กิงฉันทชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๑๖. ติงสตินิบาต
๑. กิงฉันทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๕๑๑)
ว่าด้วยดาบสผู้มีความพอใจอะไร
(เทพธิดาผู้รักษาแม่น้ำกล่าวกับกิงฉันทดาบสว่า)
[๑] ท่านพราหมณ์ ท่านพอใจ (พอใจ หมายถึงอัธยาศัย) อะไร ประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไรอยู่ และเพราะต้องการอะไร จึงมาอยู่แต่ผู้เดียวในฤดูร้อน
(ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๒] หม้อน้ำใบใหญ่มีทรวดทรงงดงามฉันใด มะม่วงสุกที่อุดมไปด้วยสี กลิ่น และรสก็อุปไมยได้ฉันนั้น
[๓] มะม่วงนั้นลอยมาตามกระแสน้ำท่ามกลางสายน้ำใส อาตมาเห็นเข้าจึงยื่นมือไปเก็บมัน นำมาเก็บไว้ในโรงบูชาไฟ
[๔] แต่นั้นอาตมาเองวางมะม่วงไว้บนใบตอง ใช้มีดฝานแล้วฉัน มะม่วงนั้นระงับความหิวกระหายของอาตมาแล้ว
[๕] อาตมานั้นปราศจากความกระวนกระวาย ผลมะม่วงหมดไป ก็ได้แต่ข่มความทุกข์ ยังไม่ประสบผลไม้อย่างอื่นชนิดใดชนิดหนึ่งเลย
[๖] มะม่วงสุกผลใดมีรสอร่อย มีรสเป็นเลิศ น่าพอใจ ลอยมาในห้วงมหรรณพ อาตมาเก็บขึ้นมาจากทะเล มะม่วงสุกผลนั้นทำอาตมาให้ซูบผอม จักนำความตายมาให้อาตมาแน่นอน
[๗] อาตมาเฝ้าประจำอยู่เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมด อาตมาได้บอกแก่ท่านแล้ว อาตมานั่งเฝ้าอยู่เฉพาะแม่น้ำสายที่น่ารื่นรมย์ แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่ไพศาล ขวักไขว่ไปด้วยปลาโลมาตัวใหญ่ๆ
[๘] แม่นางผู้ไม่แอบแฝงตน แม่นางนั้นแหละจงบอกแก่อาตมาเถิด แม่นางผู้มีเรือนร่างสง่างาม นางเป็นใครกัน และมาที่นี่เพราะเหตุอะไร
[๙] เทพนารีเหล่าใดผู้มีเรือนร่างประดุจแผ่นทองคำที่ขัดสีดีแล้ว หรือประดุจนางพยัคฆ์ที่เกิดอยู่ตามซอกเขา เป็นปริจาริกาของเทพ มีอยู่ในโลก
[๑๐] และสตรีรูปงามเหล่าใดมีอยู่ในมนุษยโลก บรรดาเทพนารี คนธรรพ์ และหญิงมนุษย์ สตรีเหล่านั้นไม่มีรูปร่างเช่นกับแม่นาง แม่นางผู้มีลำขาอ่อนกลมกลึงประดุจแท่งทอง อาตมาถามแล้ว ขอแม่นางจงบอกนาม และเผ่าพันธุ์แก่อาตมาด้วยเถิด
(เทพธิดากล่าวว่า)
[๑๑] ท่านพราหมณ์ ท่านนั่งเฝ้าอยู่เฉพาะ แม่น้ำโกสิกีอันน่ารื่นรมย์สายใด ข้าพเจ้าอยู่ที่วิมานมีกระแสน้ำเชี่ยว ซึ่งเป็นห้วงน้ำใหญ่สายนั้น
[๑๒] ลำธารจากภูเขาจำนวนมาก ดื่นดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพันธุ์ ไหลรวมกัน ตรงมาหาข้าพเจ้า
[๑๓] อนึ่ง ธารน้ำจากแนวป่า ก่อตัวเป็นห้วงวารีสีเขียว และธารน้ำอันเป็นที่ปลื้มใจแห่งพวกนาคเป็นจำนวนมาก ไหลมาท่วมข้าพเจ้าด้วยห้วงวารี
[๑๔] สายน้ำเหล่านั้นย่อมพัดพาผลไม้หลายชนิด คือ มะม่วง ผลหว้า ขนุนสำปะลอ กระทุ่ม ผลตาล และมะเดื่อมาเนืองๆ
[๑๕] ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งแม่น้ำทั้ง ๒ หล่นลงไปในน้ำ ผลไม้นั้นย่อมลอยไปตามอำนาจกระแสน้ำโดยไม่ต้องสงสัย
[๑๖] พระองค์ผู้จอมชนเป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ขอพระองค์จงสดับคำของข้าพเจ้า พระองค์ทราบอย่างนี้แล้ว อย่าทรงพอพระทัยความเกาะเกี่ยว (หมายถึงเกาะเกี่ยวด้วยอำนาจตัณหา) ทรงปฏิเสธเสียเถิด
[๑๗] พระราชฤๅษีผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจความเป็นบัณฑิตของพระองค์เลย ซึ่งพระองค์กำลังทรงพระเจริญวัย แต่กลับหวังความตาย
[๑๘] พระบิดา คนธรรพ์ พร้อมทั้งเทวดา ย่อมทราบความที่พระองค์ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา อนึ่ง ฤๅษีทั้งหลายเหล่าใดในโลก ผู้สำรวมตน มีตบะ ผู้เริ่มตั้งความเพียร มียศ ฤๅษีแม้เหล่านั้นก็ย่อมทราบโดยไม่ต้องสงสัย
(ต่อแต่นั้น ดาบสได้กล่าวว่า)
[๑๙] บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้ เพราะรู้ธรรมทั้งปวง รู้ความแตกสลาย และรู้การจุติแห่งชีวิต ถ้าเขาไม่จงใจจะฆ่าผู้อื่น
[๒๐] แม่นางผู้ที่หมู่ฤๅษีรู้จักกันดี เธอเป็นคนที่ผู้ลอยบาปรู้แจ้งชัดว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่ชาวโลก แม่นางผู้มีความงาม เธอย่อมแสวงหาบาปกรรม เพราะเจรจาถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ
[๒๑] แม่นางผู้มีสะโพกงามผึ่งผาย ถ้าอาตมาจักตายที่ริมฝั่งน้ำของเธอ ชื่อเสียงอันเลวทรามจักมาถึงเธอโดยไม่ต้องสงสัย เมื่ออาตมาล่วงลับไปแล้ว
[๒๒] เพราะเหตุนั้นแล แม่นางผู้มีเรือนร่างอันสวยงาม เธอจงระวังบาปกรรม เมื่ออาตมาตายไปแล้ว ขอชนทั้งปวงอย่าได้กล่าวติเตียนเธอในภายหลังเลย
(เทพธิดาได้สดับดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวว่า)
[๒๓] เหตุนั้นข้าพเจ้าได้ทราบแล้ว ขอพระองค์ทรงอดกลั้นสิ่งที่อดกลั้นได้ยากเถิด ข้าพเจ้ายอมถวายตนและผลมะม่วงนั้นแก่พระองค์ ผู้ทรงละกามคุณที่ละได้ยาก ดำรงสันติและธรรม (สันติ หมายถึงศีลกล่าวคือความสงบจากความทุศีล ธรรม หมายถึงสุจริตธรรม) ไว้อย่างมั่นคง
[๒๔] ผู้ใดละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต้นได้ แต่ยังติดอยู่ในสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องปลาย ประพฤติอธรรมอยู่นั่นเทียว บาปย่อมเจริญแก่ผู้นั้น
[๒๕] เชิญเสด็จมาเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยพระองค์ ขอพระองค์ทรงขวนขวายน้อยโดยส่วนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจะนำพระองค์ไปที่สวนมะม่วงอันร่มเย็น ขอพระองค์ปราศจากความขวนขวายอยู่เถิด
[๒๖] ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงข่มอริราชศัตรู สวนมะม่วงนั้นเซ็งแซ่ไปด้วยหมู่นกที่มัวเมาด้วยรสดอกไม้ ทิพยสกุณปักษี คือ นกกระเรียน นกยูง นกเขา และนกสาลิกาก็มีอยู่ในสวนมะม่วงนี้ และในสวนนี้ยังมีฝูงหงส์ส่งเสียงร้องระงม นกดุเหว่าเร่าร้องกึกก้องปลุกเหล่าสัตว์ให้ตื่นอยู่
[๒๗] ณ สวนมะม่วงนี้ ต้นมะม่วงทั้งหลายมีปลายกิ่งโน้มลง ด้วยพวงผลดกดื่นเช่นรวงข้าวสาลี มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยย้อยอยู่เรียงราย
(ดาบสเห็นเปรตเสวยทิพยสมบัติในเวลาดวงอาทิตย์ตก จึงได้กล่าวว่า)
[๒๘] เธอผู้ประดับมาลา โพกภูษา ประดับอาภรณ์ สวมใส่กำไลมือกำไลแขน มีร่างกายฟุ้งไปด้วยจุรณแก่นจันทน์ ถูกบำเรอตลอดคืน ส่วนกลางวันเสวยเวทนา
[๒๙] เธอมีหญิง ๑๖,๐๐๐ นางเป็นนางบำเรอ มีอานุภาพมากอย่างนี้ ยังไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้า
[๓๐] ในภพก่อนเธอได้ทำบาปกรรมอะไรที่นำทุกข์มาให้ตน เธอทำกรรมอะไรไว้ในมนุษย์ทั้งหลาย จึงต้องมากัดกินเนื้อหลังของตน
(เปรตจำดาบสนั้นได้ จึงกล่าวว่า)
[๓๑] ข้าพระองค์ได้เล่าเรียนพระเวท หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ชนเหล่าอื่นตลอดกาลนาน
[๓๒] ผู้หากินบนหลังคนอื่นต้องควักเนื้อหลังของตนกิน เหมือนข้าพระองค์วันนี้ต้องกัดกินเนื้อหลังของตนเอง
กิงฉันทชาดกที่ ๑ จบ
-----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
กิงฉันทชาดก
ว่าด้วย โทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ความย่อว่า วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามอุบาสก-อุบาสิกาเป็นอันมากผู้รักษาอุโบสถ ผู้มานั่งเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาอยู่ที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านรักษาอุโบสถหรือ? เมื่อเขากราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลายทำการรักษาอุโบสถ จัดว่าได้ทำความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้รับยศอันยิ่งใหญ่ ก็เพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง
อันพวกอุบาสกอุบาสิกากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสีโดยธรรม ทรงเป็นผู้มีศรัทธา ปสาทะ ไม่ประมาทในทานศีลและอุโบสถกรรม. ท้าวเธอมีตรัสสั่งแม้กะชนที่เหลือมีอำมาตย์เป็นต้น ให้ตั้งมั่นในกุศลจริยามีทานเป็นต้น.
แต่ปุโรหิตของพระองค์ มีปกติรีดเลือดเนื้อประชาชน กินสินบน วินิจฉัยอรรถคดีโดยอยุติธรรม. ในวันอุโบสถตรัสสั่งให้ประชาชนมีอำมาตย์เป็นต้นมาเฝ้า แล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านทั้งหลายจงมารักษาอุโบสถ. ปุโรหิตก็ไม่ยอมสมาทานอุโบสถ คราวนั้น เมื่อพระราชากำลังทรงซักถามพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายสมาทานอุโบสถละหรือ? จึงตรัสถามปุโรหิตนั้นผู้รับสินบนและตัดสินอรรถคดีโดยอยุติธรรมในเวลากลางวันแล้วมาสู่ที่เฝ้าว่า ท่านอาจารย์ ท่านสมาทานอุโบสถแล้วหรือ?
ปุโรหิตนั้นทูลคำเท็จว่า สมาทานแล้ว พะย่ะค่ะ แล้วลงจากปราสาทไป.
ครั้งนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งท้วงว่า ท่านไม่ได้สมาทานอุโบสถมิใช่หรือ?
ปุโรหิตนั้นพูดแก้ตัวว่า ข้าพเจ้าบริโภคอาหารเฉพาะในเวลาเท่านั้น และข้าพเจ้ากลับไปเรือนแล้ว จักบ้วนปากอธิษฐานอุโบสถ ไม่บริโภคอาหารในเวลาเย็น ข้าพเจ้าจักรักษาอุโบสถศีลในเวลากลางคืน ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักมีอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง.
อำมาตย์ผู้นั้นกล่าวว่า ดีละขอรับ ท่านอาจารย์. เขากลับเรือนแล้วก็ได้กระทำอย่างนั้น.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตนั้นนั่งอยู่ในศาล. สตรีผู้มีศีลคนหนึ่งมายื่นฟ้องคดี เมื่อไม่ได้โอกาสที่จะกลับไปเรือนจึงคิดว่า เราจักไม่ละเลยอุโบสถกรรม พอใกล้เวลา นางจึงเริ่มบ้วนปาก.
ขณะนั้น มีผู้นำผลมะม่วงสุกมาให้พราหมณ์ปุโรหิตพวงหนึ่ง. พราหมณ์ปุโรหิตรู้ว่า หญิงนั้นจะสมาทานอุโบสถ จึงหยิบมะม่วงส่งให้ พร้อมกับพูดว่า เจ้าจงรับประทานมะม่วงสุกเหล่านี้ก่อนแล้วจึงสมาทานอุโบสถเถิด. หญิงนั้นก็ได้กระทำตามนั้น. กุศลกรรมของพราหมณ์ปุโรหิตมีเพียงเท่านี้.
ในเวลาต่อมา พราหมณ์ปุโรหิตนั้นทำกาลกิริยาแล้ว ได้ไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ อันอลงกตในวิมานทองอันงามเรืองรอง มีภูมิภาคเป็นรมณียสถาน ในสวนอัมพวัน มีบริเวณ ๓ โยชน์ ใกล้ฝั่งน้ำโกสิกิคงคานทีในหิมวันตประเทศ ดุจคนที่หลับแล้วตื่นขึ้น มีเรือนร่างอันประดับตกแต่งดีแล้ว ทรงรูปโฉมงามสง่าแวดล้อมด้วยนางเทพกัญญาหมื่นหกพันเป็นบริวาร.
เขาได้เสวยสิริสมบัตินั้น เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น.
ความจริง เทพบุตรนั้นได้เสวยวิบากผลสมกับกรรมที่ตนทำไว้ โดยภาวะเป็นเวมานิกเปรต เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาอรุณขึ้น เขาจะต้องไปสู่สวนอัมพวัน. ในขณะที่ย่างเข้าไปสู่สวนอัมพวันเท่านั้น อัตภาพอันเป็นทิพย์ของเขาก็อันตรธานไป เกิดอัตภาพประมาณเท่าลำตาล สูง ๘๐ ศอกแทน ไฟติดทั่วร่างกาย เป็นเหมือนดอกทองกวาวที่บานเต็มที่ฉะนั้น นิ้วแต่ละนิ้วที่มือทั้งสองข้าง มีเล็บโตประมาณเท่าจอบใหญ่. เขาเอาเล็บเหล่านั้นกรีดจิกควักเนื้อข้างหลังของตนออกมากิน เสวยทุกขเวทนาร้องโอดครวญอยู่.
เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ร่างนั้นก็อันตรธานไป ร่างอันเป็นทิพย์ก็เกิดขึ้นแทน. เหล่านางฟ้อนอันเป็นทิพย์ผู้ประดับตกแต่งแล้วด้วยทิพพาลังการ ต่างถือดุริยางดนตรีมาห้อมล้อมบำเรอ เมื่อจะเสวยมหาสมบัติก็ขึ้นไปยังปราสาทอันเป็นทิพย์ ในสวนอัมพวันอันเป็นรมณียสถาน. เวมานิกเปรตนั้นได้เฉพาะซึ่งสวนอัมพวัน อันมีปริมณฑล ๓ โยชน์ ด้วยผลแห่งการให้ผลมะม่วงแก่สตรีผู้สมาทานอุโบสถ แต่เพราะผลแห่งการกินสินบน ตัดสินคดีโดยอยุติธรรม จึงต้องจิกควักเนื้อหลังของตนกิน และเพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งจึงได้เสวยยศอันเป็นทิพย์แวดล้อมด้วยหญิงฟ้อนหมื่นหกพันเป็นบริวารบำรุงบำเรอด้วยประการฉะนี้.
กาลนั้น พระเจ้าพาราณสีเห็นโทษในกามารมณ์จึงเสด็จออกทรงผนวชเป็นดาบส ให้กระทำบรรณศาลาที่ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์ประทับอยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอุญฉาจริยวัตร (เที่ยวภิกษาเลี้ยงชีวิต).
อยู่มาวันหนึ่ง ผลมะม่วงสุกโตประมาณเท่าหม้อเขื่องๆ ตกมาจากสวนอัมพวันนั้น ลอยมาตามกระแสแม่น้ำคงคา มาถึงตรงท่าน้ำซึ่งเป็นที่บริโภคใช้สอยของพระดาบสนั้น. พระดาบสกำลังล้างปากอยู่ เหลือบเห็นผลมะม่วงสุกนั้นลอยมากลางน้ำ จึงลงว่ายน้ำเก็บมานำไปอาศรมบท เก็บไว้ในเรือนไฟ ผ่าด้วยมีดแล้วฉันพอเป็นเครื่องประทังชีวิต ส่วนที่เหลือเอาใบตองปิดไว้ แล้วต่อมาก็ฉันผลมะม่วงนั้นทุกๆ วันจนหมด.
เมื่อมะม่วงสุกผลนั้นหมดแล้ว ก็ไม่อยากฉันผลไม้อื่นๆ เพราะติดรส จึงตั้งใจว่า จักฉันเฉพาะผลมะม่วงสุกชนิดนั้น จึงไปนั่งคอยดูอยู่ที่ริมแม่น้ำ ตกลงใจว่า ถ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกจักไม่ยอมลุกขึ้น.
ดาบสนั้นไม่ยอมขบฉัน สู้นั่งคอยดูผลมะม่วงอยู่ที่ริมน้ำนั้นถึง ๖ วัน จนร่างกายซูบซีดเพราะลมและแดดแผดเผา
ครั้นถึงวันที่เจ็ด นางเทพธิดาผู้รักษาแม่น้ำพิจารณาดูรู้เหตุนั้น แล้วคิดว่า พระดาบสผู้นี้เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก สู้อดอาหารถึง ๗ วัน มานั่งคอยดูแม่น้ำคงคา การที่เราจะไม่ถวายผลมะม่วงสุกแก่ดาบสนี้ไม่สมควรเลย เมื่อดาบสนี้ไม่ได้ผลมะม่วงสุกคงจักมรณภาพ เราจักถวายแก่ท่านจึงมายืนบนอากาศเหนือแม่น้ำคงคา
เมื่อจะสนทนากับดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร ประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ผู้เดียวในเวลาร้อน เพราะเหตุไร ท่านจึงมานั่งดูแม่น้ำ.
นางเทพธิดากล่าวเรียกดาบสนั้นว่า "พราหมณ์" เพราะบวชแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านประสงค์อะไร คิดถึงอะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร เพราะต้องการอะไร ท่านจึงมาแลดูแม่น้ำอยู่ที่ฝั่งคงคานี้
พระดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถาความว่า
หม้อน้ำใหญ่มีรูปทรงงดงามฉันใด ผลมะม่วงสุกอันมีสีกลีบและรสดีเยี่ยมก็มีอุปไมยฉันนั้น
เราได้เห็นผลมะม่วงนั้นอันกระแสน้ำพัดลอยมาท่ามกลางแม่น้ำ จึงได้หยิบเอามาเก็บไว้ในเรือนไฟ
แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเองแล้วก็ฉัน ความหิวและความระหายของเราก็หายไป.
เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมด เราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความพอใจในผลไม้ไรๆ อื่น.
ผลมะม่วงใดเกิดมีแก่ข้าพเจ้า ผลมะม่วงนั้นมีรสอร่อยเป็นเลิศ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ คงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้าแน่ เพราะซูบผอม เนื่องจากอดอาหาร.
ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุกอันลอยมาจากทะเลในห้วงมหรรณพได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผลมะม่วงสุกนั้นคงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องมานั่งอยู่ที่นี่เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมดข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว.
ข้าพเจ้านั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ แม่น้ำนี้กว้างขวางมีปลาโลมาใหญ่อาศัยอยู่ น่าจะพึงมีความสบาย ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเราไม่หนีไป ท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.
ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอันสันทัดงามดี ท่านผู้มีร่างอันงามเช่นกับด้วยทองใบทั้งแผ่น หรือดุจนางพยัคฆี ที่สัญจรไปตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือว่าท่านมาที่นี่เพื่ออะไร.
เทพนารีทั้งหลายในเทวโลก ซึ่งเป็นบริจาริกาแห่งทวยเทพในฉกามาพจรสวรรค์ มีอยู่เหล่าใด หรือสตรีมีรูปงามในมนุษยโลกเหล่าใด เทพนารีและสตรีทั้งหลายเหล่านั้นในหมู่เทวดาคนธรรพ์และมนุษย์ ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป
ท่านผู้มีตะโพกอันงามประหนึ่งทอง เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์เถิด.
ลำดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๘ คาถาความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่ เฉพาะแม่น้ำโกสิกิคงคาอันน่ารื่นรมย์ใด โกสิกิคงคานั้น มีกระแสอันเชียว เป็นห้วงน้ำใหญ่ ข้าพเจ้าสิงสถิตอยู่ในวิมานอันตั้งอยู่ที่แม่น้ำนั้น.
มีลำห้วย และลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่งเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรงมารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น.
ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแสไหลเชี่ยว สีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาคกระทำให้มีสีวิจิตรต่างๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ.
แม่น้ำเหล่านั้นย่อมพัดเอาผลมะม่วง ผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อเป็นอันมากมาเนืองๆ.
ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งทั้งสองตกลงในน้ำแล้ว ผลไม้นั้นย่อมเป็นไปในอำนาจแห่งกระแสน้ำของข้าพเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย.
ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่กว่านรชน ท่านรู้อย่างนี้แล้ว จงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่าพอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย จงเลิกคิดเสียเถิด.
ดูก่อนพระราชฤาษีผู้ยังรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ท่านจะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร เมื่อท่านซูบผอมรอความตายอยู่.
พรหม คนธรรพ์ เทวดา และฤาษีทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะ เริ่มตั้งความเพียร ผู้เรืองยศย่อมรู้ความที่ท่านตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา อย่างไม่ต้องสงสัยเลย.
เมื่อนทีเทพธิดาจะให้ดาบสนั้นเกิดความสังเวช จึงกล่าวอย่างนี้ว่า พรหมผู้ที่ถึงการนับว่าเป็นบิดา คนธรรพ์พร้อมทั้งกามาวจรเทพยดา และฤาษีผู้มีจักษุทิพย์ดังที่กล่าวมาแล้ว ย่อมรู้ความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจตัณหาโดยไม่ต้องสงสัย แต่ข้อที่ท่านผู้มีฤทธิเหล่านั้นรู้ว่า ดาบสชื่อโน้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของตัณหาดังนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ ถึงปริจาริกชนของฤาษีผู้เริ่มตั้งความเพียร ผู้ยงยศเหล่านั้น ก็จะรู้เพราะฟังคำของชนเหล่านั้นพูดกันอยู่อีก เพราะขึ้นชื่อว่าความลับของบุคคลผู้ทำความชั่ว ย่อมไม่มี.
ลำดับนั้น พระดาบสได้กล่าวคาถา ๔ คาถาความว่า
บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้จักศีลและความไม่เที่ยง ดำรงอยู่เหมือนเราฉะนั้น ซึ่งรู้ธรรมทั้งปวง รู้ความสลายและความจุติแห่งชีวิต ถ้านระนั้นไม่คิดฆ่าบุคคลอื่นผู้มีความสุข.
ดูก่อนท่านผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันทั่วแล้ว ท่านเป็นผู้อันชนผู้ลอยบาปรู้แจ้งแล้วว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก แต่ต้องปรารถนาบาปกรรมแก่ตน เพราะใช้คำบริภาษอันไม่ประเสริฐไพเราะ.
ดูก่อนท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน เมื่อเราตายไปแล้ว ความติเตียนก็จักมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย.
ดูก่อนท่านผู้มีสะเอวอันกลมกลึง เพราะฉะนั้นแล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวงติเตียนท่านได้ในภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.
นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถาความว่า
เหตุนั้นข้าพเจ้าทราบแล้วท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตนและให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่งความสงบและสุจริตธรรม.
บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อนได้ แล้วภายหลังมาตั้งอยู่ในสังโยชน์ ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น.
มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยโดยส่วนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจักนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจงเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่เถิด.
ดูก่อนท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก ที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนกกระเรียน นกยูง นกเขา ซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่าที่ร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น.
ผลมะม่วงในสวนนั้นดกเป็นพวงๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่มและผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย.
ก็แหละครั้นนางเทพธิดาพรรณนา แล้วพาพระดาบสมาในสวนอัมพวัน แล้วสั่งว่า ท่านโปรดขบฉันผลมะม่วงทั้งหลาย ยังความอยากของตนให้เต็มบริบูรณ์ในสวนอัมพวันนี้ แล้วหลีกไป.
ครั้นพระดาบสขบฉันผลมะม่วงจนอิ่มสมอยากแล้ว พักผ่อนแล้ว จึงเที่ยวไปในสวนอัมพวัน พบเห็นเปรตนั้นกำลังเสวยทุกข์ (แต่)ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ แต่เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว เห็นเปรตนั้นมีหญิงฟ้อนแวดล้อมบำเรอ เสวยทิพยสมบัติอยู่
จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ กลางคืนมีหญิง ๑๖,๐๐๐ คนเป็นปริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวันต้องเสวยทุกขเวทนา.
หญิงเหล่านี้ได้เป็นปริจาริกาของท่าน มีถึง ๑๖,๐๐๐ นาง ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยมีในมนุษยโลก น่าขนพองสยองเกล้า.
ในปุริมภพ ท่านทำบาปกรรมอะไรไว้ จึงต้องนำทุกขเวทนามาสู่ตน ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษยโลก จึงต้องเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนเองในบัดนี้.
เปรตจำพระดาบสได้จึงทูลว่า พระองค์คงจำข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้า คือผู้ที่ได้เป็นปุโรหิตของพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าต้องเสวยความสุขในกลางคืนนี้ เพราะผลแห่งอุโบสถกึ่งหนึ่งที่ตนได้ทำมา เพราะอาศัยพระองค์ แต่ที่ได้เสวยทุกขเวทนาในเวลากลางวัน เพราะผลแห่งบาปกรรมที่ทำไว้แล้วเหมือนกัน
แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าอันพระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้พิพากษา ได้ชำระคดีโดยอยุติธรรมรับสินบน ขูดเลือดเนื้อประชาชนทางเบื้องหลัง เพราะผลแห่งกรรมที่ทำไว้นั้น ตอนกลางวัน ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้เสวยทุกขเวทนานี้
แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ข้าพเจ้าเรียนจบไตรเพท หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์แก่ชนเหล่าอื่นตลอดกาลนาน.
บุคคลใดเป็นผู้ขูดเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลนั้นย่อมต้องควักเนื้อของตนกิน เช่นเดียวกับข้าพระพุทธเจ้ากินเนื้อหลังของตนอยู่จนทุกวันนี้.
ก็แลครั้นเปรตกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพระดาบสว่า พระองค์เสด็จมาในที่นี้ได้อย่างไร? พระดาบสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังโดยพิสดาร.
เปรตทูลถามอีกว่า ก็บัดนี้พระองค์จะประทับอยู่ในที่นี้ต่อไป หรือจักเสด็จไปที่อื่น?
พระดาบสตรัสตอบว่า เราหาอยู่ไม่ จักกลับไปสู่อาศรมบทนั่นเทียว.
เปรตทูลว่า ดีละพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักบำรุงพระองค์ด้วยผลมะม่วงสุกเป็นประจำ แล้วนำพระดาบสไปในอาศรมบทด้วยอานุภาพของตน ทูลขอปฏิญญาว่า ขอพระองค์อย่าได้มีความกระสัน ประทับอยู่ในที่นี้เถิด แล้วทูลลาไป
ตั้งแต่นั้นมา เปรตนั้นก็บำรุงพระดาบสด้วยผลมะม่วงสุกเป็นนิตย์.
พระดาบสเมื่อได้ฉันผลมะม่วงสุกนั้น ก็กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายแล้ว
ทรงประกาศอริยสัจธรรม ในที่สุดแห่งอริยสัจเทศนา บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี
ทรงประชุมชาดกว่า
นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุณีอุบลวรรณา
ส่วนดาบสได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถากิงฉันทชาดกที่ ๑
-----------------------------------------------------