ปลายปี 2010 (พ.ศ. ๒๕๕๓) Lancet Commission Paper เรื่อง Education of health professionals for the 21st century : a global independent Commission เสนอการพลิกโฉมการศึกษาของบุคลากรสุขภาพ จากเน้นวิทยาศาสตร์ เป็นเพิ่มการเน้นเชื่อมโยงและตอบสนองกับการพลิกโฉมระบบสุขภาพ (Systems-based HPE) ปลายปี ๒๕๕๗ มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) ก็ก่อตั้งขึ้น โดยการสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นจาก China Medical Board ที่ตอนนั้น ศาสตราจารย์ Lincoln Chen เป็นประธาน เลขาธิการผู้ทำงานขับเคลื่อนงานของ ศสช. คือ ศ. พญ. วณิชา ชื่นกองแก้ว
หลังจากนั้น ศสช. ก็ทำงานเชื่อมโยงกับ สช. และองค์การอนามัยโลก ในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ โดย ศสช. ต้องหาทรัพยากรมาสนับสนุนการดำเนินการเอง จากองค์การอนามัยโลก, CMB, JICA, สสส. และ สวรส. เป็นต้น
วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ ผมรับนัดกับ นพ. ฑิณกร โนรี ให้สัมภาษณ์ประเมินโครงการที่ ศสช. รับทุนขาก สสส. ดำเนินการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพของไทยหลายประเด็น ที่สมัยนี้สะดวกมาก ผมอยู่ที่ มทส. โคราช ให้สัมภาษณ์ผ่าน ซูม นัดกันไว้ ๑ ชั่วโมง แต่คุยกัน ๓๐ นาทีก็จบ เพราะคุณหมอออมสัมภาษณ์คนอื่นที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลมาครบถ้วนแล้ว มาสัมภาษณ์ผมเป็นคนสุดท้าย
ผมให้ข้อสังเกตว่า ที่ ศสช. ทำงานมา ๑๐ ปี คุณูปการยิ่งใหญ่ที่ผมสังเกตเห็นคือ ได้สร้างบรรยากาศความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความเชื่อถือไว้วางใจ เคารพและร่วมมือกัน ในต่างวิชาชีพสุขภาพ เป็น inter-professional trust/collaboration อย่างไม่เคยมีมาก่อน ดีกว่าอีก ๒๑ ประเทศในเครือข่าย AAAH ที่ผมไปประชุมที่เวียงจันทร์ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๗
ส่วนเป้าหมายอื่นๆ ผมไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมมากนัก เช่นความร่วมมือระหว่างระบบบริการสุขภาพ (กระทรวงสาธารณสุข) กับระบบการศึกษา ผมเดาว่าจืดจางลงจากสมัย ๔๐ ปีก่อน ที่ผมเป็นสมาชิกผู้เยาว์จากฝ่ายโรงเรียนแพทย์ต่างจังหวัด ที่กิจกรรมประชุมปรึกษาหารือเชิงปฏิบัติการครั้งละ ๒ - ๓ วัน ที่จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข ปลุกคนจากโรงเรียนแพทย์ให้ตื่นจากมุ่งแต่วิชาการอย่างเดียว ให้เข้าใจว่า ต้องผลิตแพทย์ที่มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เพื่อสนองทั้งด้านคุณภาพ (quality), การกระจาย (distribution), และการคงอยู่ (retention) ในต่างจังหวัด ทั่วประเทศ กิจกรรมประชุมทำความเข้าใจภาพใหญ่เช่นนั้น ผมรู้สึกว่าซาลงไป ซึ่งก็อธิบายได้ ว่าเวลานี้กระทรวงสาธารณสุขมีกลไกผลิตบุคลากรของตนเอง ทำให้ความสนใจสื่อสารกับฝ่ายมหาวิทยาลัยลดลงไป
เรื่องการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ผมไม่มีโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรมในต่างจังหวัด ที่มีการจัดอยู่เสมอ จึงไม่มีประสบการณ์ตรง ได้แต่เดาว่า โครงการที่ ศสช. รับทุนมาจาก สสส. น่าจะช่วยให้ ความเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษากับระบบสุขภาพปฐมภูมิ และระบบสุขภาพชุมชน มีความแน่นแฟ้นขึ้น
จะเห็นว่า การพัฒนาระบบการศึกษาบุคลากรสุขภาพ และการพัฒนาระบบสุขภาพไทย มีลักษณะพิเศษ คือมีกลไกทั้งที่เป็นทางการ และกลไกที่ไม่เป็นทางการ (NGO - มูลนิธิ) ร่วมมือกัน เกิดการเสริมพลังกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) ที่ช่วยหนุนให้คนในวงการศึกษาบุคลากรสุขภาพ เกิดทักษะการสะท้อนคิดจากประสบการณ์ สู่หลักการเชิงนามธรรม อยู่เป็นเนืองนิตย์ ที่เกิดขึ้นอย่างอิสระในวงการวิชาชีพสุขภาพทุกวิชาชีพ ทำให้วงการศึกษาในทุกวิชาชีพสุขภาพ มีการพัฒนาความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เป็นจุดแข็งยิ่งของระบบสุขภาพไทย
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ม.ค. ๖๘