คุณพระช่วย
นับตั้งแต่วันที่ผมเรียนจบนักธรรมโทและเรียนจบหลักสูตรพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ในช่วงที่เรียนชั้นประถม-มัธยม ผมก็พอจะรู้ได้ทันทีว่าชีวิตการงาน คงหนีไม่พ้นวัดวาอารามเป็นแน่แท้
แล้วก็เป็นความจริง ไม่ช้าไม่นานในกาลต่อมา เมื่อผมเข้ารับราชการครู ก็สอนในโรงเรียนที่อยู่ใกล้วัดมาตลอด
บ่อยครั้งที่นำนักเรียนไปวัด เพื่อช่วยเก็บกวาดทำความสะอาด ทั้งในเวลาปกติและเทศกาลวันสำคัญทางศาสนา จึงมีโอกาสพบปะสนทนาธรรมกับพระอยู่เสมอ
งานจิตอาสาของผมกับนักเรียนที่พากันเข้าวัดและสำนักสงฆ์ มีการพัฒนาก้าวไปถึงขั้นนันทนาการ ประกอบด้วยกลองยาว ดุริยางค์และเพลงพื้นบ้าน เพื่อร่วมงานผ้าป่า งานบุญกฐินและแห่เทียนพรรษา
วัดหรือศาสนสถานจึงเป็นทั้งเวทีและแหล่งเรียนรู้ที่เชิดชูแนวคิดและทักษะชีวิตของนักเรียน
เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร วัดคือสถานที่ที่ช่วยพักพิงใจ และพระคือผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ทำให้งานบริหารการเรียนการสอนและสัมพันธ์ชุมชนของผมสำเร็จลุล่วง
โดยเฉพาะโรงเรียนหลังเล็กก่อนเกษียณ เป็นภาพจำที่ประทับใจไม่รู้ลืม ก็เพราะปีละหลายครั้งที่ผมกับครู เดินทางเข้าสู่วัดโบสถ์เก่าเลาขวัญ เพื่อมารับข้าวสารอาหารแห้ง สำหรับโครงการอาหารกลางวันนักเรียน จากพระสมุห์สุรศักดิ์ ปสนโน ผู้เป็นเจ้าอาวาส
ทุกปี..ท่านยังได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
อีกทั้งงานจิตอาสาที่ผมพานักเรียนมาบรรเลงดนตรีในงานบุญของวัด ท่านก็จัดรางวัลชุดใหญ่ให้แก่นักเรียนทุกคน จึงเป็นพระคุณที่ชุมชนผู้ปกครองต่างซาบซึ้งในน้ำจิตน้ำใจของท่านเจ้าอาวาส
ผมเรียนรู้การเป็น “ผู้รับ”จนฉ่ำชื้นเข้าไปถึงทรวง พอล่วงถึงวันที่เกษียณจึงปวารณาตัวขอเป็นผู้เสียสละบ้างตามกำลังและเวลาที่จะอำนวย ด้วยการเข้าวัดทำบุญเกื้อกูลพระศาสนา ตามความศรัทธาแต่เดิมที่มีอยู่
ในวันที่ไปช่วยงานศพที่ตั้งอยู่ที่วัด พระคุณเจ้าปรารภว่าจะมอบทุนประจำปีการศึกษานี้แก่นักเรียน ช่วยอาตมาประสานวันเวลากับทางโรงเรียนให้สักหน่อยเถอะ
ผมยินดีปรีดาและรีบดำเนินการให้ทันที ตลอดจนอาสาที่จะขับรถนำพาท่านเข้าโรงเรียนด้วย
มิใช่แต่ทุนการศึกษาเท่านั้น ที่ท่านจะมอบให้ผู้บริหาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผือ ยังมีอาหารแห้งและน้ำดื่มอีกเป็นกระสอบ ที่มอบพร้อมทุนการศึกษา
ผมขับรถถึงโรงเรียน ๙ โมงกว่าๆ ครูและนักเรียนพร้อมกันอยู่ในห้องประชุมใหญ่ ผมมองไปรอบๆบริเวณพบว่า โรงเรียนสะอาดสดใสและสวยงามกว่าเดิมมาก จึงรู้สึกประทับใจยิ่งนัก
นับเป็นครั้งแรกในรอบ ๑ ปี ที่มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมเยือนโรงเรียนที่เคยอยู่ร่วมชายคา พำนักอาศัยให้ไออุ่นและความสุข สนุกไปกับงาน แม้จะเป็นโรงเรียนหลังเล็ก แต่ก็มีงานให้ทำทุกวัน
เพราะท่านเจ้าอาวาสโดยแท้ จึงทำให้กลับเข้ามาเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นใจ
พิธีการมอบทุนผ่านไปอย่างเรียบง่าย แต่มีมนต์ขลัง ด้วยความรักและห่วงใยที่มีต่อนักเรียนและโรงเรียนของท่านเจ้าอาวาสวัดโบสถ์เก่าฯ ประโยคสุดท้ายในคำโอวาทของท่านคือสัจธรรมที่มั่นคงนัก
“ขอให้นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียน ปีหน้าจะมามอบทุนการศึกษาให้อีกนะ..”
เพราะคุณพระช่วยเหลือเกื้อหนุนเช่นนี้ มีหรือโรงเรียนจะไม่เจริญเติบโต....สาธุ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘





ผมอยากส่งบันทึกเข้ากลุ่มครับ แต่ก็ไม่สามารถส่งข้อมูลเข้าไปได้ จึงขอส่งผ่านมาที่นี่ก่อน และขอให้ช่วยตรวจพิจารณาไปด้วยก็ดีครับ วิโรจน์ (มือใหม่) ครับOther Law and Order : torrentกฎและระเบียบต่างถิ่น: เจ้าเขี้ยวขาวผมกำลังจะเดินทางไปพบกับใครคนหนึ่งที่นัดหมายไว้ โดยไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะเป็นเมื่อใด กำหนดเพียงสถานที่ของเขาเป็นจุดนัดพบ วันที่เดินทางไปไม่มีใครรู้แม้แต่คนในบ้าน เพราะผมเกรงว่าจะได้รับการซักถามที่อาจทำให้ผมเปลี่ยนใจ ส่วนบุคคลที่ผมจะไปพบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้ตอนนี้ก็ได้ ไว้ใกล้จะถึงก็ค่อยบอก เพราะเกรงว่าเขาจะต้องเตรียมตัว ทั้งการต้อนรับ และไม่ให้เป็นการเสียเวลาของอีกฝ่าย ที่จะต้องมากังวลกับการเดินทางของผม อีกอย่างก็เป็นความต้องการส่วนตัว ที่เป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หายของผมที่อยากเห็นสภาพความเป็นจริง โดยไม่ต้องปรุงแต่งแบบคนในกรุงเทพฯ ที่ผมอาศัยอยู่ผมไม่ได้คาดหวังว่าหมู่บ้านที่ผมจะไปนั้นจะต้องมีอะไรเหมือนพวก แอมิช (Amish) ในรัฐฟิลาเดลเฟีย ที่ผมได้ดูจากทีวีเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาแยกตัวเป็นสันโดษจากสังคมฟุ้งเฟ้อของอเมริกัน มีกฎระเบียบของตัวเอง ไม่ต้องการความเจริญแบบคนในยุคนี้ ทั้งที่พวกแอมิชย้ายมาจากทวีปยุโรปมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ในช่วงที่อเมริกาแยกตัวเป็นอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตหรือความทันสมัยอื่นใดที่คนอเมริกันมีใน ค.ศ. นี้ ชาวแอมิช ยังไม่เคยใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้รถยนต์ และไม่ต้องการตำรวจในชุมชนของตัวเอง ทั้งที่อยู่ห่างจากมหานครนิวยอร์คเพียงแค่เดินทางด้วยรถยนต์สองชั่วโมงเศษ ในวันที่ผมเดินทาง จึงเป็นฝ่ายผมที่เตรียมตัวฝ่ายเดียวสำหรับการเดินทางไปพบกัน ที่นอกจากเสื้อผ้าเพียงแค่การพักแรมสองสามคืน และข้าวของที่จะเอาไปฝากคนในครอบครัวที่จะไปพบ และเงินสดจำนวนเพียงพอกับค่าพาหนะ ไม่นำบัตรเครดิตหรือสิ่งอื่นใดที่จะนำไปซื้อแทนเงินสด มีโทรศัพท์มือถือเพื่อการติดต่อที่จำเป็น และไม้เท้าที่เป็นเพื่อนเดินทางอย่างใหม่ของผมไม่มีใครรู้เรื่องการเดินทางครั้งนี้ นอกจากผมคนเดียวผมเดินทางด้วยรถประจำทางสายหลัก จากนั้นก็ต่อรถไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อไปถึงก็ถามไถ่ถึงบ้านของเพื่อนคนนั้น เขาก็พาเดินไป โดยไม่ต้องรีรอ และไม่ต้องซักถาม อาจจะเพราะมีคนไปหาเขาอยู่เป็นประจำ หรือไม่ก็เพราะเป็นคนที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของคนที่นั่น หรือไม่ก็ทั้งสองอย่างนั้นรวมกันหนทางที่ไปเป็นการลัดเลาะไปบนเนินเขาที่ปลูกพืชเขียวชอุ่ม จนแทบไม่เห็นว่าจะมีบ้านของผู้คนแฝงตัวอยู่ในนั้น แต่ก็ใช้เวลาอีกชั่วโมงเศษกว่าคนนำทางจะบอกว่าถึงแล้ว จึงได้เห็นตัวบ้านหลังใหญ่ ที่เจ้าของบ้านไม่อยู่บ้าน ทราบจากคนในบ้านว่าอีกสองสามวันก็น่าจะกลับมาอย่างที่เคย วันรุ่งขึ้นผมจึงคิดจะออกไปเดินเล่น ทำนองนักสำรวจโบราณคดี ที่อยากจะรู้อะไรเองโดยไม่ต้องมีคนนำทาง หรือไกด์ทัวร์ แบบที่จะคอยบอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานที่ ตำนาน ประเพณี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือบอกถึงความลี้ลับ อะไรทำได้ทำไม่ได้ ฯลฯ ของหมู่บ้านผมอยากสังเกต หรือศึกษาด้วยตัวเอง เพราะความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้มาน่าจะพอเพียงแล้วกับวัยเกือบ 80 ปี ที่คิดว่าน่าจะรู้อะไรมามากพอเกินต้องการแล้วเมื่อออกเดินทางมาไม่ไกลเท่าไร ผมก็เจอเข้ากับหมาในหมู่บ้าน เพียงแค่ตัวเดียวมันก็ไล่ผมกระเจิงไปแบบไร้ทิศทาง แล้วมันยังส่งเสียงคำราม ขบเขี้ยวยิงฟันขาว ไล่ผมไปรอบ ๆ ดงไม้ในละแวกนั้น คราวนี้เองที่จากหนึ่งกลายเป็นสอง เป็นสาม และเป็นฝูงหมาที่ส่งเสียงบอกต่อๆ ว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามา จากนั้นก็มีหมาจำนวนหนึ่งวิ่งตามผมมาฝูงหนึ่ง รอเพียงเวลาที่จะจัดการกับผมเท่านั้น ผมปีนต้นไม้อย่างลิงก็คงไม่ได้ ก็คงมีทางเดียวที่จะต้องร้องขอความช่วยเหลือพร้อมกับวิ่งเหยาะๆ ไปพร้อมกับกวัดแกว่งไม้เท้าที่ถือติดตัวอยู่ และเสียงตะโกนอย่างขวัญกระเจิงของผม ที่หวังว่าคงไปได้ยินถึงหูชาวบ้านสักคนที่จะช่วยผมจากเหตุการณ์นี้ได้ ขณะที่ฝูงหมากำลังมาประชิดตัวผม ก็พอดีเสียงที่เพิ่งหลุดออกจากปากผมไปได้ เสียงตะโกนสุดเสียง … “ช่วยด้วยๆ” และมีเสียงตอบทันทีทันใดมาว่า “จะมาหาใคร” ผมตอบไปอย่างไม่รีรอด้วยเสียงระรัวแต่คงพอจะฟังเข้าใจได้ เขาจึงกำชับผมว่า “ถ้างั้น ไม่ต้องตกใจ อยู่เฉยๆ เดี๋ยวผมจะสั่ง หมาก็จะไป” เขาคนนั้นเดินไปหาหมาที่อยู่ไม่ไกลจากผม แล้วสั่งด้วยคำพื้นบ้านไม่กี่คำ ฝูงหมาที่คิดจะได้เนื้อหนังของผมก็พากันจากไป แม้จะไม่พร้อมกัน แต่ก็ทยอยกันไป เหมือนพยายามเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน จนถอนตัวไปครบถ้วนทุกตัวตน แต่เสียงเห่า คำราม และหน้าตาที่ไม่เป็นมิตรของพวกมันยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม แม้ว่าบัดนี้ต่าง ก็ลับไปจากสายตาจนหมดสิ้นแล้วเขาคนนั้นก็พาผมไปพบกับบุคคลที่ผมต้องการมาพบในอีกจุดหนึ่งที่ไม่ห่างไกลนัก ผมจัดแจงขอบคุณเขา และพยายามมอบข้าวของมีค่าที่มีเพียงอย่างเดียวที่ติดมือมาคือ นาฬิกา ข้อมือ ที่น่าจะดีกว่าการให้เงินเป็นการตอบแทน แต่เขาปฏิเสธ ก่อนยกมือไหว้ลา จนผมต้องรีบยกมือไหว้ตอบแทบไม่ทันให้กับคนที่เหมือนช่วยชีวิตผมไว้เพื่อนผมอธิบายว่า หมาที่นี่ กลุ่มเจ้าเขี้ยวขาว จะเชื่อฟังถ้าพูดกับมันรู้เรื่อง มันจะรู้จักเพียงคำพื้นบ้าน คำคนในเมืองคงใช้ไม่ได้แน่ ผมถามว่า ต้องพูดกับมันอย่างไร สื่อสารกับมันได้จริงๆ หรือโดยไม่ต้องใช้กำลัง หรือเพราะเคยเลี้ยงดูมันมาก่อน เพื่อนผมบอกว่าไม่น่าจะใช่ คำพื้นบ้านนั้นเป็นคำพูดทั่วไปในหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว แต่ก็ใช้กับหมาพวกนี้ได้ด้วย“เราเพียงขออนุญาต และกล่าวขอโทษแทนผู้บุกรุกว่า เขาไม่ได้เจตนามารบกวนหรือมาทำร้าย หรือมีเจตนามาขับไล่พวกมันไปจากถิ่นที่มันอาศัย ป่าแถบนี้เป็นเหมือนบ้านของมัน เราเองก็ต้องเข้าใจตรงนี้”“อย่าลืมนะครับ ต้องขอโทษที่เรามารบกวนพวกมันที่อยู่ที่นี่มาก่อนมนุษย์อย่างพวกเรา”(บันทึกจากความคิดเมื่อ 2.00 น.ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568)
ขอบคุณครับ