที่ใช้มานานและเวลานี้ไม่เหมาะต่อบริบทปัจจุบัน รวมทั้งข้อค้นพบที่ผมได้เขียนไปแล้วในบันทึกก่อนๆ ว่า มทส. มีระบบบริหารที่กระจายอำนาจน้อยไป ในฐานะเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยในภาพรวม จึงต้องศึกษาว่ามีกฎหมายของประเทศกำหนดเรื่องดังกล่าวไว้อย่างไร
แนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๔ (๑)
กำหนดหลักการ และแนวปฏิบัติไว้อย่างดีมาก เป้าหมายเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ราบรื่น ไม่เกิดปัญหาทุจริตหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมอ่านแล้วห็เห็นชัดว่า ผู้ยกร่างได้นำเอาประสบการณ์ข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในมสถาบันอุดมศึกษาไทยในอดีต เอามากำหนดกติกาเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก
แนวปฏิบัติดังกล่าว อ้างหลักธรรมาภิบาล ๑๐ ข้อ ดังต่อไปนี้ หลักประสิทธิภาพ, หลักประสิทธิผล, หลักการตอบสนอง, หลักภาระรับผิดชอบ สามารถตรวจสอบได้, หลักโปร่งใสเปิดเผย, หลักนิติธรรม, หลักความเสมอภาค, หลักการมีส่วนร่วม, หลักการกระจายอำนาจ, และหลักคุณธรรมจริยธรรม ที่เมื่อบูรณาการทั้ง ๙ ข้อแรกแล้ว ยังคงมีความกำกวมให้ต้องตีความอยู่ดี ต้องใช้พลังของข้อ ๑๐ มากำกับ ที่ต้องเป็นพลังคุณธรรมจริยธรรมในระดับ มั่นคงในคุณธรรม (integrity) คือสู้ความเย้ายวนได้
ข้อ ๓ ของแนวปฏิบัติ บอกตรงๆ ว่า เป้าหมายหลักของแนวปฏิบัตินี้ เพื่อ “ป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากการเป็นกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารและบุคลากร ของสถาบันอุดมศึกษา” จากความพลั้งเผลอ หรือจากคนที่บกพร่องในหลักการข้อที่ ๑๐ ที่ในมุมมองของผม โลกเราหนีไม่พ้นจากคนเก่งสีเทาๆ ไม่ถึงกับสีดำ แต่ก็ไม่ขาว
แนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๕ (๒)
ไม่ถึงปีหลังประกาศแนวปฏิบัติ ปี ๒๕๖๔ ก็มีการแก้ไขปรับปรุง เน้นส่วนการสรรหานายกและกรรมการสภา รวมทั้งอธิการบดี ให้คนนอกมีส่วนมากขึ้น เป็นแนวปฏิบัติฉบับที่ ๒
แจ้งมติคณะกรรมการการอุดมศึกษา และซักซ้อมความเข้าใจการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๖
ไม่ถึงปีก็มีการซักซ้อมความเข้าใจมาจาก สป.อว. โดยระบุชัดเจนว่า แนวปฏิบัติ มิใช่กฎ สถาบันอุดมศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ ผมตีความว่า หลักการสำคัญคือป้องกันการเล่นพวก เพื่อร่วมกันแสวงประโยชน์ และต่างตอบแทนกัน ทำให้มหาวิทยาลัยเสียประโยชน์ หรือเสียโอกาสทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
ที่จริงเรื่องที่สำคัญมากที่ มทส. ต้องปรับคือเรื่องการกระจายอำนาจ ที่มีการจัดระบบการบริหารใหม่ให้มีการกระจายอำนาจเชิงระบบ ที่บุคลากรที่ไม่ใช่ผู้บริหารมีโอกาสประเมินและแสดงความเห็นต่อการบริหารของแต่ละส่วนงาน (สำนักวิชา และหน่วยงานเทียบเท่า) เป็นระยะๆ ตามที่ผมได้เขียนในบันทึกก่อนหน้านี้แล้ว
วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย มีวาระที่ ๔.๓ ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สภาเห็นด้วยกับเป้าหมายในย่อหน้าแรกของบันทึกนี้ และมีมติในเบื้องต้น ให้ตั้งคณะกรรมการ ๓ ชุดเพื่อแก้ไขข้อบังคับ ให้มีการกระจายอำนาจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาคม มทส. ต่อการบริหารมหาวิทยาลัยและส่วนงาน ได้แก่
- คณะกรรมการเฉพาะกิจทบทวนข้อบังคับว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งบริหาร
- คณะกรรมการเฉพาะกิจบททวนข้อบังคับให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
- คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อบังคับว่าด้วยคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
ผมมีความสุขมาก ที่มีจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เชิงการกำกับดูแล และด้านการบริหาร ที่จะนำสู่สภาพมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็ง มีกลไกให้สมาชิกของมหาวิทยาลัยมี engagement ต่อกิจการของมหาวิทยาลัยมากขึ้น และที่สำคัญ หวังว่าจะช่วยเพิ่มความไว้วางใจต่อกัน ความรักสามัคคี ร่วมกันทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าของ มทส. ของพื้นที่นครชัยบุรินทร์ ของประเทศไทย และของโลก
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๖๘