อุทยชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. อุทยชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๕๘)
ว่าด้วยพระเจ้าอุทัย
(ท้าวสักกะเมื่อทรงเจรจากับพระราชธิดา จึงตรัสว่า)
[๓๗] พระนางผู้ทรงพระภูษาสะอาด มีพระเพลาแนบสนิท มีพระวรกายงามหาที่ตำหนิมิได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่พระองค์เดียว พระนางผู้มีพระเนตรงามเพียงดังเนตรกินนรี หม่อมฉันขออนุญาตพระนาง ขอให้เราได้อยู่ร่วมกันสองคนสักคืนหนึ่งนี้
(ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ตรัสว่า)
[๓๘] เมืองนี้มีคูในระหว่างอยู่รายรอบ มีป้อมปราการและซุ้มประตูอันมั่นคง มีทหารถือดาบเฝ้าระวังรักษา ยากที่ใครๆ จะเข้ามาได้
[๓๙] อนึ่ง แม้ทหารหนุ่มๆ ก็ไม่มีมา เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงต้องการพบข้าพเจ้า
(ท้าวสักกะจึงตรัสว่า)
[๔๐] พระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรได้มา ณ ตำหนักของพระนาง ขอพระนางพึงพอพระทัยหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันขอถวายถาดทองคำซึ่งมีเหรียญทองคำเต็มถาดแด่พระนาง
(พระราชธิดาสดับพระดำรัสนั้นแล้วจึงตรัสว่า)
[๔๑] จะเป็นเทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ก็ตาม คนอื่นหม่อมฉันไม่ปรารถนา นอกจากพระเจ้าอุทัย เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ขอพระองค์เสด็จไปเสียเถิด และเสด็จไปแล้ว อย่าได้เสด็จกลับมาอีกเลย
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๔๒] พระนางผู้ประกอบด้วยความหมดจด พระนางอย่าให้ความยินดีในเมถุน ที่บรรดาสัตว์ผู้บริโภคกามถือว่าเป็นความยินดีชั้นเยี่ยม ซึ่งเป็นเหตุให้เหล่าสัตว์ประพฤติลุ่มๆ ดอนๆ ไปเลย หม่อมฉันขอถวายถาดเงินซึ่งเต็มไปด้วยทองคำแด่พระนาง
(พระราชธิดาตรัสว่า)
[๔๓] ธรรมดาชาย เมื่อจะให้หญิงยินยอม ย่อมเอาทรัพย์มาประมูลหญิงที่ตนพอใจ แต่สำหรับพระองค์ตรงกันข้าม มีสภาพเหนือกว่าเห็นได้ชัด มีทรัพย์น้อยกว่ามาหา
(ท้าวสักกะได้ตรัสว่า)
[๔๔] พระนางผู้มีพระวรกายงดงาม ธรรมดาอายุและผิวพรรณของหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลกย่อมทรุดโทรมไป เพราะเหตุนั้น แม้ทรัพย์ก็ลดลงตามฉวีวรรณของพระนาง เพราะวันนี้พระนางทรงชรากว่าเมื่อวาน
[๔๕] พระราชบุตรีผู้ทรงยศ หม่อมฉันพิเคราะห์เห็นอย่างนี้ว่า เมื่อวันคืนล่วงไป ฉวีวรรณของพระนางก็ทรุดโทรมไป
[๔๖] พระราชบุตรีผู้มีปรีชา ด้วยวัยนี้แหละ พระองค์ควรประพฤติพรหมจรรย์ พระองค์จะมีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้น
(พระราชธิดาตรัสว่า)
[๔๗] พวกเทพไม่แก่ชราเหมือนมนุษย์หรือ ในร่างกายของพวกเทพไม่มีรอยเหี่ยวย่นหรือ เทพบุตรผู้ทรงอานุภาพมาก หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ ร่างกายของหมู่เทพเป็นอย่างไรหนอ
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๔๘] พวกเทพไม่แก่ชราเหมือนมนุษย์ ในร่างกายของพวกเทพก็ไม่มีรอยเหี่ยวย่น พวกเทพเหล่านั้นมีวรรณะอันเป็นทิพย์ และโภคะอันไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปทุกวัน
(พระราชธิดาตรัสว่า)
[๔๙] หมู่ชนมิใช่น้อยในโลกนี้กลัวอะไรหนอ ทางอะไรที่ท่านกล่าวไว้โดยลัทธิมิใช่น้อย เทพบุตรผู้ทรงอานุภาพมาก หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ บุคคลดำรงอยู่ในทางไหนจึงไม่ต้องกลัวปรโลก
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๕๐] บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่กระทำบาปด้วยกาย เมื่อครอบครองเรือนก็มีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน รู้จักแบ่งปันกันกิน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ เป็นผู้สงเคราะห์ พูดผูกใจเพื่อน มีวาจาอ่อนหวาน ดำรงอยู่ในทางนี้ ย่อมไม่กลัวปรโลก
(พระราชธิดาตรัสว่า)
[๕๑] เทพบุตร พระองค์ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันเหมือนแม่เหมือนพ่อ หม่อมฉัน ขอทูลถามพระองค์ผู้มีวรรณงดงาม พระองค์ผู้มีพระวรกายงดงามเป็นใครกันหนอ
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๕๒] พระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันคือพระเจ้าอุทัย มาที่นี้เพราะมีสัญญากันไว้ หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วก็จะไปละ หม่อมฉันพ้นสัญญากับพระองค์แล้ว
(พระราชธิดาตรัสว่า)
[๕๓] ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัยจริง เสด็จมาที่นี้เพราะมีสัญญากันไว้ ขอเดชะพระราชบุตร ขอพระองค์จงพร่ำสอนหม่อมฉัน ตราบเท่าที่จะได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง
(พระโพธิสัตว์เมื่อจะทรงสอน จึงตรัสว่า)
[๕๔] วัยย่อมผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะเวลาก็เหมือนกัน ไม่หยุดอยู่กับที่ สัตว์ทั้งหลายย่อมตายแน่นอน สรีระร่างกายไม่ยั่งยืน ย่อมจะทรุดโทรมไป แม่อุทัยภัทรา เธอจงอย่าประมาท ประพฤติธรรมเถิด
[๕๕] แผ่นดินทั้งสิ้นเต็มไปด้วยทรัพย์ พึงเป็นของพระราชาผู้เดียวเท่านั้น ไม่พึงตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น บุคคลผู้ยังไม่ปราศจากราคะ ก็ย่อมจะละทิ้งทรัพย์แม้นั้นไป แม่อุทัยภัทรา เธอจงอย่าประมาท ประพฤติธรรมเถิด
[๕๖] มารดา บิดา พี่น้องทั้งหลาย แม้ภรรยาสินไถ่ก็ดี แม้ชนเหล่านั้นก็จะต้องพลัดพรากจากกันและกันไป แม่อุทัยภัทรา เธอจงอย่าประมาท ประพฤติธรรมเถิด
[๕๗] แม่อุทัยภัทรา เธอรู้ว่าร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่น รู้ว่าสุคติและทุคติในสังสารวัฏเป็นสภาพที่อยู่อันต่ำต้อยแล้ว จงอย่าประมาท ประพฤติธรรมเถิด
(พระราชธิดาเลื่อมใสแล้วเมื่อจะทรงชมเชย จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า)
[๕๘] เทพบุตรนี้ตรัสดีแล้ว ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย และชีวิตนั้นลำบาก อยู่ได้นิดหน่อย ประกอบไปด้วยทุกข์ หม่อมฉันนั้นจะละทิ้งเมืองสุรุนธนะแคว้นกาสีไปบวชคนเดียว
อุทยชาดกที่ ๔ จบ
-------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
อุทยชาดก
ว่าด้วย บารมี ๑๐ ทัศ
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้เบื่อหน่าย ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องจักมีแจ้งใน กุสชาดก ข้างหน้า.
ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอเป็นผู้เบื่อหน่ายแล้ว. เมื่อเธอกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเล่า เธอบรรพชาในพระศาสนาอันเป็นที่นำสัตว์ออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังเป็นผู้เบื่อหน่ายด้วยอำนาจกิเลส แม้แต่บัณฑิตในปางก่อนเสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนครมีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์อันมั่งคั่ง ถึงจะอยู่ร่วมห้องกับหญิงผู้เทียบเท่านางเทพอัปสร ตลอด ๗๐๐ ปี ก็ยังมิได้ทำลายอินทรีย์ แลดูด้วยอำนาจความโลภเลย ดังนี้
แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ากาสีเสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนคร แคว้นกาสี. พระองค์ไม่เคยมีพระโอรส หรือพระธิดาเลย. พระองค์ตรัสกับพระเทวีทั้งหลายของพระองค์ว่า พวกเธอจงพากันปรารถนาบุตรเถิด. พระราชเทวีรับพระราชดำรัสแล้ว ได้ทรงกระทำเช่นนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก ถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระอัครมเหสีของพระราชา.
ลำดับนั้น พระประยูรญาติทรงขนานพระนาม พระราชกุมารนั้นว่า อุทัยภัทร เพราะทรงบังเกิดทำให้หทัยของมหาชนจำเริญ. ในกาลที่พระราชกุมารทรงย่างพระบาทไปได้ สัตว์ผู้อื่นจุติจากพรหมโลกบังเกิดเป็นกุมาริกาในพระอุทรของพระเทวีพระองค์ใดพระองค์หนึ่งของพระราชาพระองค์นั้นแล. พระประยูรญาติทรงขนานพระนาม พระราชกุมารีนั้นว่า อุทัยภัทรา.
พระราชกุมารทรงจำเริญวัย จบการศึกษาศิลปศาสตร์ทั้งหมด แต่ทรงเป็นพรหมจารีโดยกำเนิด ไม่ทรงทราบเรื่องเมถุนธรรมแม้ด้วยความฝัน พระทัยของพระองค์มิได้พัวพันในกิเลสทั้งหลายเลย.
พระราชาทรงพระประสงค์จะอภิเษกพระราชโอรส ทรงส่งข่าวสาสน์ไปว่า พ่อลูกชาย บัดนี้เป็นกาลที่จะเสวยความสุขในราชสมบัติของลูกละ พ่อจักให้ราชสมบัติทั้งหมดแก่ลูก พระโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลห้ามเสียว่า ข้าพระองค์มิได้มีความต้องการด้วยราชสมบัติเลย จิตของข้าพระองค์มิได้พัวพันในกองกิเลสเลย. เมื่อได้รับพระราชดำรัสเตือนบ่อยๆ เข้า จึงให้ช่างสร้างรูปสตรีสำเร็จด้วยทองคำชมพูนุทอันเปล่งปลั่ง แล้วทรงส่งข่าวสาสน์ถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดาว่า ถ้าข้าพระองค์ได้พบเห็นผู้หญิงงามเห็นปานนี้ไซร้ ก็จักขอรับมอบราชสมบัติ. พระราชบิดาและพระราชมารดาให้อำมาตย์พาเอารูปทองคำนั้น ตระเวนไปทั่วชมพูทวีป. เมื่อไม่ได้ผู้หญิงงามเช่นนั้น จึงตบแต่งพระนางอุทัยภัทรา ให้ประทับอยู่ในวังของพระราชกุมารนั้น. พระนางทรงข่มรูปทองคำนั้นเสียหมดสิ้น.
ครั้งนั้น พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงอภิเษกพระโพธิสัตว์เจ้า กระทำพระน้องนางต่างพระชนนี อุทัยภัทราราชกุมารีให้เป็นพระอัครมเหสี ทั้งๆ ที่พระราชกุมารและพระราชกุมารีทั้งสองพระองค์นั้นมิได้ปรารถนาเลย แต่ทั้งสองพระองค์นั้น ก็ทรงประทับอยู่ด้วยการอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์นั่นแล.
ครั้นกาลต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาล่วงลับไป พระโพธิสัตว์จึงครอบครองราชสมบัติ แม้ทั้งสองพระองค์จะประทับร่วมห้องกัน ก็มิได้ทรงทำลายอินทรีย์ ทอดพระเนตรกันด้วยอำนาจความโลภเลย ก็แต่ว่า ทรงกระทำข้อผูกพันกันไว้ว่า ในเราทั้งสองผู้ใดสิ้นพระชนม์ไปก่อน ผู้นั้นต้องมาจากที่ที่เกิดแล้วบอกว่า ฉันเกิดในสถานที่โน้น ดังนี้เท่านั้น.
ต่อมาล่วงได้ ๗๐๐ ปีนับแต่เวลาได้อภิเษก พระโพธิสัตว์เจ้าก็สวรรคต. ผู้อื่นที่จะเป็นพระราชาหามีไม่ พระนางอุทัยภัทราพระองค์เดียวทรงสำเร็จราชการแทน หมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ในขณะที่ทรงจุติ ทรงถึงความเป็นท้าวสักกะในดาวดึงส์พิภพ เพราะทรงมียศใหญ่ยิ่ง ไม่สามารถจะทรงอนุสรณ์ได้ตลอดสัปดาห์.
ดังนั้นเป็นอันล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี ด้วยการนับปีของมนุษย์ ท้าวเธอจึงทรงระลึกได้ ทรงพระดำริว่า เราจักทดลองพระราชธิดาอุทัยภัทราด้วยทรัพย์ แล้วเปล่งสีหนาทแสดงธรรม เปลื้องข้อผูกพันแล้ว จึงมา.
ได้ยินว่า ครั้งนั้นเป็นเวลาที่มนุษย์มีอายุได้ ๑๐,๐๐๐ ปี.
คืนวันนั้นเอง พระราชธิดาพระองค์เดียวเท่านั้น ประทับนั่งมิได้ทรงไหวติง ทรงนึกถึงศีลของพระองค์อยู่ในห้องอันทรงพระสิริอันอลงกต ณ พื้นชั้นสูงสุดแห่งพระมหาปราสาท ๗ ชั้น. ในเมื่อราชบุรุษปิดพระทวารแล้ว วางพระองค์เรียบร้อยแล้ว.
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงถือเอาถาดทองคำ ๑ ใบ บรรจุเหรียญมาสกทองคำจนเต็ม ไปปรากฏพระกายในห้องพระบรรทมทีเดียว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
เมื่อพระโพธิสัตว์จะตรัสปราศรัยกับพระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายอันงดงามหาที่ติมิได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์อันสะอาด เสด็จสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่เพียงพระองค์เดียว.
ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรอันงดงาม ดังเนตรกินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนางเจ้า เราทั้ง ๒ ควรอยู่ร่วมกัน ตลอดคืน ๑ นี้.
ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ตรัสพระคาถา ๒ พระคาถาว่า
พระนครนี้มีคูรายรอบ มีป้อมและซุ้มประตูมั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใครๆ จะเข้ามาได้. ทหารนักรบหนุ่มก็ไม่ได้มีมาเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้า ด้วยเหตุอะไรหนอ.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ว่า
ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรมาในตำหนักของพระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญทองคำแด่พระนาง.
คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า
ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม คือจะพิศไหนก็งามพร้อม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรผู้หนึ่ง มาถึงพระตำหนักนี้ได้ด้วยเทวตานุภาพ วันนี้ เชิญพระองค์ทรงชื่นชมยินดีกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำนี้แด่พระนาง.
พระราชธิดาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า
นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนาเทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับมาอีกเลย.
คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า
ดูก่อนเทวราช พ้นเสียจากพระอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องการผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เป็นยักษ์ หรือเป็นมนุษย์ เชิญท่านนั้นไปเสียเถิด อย่าขืนอยู่ที่นี่เลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการบรรณาการที่ท่านนำมา ดอกนะ. ครั้นท่านไปแล้ว อย่าได้กลับมาที่นี่อีกเลย.
ท้าวสักกะทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระนางแล้ว ทำท่าคล้ายจะไม่อยู่ไปแล้วได้หายวับไปตรงที่นั้นนั่นเอง รุ่งขึ้นในเวลานั้นแหละ ท้าวเธอถือถาดเงินเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำมา.
เมื่อจะทรงสนทนากับพระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ว่า
ความยินดีอันใด อันเป็นที่สูงสุดของผู้บริโภคกาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควร เพราะเหตุแห่งความยินดี อันใด พระนางอย่าพลาดจากความยินดีในทางอันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาดเงิน อันเต็มไปด้วยเหรียญเงินแด่พระนาง.
คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า
ข้าแต่พระราชธิดาผู้ทรงพระเจริญ บรรดาความยินดีของฝูงสัตว์ผู้บริโภคกาม ชื่อว่าความยินดีในกรรม คือเมถุนเป็นสูงสุด. ความยินดีอันสูงสุดนี้ใดเล่า เพราะเหตุแห่งความยินดีใดเล่านะ ฝูงสัตว์จึงพากันประพฤติธรรม อันปราศจากความเหมาะสม มีกายทุจริตเป็นต้น. พระนางผู้ทรงพระเจริญ ขอพระนางโปรดอย่าพลาดจากความยินดีนั้นในทางที่สะอาดของพระนางเสียเลย แม้จะเป็นการเสมอด้วยพระนามก็ตามที. แม้หม่อมฉันเมื่อมาก็มิได้มามือเปล่า วันวานนำถาดทองคำเต็มด้วยเหรียญมาสกมา วันนี้ก็นำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทองคำมา หม่อมฉันขอถวายถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทองนี้แด่พระนาง.
พระราชธิดาทรงพระดำริว่า เทพบุตรนี้ เมื่อได้การสนทนาปราศรัยคงมาบ่อยๆ คราวนี้เราจะไม่พูดกะเขาละ. พระนางไม่ได้ตรัสคำอะไรๆ เลย. ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่พระนางไม่ตรัส ก็เลยหายวับไปตรงที่นั้น นั่นเอง.
วันรุ่งขึ้น พอถึงเวลานั้น ก็ถือถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา ตรัสว่า พระนางผู้ทรงพระเจริญ เชิญพระนางโปรดปรนปรือหม่อมฉันด้วยความยินดีในกามเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดโลหะ เต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์แด่พระนาง.
วันนั้น พระราชธิดาตรัสพระคาถาที่ ๗ ว่า
ธรรมดาว่า ชายหมายจะให้หญิงเอออวยด้วยทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้นจนให้ถึงความพอใจ ของท่านตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาลดลง ดังที่เห็นประจักษ์อยู่.
คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า
บุรุษผู้เจริญ ท่านช่างโง่ อันธรรมดาชายหมายจะให้หญิงเอออวยปลงใจตกลงด้วยทรัพย์ เพราะเหตุแห่งความยินดีด้วยอำนาจกิเลส ย่อมประมูล พรรณนา ชมเชย ประเล้าประโลมด้วยทรัพย์ที่มากกว่า จนเป็นที่จุใจนาง แต่เทวสภาพนี้ของท่านตรงกันข้ามเลย เพราะท่านนำทรัพย์มาลดลงเรื่อยๆ ดังที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้า คือวันก่อนนำถาดทองเต็มด้วยเหรียญทองมา วันที่สองนำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทอง วันที่สามนำถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา.
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนพระนางราชกุมารีผู้ทรงพระเจริญ หม่อมฉันเป็นพ่อค้าผู้ฉลาด ย่อมไม่ยังประโยชน์ให้เสื่อมเสียไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าพระนางพึงจำเริญด้วยพระชนมายุ หรือด้วยพระฉวีวรรณไซร้ หม่อมฉันก็พึงนำบรรณาการมาเพิ่มแด่พระนาง แต่พระนางมีแต่จะเสื่อมไปถ่ายเดียว เหตุนั้น หม่อมฉันจำต้องลดจำนวนทรัพย์ลง ดังนี้
แล้วทรงภาษิตคาถา ๓ คาถาว่า
ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายอันงดงาม อายุและวรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ย่อมเสื่อมลง ด้วยเหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง เพราะวันนี้ พระนางชราลงกว่าวันก่อน.
ดูก่อนพระราชบุตรีผู้ทรงพระยศ เมื่อหม่อมฉันกำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนางย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืนล่วงไปๆ.
ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มีพระปรีชา เพราะเหตุนั้น พระนางพึงประพฤติพรหมจรรย์เสียแต่วันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้นอีก.
ลำดับนั้น พระราชธิดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า
เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือไร? เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือไร? ดูก่อนเทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ร่างกายของเทวดาเป็นอย่างไรเล่า?
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง
จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
เทวดาทั้งหลายไม่แก่ชรา เหมือนพวกมนุษย์ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี. ฉวีวรรณอันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุกๆ วัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น.
พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสพรรณนาถึงเทวโลกดังนี้แล้ว เมื่อจะตรัสถามถึงทางไปเทวโลกนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไรเล่าจึงไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปยังเทวโลก บัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน.
ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอถามท่าน บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหนจึงไม่กลัวปรโลก.
ลำดับนั้น เมื่อท้าวสักกเทวราชจะตรัสบอกแก่พระนาง
จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปว่า
บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่ทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีวาจาน่าคบเป็นสหาย มีวาจาอ่อนหวาน. ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงหวาดกลัวปรโลกเลย.
คำเป็นคาถานั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
ดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญ บุคคลใดตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ แม้ด้วยทั้งกายก็มิได้กระทำบาปต่างๆ คือมาประพฤติยึดมั่นซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้. เมื่ออยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมากมาย คือมีไทยธรรมเพียงพอ ประกอบด้วยความเชื่อมั่นว่าวิบากแห่งทานมีอยู่. มีจิตอ่อนโยน. ได้นามว่าผู้จำแนกแจกจ่ายเพราะการจำแนกทาน. ได้นามว่าผู้รู้ถ้อยคำเพราะทราบถึงการให้ปัจจัยแก่เหล่าบรรพชิตผู้ท่องเที่ยวไปเพื่อภิกษา พากันกล่าวไว้ หมายความว่า เพราะทราบวาทะนี้ ชอบสงเคราะห์กันด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ. ได้นามว่าผู้มีวาจาน่าคบหาเป็นสหายเพราะเป็นผู้พูดแต่วาจาที่น่ารัก. ได้นามว่าผู้พูดอ่อนหวานเพราะกล่าววาจาที่เป็นประโยชน์. บุคคลนั้นดำรงอยู่ในกองแห่งคุณธรรมนี้ คือมีประมาณเท่านี้ เมื่อจะไปยังปรโลก ก็ไม่ต้องหวาดกลัวเลย.
ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ทรงสดับถ้อยคำของท้าวเธอแล้ว
เมื่อจะทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสืบไปว่า
ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เหมือนดังมารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่ง ข้าพเจ้าขอถาม ท่านเป็นใครกันหนอจึงมีร่างกายสง่างามนัก.
คำเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า
มารดาบิดาพร่ำสอนลูกน้อยฉันใด ท่านก็พร่ำสอนข้าพเจ้าฉันนั้น ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก คือผู้ทรงรูปโฉมอันถึงความเป็นผู้งดงาม ท่านเป็นใครกันเล่าหนอ จึงมีร่างกายสง่างามอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ดูก่อนพระนางเจ้าผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าอุทัยมายังที่นี่ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้าบอกพระนางแล้วจะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อผูกพันของพระนางแล้ว.
คำเป็นคาถานั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
ดูก่อนพระนางผู้พิศดูน่างดงาม ข้าพเจ้าในภพก่อนนั้นได้เป็นสามีของเธอ นามว่าอุทัย บังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชในดาวดึงส์พิภพ มาในที่นี้มิใช่มาด้วยอำนาจกิเลส แต่ดำริว่า จักทดลองเธอดู แล้วจักเปลื้องข้อผูกพัน. เป็นอันมาตามข้อผูกพัน คือตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ ในกาลก่อน บัดนี้ ข้าพเจ้าได้บอกเธอแล้วจะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อผูกพันของท่านแล้ว.
พระราชธิดาทรงดีพระทัย ทรงเปล่งพระราชเสาวนีย์ว่า ทูลกระหม่อม พระองค์คือพระเจ้าอุทัยภัทร ดังนี้ พลางก็มีพระกระแสพระอัสสุชลหลั่งไหล ตรัสว่า หม่อมฉันไม่สามารถจะอยู่ห่างพระองค์ได้ โปรดทรงพร่ำสอนหม่อมฉัน ตามที่หม่อมฉันจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ได้เถิด เพคะ ดังนี้
แล้วจึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ข้าแต่พระราชสวามี ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัยเสด็จมา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการจะปลดเปลื้องข้อผูกพันแล้วไซร้. ข้าแต่พระราชสวามี ขอเชิญพระองค์จงโปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้งสองจะได้พบกันใหม่อีกเถิด เพคะ.
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าจะทรงพร่ำสอนพระนาง จึงได้ตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า
วัยล่วงไปรวดเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อมจุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืนย่อมเสื่อมถอย ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.
พื้นแผ่นดินทั้งหมดเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าจะพึงเป็นของของพระราชาแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง ถึงกระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัดก็ต้องทิ้งสมบัตินั้นไป ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอจงอย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.
มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ภริยาและสามี พร้อมทั้งทรัพย์ แม้เขาเหล่านั้น ต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.
ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอพึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ พึงทราบว่า สุคติและทุคติในสงสาร เป็นที่พักพิงชั่วคราว ขอเธอจงอย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.
พระมหาสัตว์เจ้าได้ประทานโอวาทแก่พระนาง ด้วยประการฉะนี้แล.
ฝ่ายพระนางทรงเลื่อมใสในธรรมกถาของท้าวเธอ.
เมื่อจะทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
เทพบุตร ช่างพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อย ประกอบไปด้วยความทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุนธนนคร แคว้นกาสี ออกบวช อยู่โดยลำพังแต่ผู้เดียว.
พระโพธิสัตว์เจ้าประทานพระโอวาทแด่พระนางแล้ว เสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม.
ฝ่ายพระนางพอรุ่งขึ้น ก็ทรงมอบราชสมบัติให้พวกอำมาตย์รับไว้ ทรงผนวชเป็นฤาษิณี ในพระราชอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ภายในพระนครนั่นเอง ทรงประพฤติธรรม ในที่สุดพระชนมายุ ก็บังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของพระโพธิสัตว์เจ้าในดาวดึงส์พิภพ.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย
ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ทรงประชุมชาดกว่า
พระราชธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
ส่วนท้าวสักกเทวราช ก็คือ เราตถาคต นั่นแล.
จบอรรถกถาอุทยชาดกที่ ๔
-----------------------------------------------------