การประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี ๒๕๖๘ หัวข้อ  HARNESSING TECHNOLOGIES IN AN AGE OF AI TO BUILD A HEALTHIER WORLD  ส่วนที่เป็นการประชุมหลัก จัดระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘  ที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ ราชประสงค์

เข้าดูรายละเอียดของการประชุมได้ที่ https://pmac-2025.com   เป้าหมายสำคัญที่สุดของการประชุมคือ ช่วยกันดำเนินการเพื่อให้ระบบสุขภาพโลกได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี    มากกว่าได้รับโทษ    ซึ่งหมายความว่า เราต้องระมัดระวัง ไม่หลงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสุขภาพ   ต้องรู้เท่าทันมายา   และหาทางหลบเลี่ยงหรือขจัดมายาเหล่านั้น   รวมทั้งช่วยกันจัดระบบ ให้มีการใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าด้านสุขภาพให้เกิดผลดีอย่างเท่าเทียมกัน 

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอเรื่อง Site Visit วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๘ ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ (๑)   ข่าว Site Visit จังหวัดสระบุรีที่ (๒)  ข่าวพิธีพระราชทานรางวัล เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ที่ (๓)    ข่าวเรื่องการประชุม PMAC ที่ (๔)  

๓๑ มกราคม ๒๕๖๘

เริ่มต้นด้วยพิธีเปิด    ที่ผู้รับพระราชทานรางวัลทั้งสองมาร่วมด้วย    เปิดด้วยวิดีทัศน์แนะนำมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล   และวิดีทัศน์สัมภาษณ์ผู้รับพระราชทานรางวัลทีละคน ที่เรียกว่า Armchair Interview (๕) โดย รศ. นพ. ภาวิช เพียรวิจิตร   ตามด้วยวิดีทัศน์ ที่ผมให้ชื่อว่า ชีวิตของเด็กชายเอไอ” (๖)    ต่อด้วยการบรรยายนำของ หวังเจี้ยน (Wang Jian)  ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท BGI Group สาธารณรัฐประชาชนจีน    ในชื่อการบรรยายว่า Omics for All   ที่เปิดกระโหลกผมมาก    key words ได้แก่  From central dogma to Spatial temporal dogma ที่นำบริษัท BGI ก้าวเป็นผู้นำการใช้พลัง OMICS ทำประโยชน์แก่มนุษย์ตลอดทุกช่วงชีวิต    ในราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ    ยกตัวอย่าง Rare Disease Alliance – HGP2 RadiAnce, Thalassemia screening and Gene therapy ที่ร่วมมือกับประเทศไทย, การใช้ข้อมูล Omics ร่วมกับ AI ในการบอกดัชนีความแข็งแรงหรือความขราของร่างกาย และของแต่ละอวัยวะ   ที่เขาลงท้ายว่า Life Index for ALL    

PL 0  เปิดประเด็นสำคัญของการประชุมทั้งสามวัน   ด้วย keynote โดย Rubin Pillay, U of Alabama at Brimingham เรื่อง Harnessing Technologies in an Age of AI to Build a Healthier World  ตามชื่อของ PMAC 2025 ที่ชี้อนาคตชีวิตของมนุษย์ที่มีโอกาสใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI ในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและบำบัดโรค  ที่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมด    ได้เห็นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ   ตามด้วยการเสวนาโดยวิทยากร ๔ ท่าน นำโดย ศ. Dennis Carroll       

ผมได้เรียนรู้คำใหม่ๆ แปลกๆ มากมาย เช่น prosumerization ซึ่งหมายถึงผู้บริโภคเป็นผู้คิดวิธีใช้ประโยชน์ของสินค้า หรือร่วมในการผลิตสินค้า;   Platform-based approach to health and healthcare   ใช้ไอทีเชื่อมผู้ให้บริการกับผู้บริโภคโดยตรง    ลดความจำเป็นของโรงพยาบาลหรือสถานบริการลงไป; EAYH – Earn as You Heal ที่เมื่อเอาคำนี้ไปถามสหายเจมิไน เพื่อเรียนรู้ความหมาย ก็เห็นกระบวนทัศน์ใหม่ในเรื่องการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง; Outsurance ที่แต่ละบุคคลคำนวนความเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองได้   โดยใช้ genomic data ของตนเอง รวมทั้งข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพอื่นๆ  ที่จะช่วยให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพของตนเอง และลดค่าใช้จ่ายด้านการประกันสุขภาพ;    เป็นต้น 

PL 1  Achieving positive connections through technological innovations for healthier populations, strengthened health systems and universal health coverage   นี่ก็ได้ไอเดียใหม่ๆ แปลกๆ ที่เรานึกไม่ถึงมากมาย   โดยเฉพาะแนวทางที่ให้โอกาสประชาชนเป็นผู้กำหนดการดูแลสุขภาพของตนเอง    ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพ  และของระบบบริการสุขภาพ    ตัวอย่างคือ Person/Patient-centered digital health    ที่หมายความว่าเป็นระบบสุขภาพที่บุคคลเจ้าของสุขภาพเป็นผู้มีบทบาทตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลดิจิทัล    แทนที่จะเป็นฝ่ายผู้ให้บริการ (provider) เป็นผู้ตัดสินใจอย่างในปัจจุบัน   

เท่ากับเป็นมุมมองว่า เราต้องช่วยกันจัดระบบให้ AI มาช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการสุขภาพ    หรือยิ่งกว่านั้นคือ ทำให้ผู้ใช้กับผู้ให้บริการหลอมรวมกัน หรือสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างกัน   ผ่านการหนุนโดยเทคโนโลยี    ซึ่งเป็นการละไว้ในฐานเข้าใจว่า ความท้าทายที่จะดำเนินไปในทางตรงกันข้ามมีสูงมาก   

โยงสู่ประเด็นของการใช้ AI ช่วยพัฒนาระบบสุขภาพ    ให้เป็นระบบที่โปร่งใส   

PS 1.3  Expanding Tech-enabled Solutions for Service Delivery   ตอนบ่ายผมเลือกเข้าห้องย่อยนี้    โดยที่มีการประชุมพร้อมกัน ๕ ห้อง   น่าสนใจทุกห้อง    ผมอยากไปฟังว่าฝ่ายให้บริการสุขภาพเขาใช้เทคโนโลยีกันอย่างไร   

ทางธนาคารโลกผู้จัดรายการนี้บอกว่า เป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีคือหนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ  และหนุนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า     มีการนำเสนอกรณีศึกษาจากจีน ใช้ช่วยการดูแลผู้ป่วย NCD คือเบาหวานกับความดันโลหิตสูง   จากอินเดียใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยในชนบทห่างไกลในการเข้าถึงบริการ    และของบริษัทเอกชนญี่ปุ่น เรื่องระบบช่วยเหลือการดูแลมารดาและทารก    นำสู่การอภิปรายวิธีขยายผลจากรูปแบบที่พัฒนาขึ้น          

ผมสรุปว่า สาระตอนเช้าโลดแล่นไปในอนาคตไกลโพ้น  ตอนบ่ายย้อนกลับสู่อดีต   แต่ไม่ทราบว่าห้องย่อยอื่นเป็นอย่างไร 

2nd Lincoln Chen Lecture   โดย นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เรื่อง Long March for Health Equity : The Story of the Rural Doctor Movement in Thailand  ที่คุณหมอสุวิทย์พูดนิดเดียว แต่ชวนแพทย์ชนบท ๒ คน คือ นพ. สุพัฒน์ ฮาสุวรรณกิจ กับ พญ. อภิสรา ธำรงวรางกูร มาเล่าแรงบันดาลใจในการทำงานในระบบสุขภาพชนบท   ที่นำสู่การที่ขบวนการแพทย์ชนบทไทยได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลแม็กไซไซ    จากการเป็นพลังขับเคลื่อนสู่ระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบัน   สร้างความประทับใจจากผู้เข้าร่วมล้นห้อง   

มีการย้ำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าระวัง” (watch dog) ระบบสุขภาพ จากขบวนการคอร์รัปชั่น   กันอย่างเปิดเผย  ที่ทำให้แพทย์ชนบทบางคนต้องถูกสวบสวนและอาจถูกให้ออกจากราชการ     

วิจารณ์ พานิช

๑ ก.พ. ๖๘

ห้อง ๔๖๒๒  โรงแรมเซนทารา แกรนด์